วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จับไต๋ไม่ใช้เบอร์เดียวเลือก ส.ส.

อะไรต้องแก้ไม่ต้องแก้ ต้องไม่มีอคติ

แม้จะยังไม่ถึงจุดสุดท้ายเป็นเพียงแค่แนวคิดว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ส.ที่ กรธ.กำลังพิจารณาอยู่ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้แตกต่างมากนัก

แต่ที่แตกต่างดูบิดๆ ไปทำให้พรรคการเมืองไม่ชอบใจนัก

เน้นย้ำไปที่แนวคิดที่จะให้แยกเบอร์ผู้สมัคร ส.ส.ซึ่งต่างกับที่ผ่านมา ซึ่งให้ผู้สมัครแต่ละพรรคใช้เบอร์เดียวกันทุกเขตเลือกตั้งทุกจังหวัด

ก่อนหน้านี้จะให้ประชาชนเลือกด้วยการใช้บัตร 2 ใบคือเลือกตัวบุคคลและพรรคการเมืองแต่ใช้เบอร์เดียวกันหมด

ไม่ว่าจะเลือก ส.ส.หรือปาร์ตี้ลิสต์

ว่าไปแล้ววิธีนี้ก็ดีไปอย่างคือไม่ต้องไปจับสลากในแต่ละพื้นที่ แต่เริ่มต้นในส่วนกลางให้หัวหน้าพรรคหรือตัวแทนพรรคไปจับสลากว่าพรรคไหนได้เบอร์อะไรก็ว่ากันไปเลยเป็นอันจบและนำไปใช้ได้ทั่วประเทศ

ผู้สมัครแต่ละพรรคก็สามารถนำเบอร์ของพรรคไปสมัครในฐานะเป็นตัวแทนพรรคการเมืองนั้นๆ

แต่เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้โดยผู้สมัครแต่ละเขตมีการจับสลากเบอร์ของตัวเองตามลำดับของการสมัคร แม้ผู้สมัครในแต่ละเขตจะสังกัดพรรคเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องมีเบอร์เดียวกัน

เพื่อให้ผู้สมัครในแต่ละเขตได้แสดงความรู้ความสามารถของตัวเองไม่ใช่หมายเลขพรรคในการพึ่งพาเพื่อช่วยให้ได้เป็น ส.ส.

อีกทั้งการเลือกตั้งครั้งต่อไปแม้จะใช้เบอร์เดียวสามารถเลือกทั้งบุคคลและพรรคการเมืองก็จะสามารถนับคะแนนได้ทั้งหมด

หมายความว่าถ้าประชาชนเลือกบุคคลของพรรคการเมืองหนึ่ง แต่จะไม่ได้คะแนนจากการเลือกพรรคทั้งหมดได้

แต่พรรคที่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ส.ส.แต่คะแนนเลือกพรรคจะไม่ทิ้งไปสามารถนำกลับมาใช้กับระบบปาร์ตี้ลิสต์ได้

เหตุผลที่ระบุคือทำให้การซื้อเสียงยากขึ้น

ระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนไปจากเดิมกาบัตร 2 ใบ เบอร์ผู้สมัครแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อจึงเหมือนกันได้ แต่ระบบใหม่ให้กาบัตรใบเดียว ผู้สมัครแต่ละเขตก็จะนับเลขไปตามจำนวน คนที่เข้ามาสมัคร

พูดง่ายๆ มันยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน

และยังป้องกันพรรคการเมืองที่นำผู้สมัครโนเนมลงสมัครเนื่องจากไม่จำเป็นต้องเลือกบุคคลที่เหมาะสมเพราะคะแนนนิยมพรรคดีอยู่แล้ว

อย่างที่เปรียบกันว่าเอา “เสาไฟฟ้าลงสมัคร” ก็ได้แล้ว

ก็เป็นเหตุเป็นผลอีกแบบหนึ่งเพียงแต่ว่าหากใช้ระบบนี้แล้วมันจะแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงได้หรือไม่ ไม่ว่าจะซื้อเหมาหรือซื้อโดยตรง

พรรคการเมืองเท่าที่ฟังเสียงมาแล้วปรากฏว่าไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งอ้างเหตุผลว่าทำให้ระบบพรรคการเมืองไม่เข้มแข็ง เกิดความยุ่งยากสับสนในพรรค ประชาชนยิ่งสับสนมากเข้าไปอีก

อีกทั้งระบบเก่านั้นเคยใช้มาแล้วและสะดวกกับการเลือกตั้ง

ว่าที่จริงแล้วก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรมากมายนักพรรคการเมืองสามารถทำตามได้ แต่ประชาชนก็คงจะยุ่งกันหน่อยในความรู้สึกเท่านั้น

ประเด็นที่นักการเมืองค้านในใจนั่นแหละคือต้นเหตุใหญ่เพราะต่างมองว่าเป็นการทำให้พรรคการเมืองที่เคยได้เสียงอย่างเต็มที่แต่เจอรูปแบบใหม่พวกเขาจึงคิดไปอีกทาง

เป็นวิธีการ “ตัดตอน” พรรคการเมืองใหญ่ใช่หรือไม่?

“สายล่อฟ้า”