วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มีชัยโต้เบอร์ส.ส.มั่ว หวังสกัด เสาโทรเลข-คนรถ

แจงป้องกันการซื้อเสียง พท.จวกทําพรรคอ่อนแอ จี้นายกฯให้สอบข้าวเสื่อม

“มีชัย” ออกโรงแจงแยกเบอร์ผู้สมัคร ส.ส.รายเขต มุ่งขจัดซื้อเสียง ส่งเสาโทรเลข-คนขับรถลง ส.ส. พร้อมกระตุ้นประชาชนขวนขวายทำความรู้จักผู้สมัคร เชื่อ กกต.ช่วยทำความเข้าใจได้ พท.ตามสับทำยุ่งยาก ส่อขัด รธน. จวกมีอคติจ้องทำพรรคการเมืองอ่อนแอ “อภิสิทธิ์” ชงเลิกเบอร์ ใช้ชื่อผู้สมัคร-โลโก้พรรค แบบประเทศพัฒนาแล้ว “สมชัย” เหน็บแค่นึกภาพก็อลเวงแล้ว ชี้โอกาสผิดพลาด-คนไม่ยอมรับผลสูง “สดศรี” แฉเกมเตะตัดขาพรรคใหญ่ ทำคนสับสนคะแนนหกเรี่ยราด พธม.แทงหนังสือจี้ ป.ป.ช.อุทธรณ์คดีสลายชุมนุม โต้ “บิ๊กตู่” อย่าวิตกจริต พธม.เคลื่อนไหว ด้าน “ยิ่งลักษณ์” ควงลูกชายกราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้านเกิด คนแห่ให้กำลังใจ พท.จี้นายกฯสอบเวียนเทียนข้าวเสื่อม พร้อมแฉขนไปขายแอฟริกา

ทันทีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเริ่มพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งเป็นฉบับสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยระบุจะให้ผู้สมัคร ส.ส.แต่ละเขตมีเบอร์เลือกตั้งไม่เหมือนกัน ต่างจากเดิมที่เป็นเบอร์เดียวกันทั้งประเทศ ก็มีเสียงคัดค้านกระหึ่มจากฟากฝั่งพรรคการเมือง ระบุเป็นการสร้างความสับสน ทั้งยังไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาซื้อเสียง

“มีชัย” ชี้แยกเบอร์เขตกันซื้อเสียง

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. เวลา 13.45 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงเสียงวิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เรื่องการแยกเบอร์ผู้สมัคร ส.ส.รายเขตว่า มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ใครมีความเห็นต่าง มีเหตุผล กรธ.พร้อมรับฟัง ความมุ่งหมายของ กรธ.คือต้องการให้การเลือกตั้งแต่ละเขตต้องดูคน สอดคล้องกับการกำหนดคุณสมบัติ ส.ส.ให้เข้มข้น เพื่อป้องกันการซื้อเสียงที่หว่านกันทั้งประเทศ ไม่ให้เกิดคำพูดว่าเอาเสาโทรเลข เอาคนขับรถลงก็ได้อีกต่อไป ประชาชนจะได้เรียนรู้ทำความรู้จักผู้สมัครในเขตของตน ส.ส.ก็จะได้ไม่ต้องเป็นบริวารให้พรรคการเมือง ทำตามคำสั่งอย่างเดียว เสียงที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้มีแต่พูดถึงเรื่องความเคยชิน แต่การปฏิรูปใช้ความเคยชินไม่ได้ หากกลับไปใช้เบอร์เดียวทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม เลือกกันโดยไม่รู้ว่าเลือกใคร ตอนนี้เนื้อหายังไม่นิ่ง ก็อาจทำให้สับสนกันบ้าง แต่เชื่อว่าเมื่อนิ่งแล้ว กกต.จะช่วยทำความเข้าใจกับประชาชนได้

เจตนาให้ประชาชนใส่ใจขวนขวาย

“จะไปดูถูกประชาชนไม่ได้ การเลือกตั้งคนในเขต เขาสามารถเห็นป้ายผู้สมัคร จำหน้า จำชื่อผู้สมัครในพื้นที่ได้ทั้งเช้าค่ำ หน้าคูหาวันเลือกตั้งก็มี ผู้คนเปลี่ยนไปเยอะแล้ว ไม่ใช่ 30-40 ปีที่แล้วที่อ่านหนังสือกันไม่ออก การเลือกตั้งต้องรู้ว่าไปเลือกใคร ต้องขวนขวายที่จะดูว่า ใครเป็นผู้สมัครในเขตของตน” นายมีชัยกล่าว

พท.จวก กรธ.ทำสับสน–ส่อขัด รธน.

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณี กรธ.จะยกเลิกการใช้เบอร์เดียวกันทั้งประเทศ อ้างว่าระบบเลือกตั้งใหม่มีบัตรใบเดียว ไม่มีบัตรพรรคเหมือนก่อนนั้น ต้องอย่าลืมว่าแม้จะมีบัตรลงคะแนนแบบเขตเพียงใบเดียว แต่ก็นำคะแนนดังกล่าวไปคิดคะแนนบัญชีรายชื่อหรือคะแนนพรรคด้วย ที่น่าวิตกคือผู้สมัครในจังหวัดที่มีหลายเขต ผู้สมัครแต่ละเขตอาจได้หมายเลขไม่ตรงกัน แทนที่จะเป็นเบอร์เดียวกันเหมือนเดิม จึงคิดว่าจะสร้างความสับสนยุ่งยากแก่ประชาชน
ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่า เพราะจะต้องจำทั้งหน้า ทั้งเบอร์ผู้สมัคร ระบบใหม่ที่เสนอจึงสร้างความสับสนวุ่นวาย อธิบายยาก ที่น่าคิดคือจะขัดต่อเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญที่ให้มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหรือไม่

อัดจ้องทำพรรคการเมืองอ่อนแอ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่มีสมาชิกพรรคการเมืองบางพรรคให้ความเห็นว่า การที่ กรธ.จะยกเลิกการใช้เบอร์เดียวกันทั้งประเทศ จะแก้ปัญหาการส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครนั้น ไม่เชื่อว่าจะมีพรรคการเมืองใดโง่ที่จะทำเช่นนั้น แต่พรรคการเมืองต้องเฟ้นหาตัวแทนของตัวเองอย่างสุดกำลังความสามารถ เพื่อให้ได้ประเภท ดี เด่น ดัง และยังมีระบบไพรมารีโหวตเข้ามาช่วยคัดกรองอีก ส่วนข้ออ้างเพื่อป้องกันการซื้อเสียง ก็ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะถ้าคนจ้องจะซื้อเสียง เบอร์อะไรก็ซื้อเสียงได้ กรธ.ต้องมั่นใจในรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง อย่ามีความเชื่อตั้งต้นว่าพรรคการเมือง ผู้สมัคร นักการเมืองทุกคนต้องโกง คนที่ไม่โกง ไม่ทุจริต ในระบบเลือกตั้งก็มีจำนวนมาก ดังนั้น จึงไม่ควรออกกติกาที่สร้างความยุ่งยาก สับสน จนระบบรวน และตนยังไม่เห็นข้อดีของการยกเลิกใช้เบอร์เดียวกันทั้งประเทศ เว้นแต่ กรธ. มีวัตถุประสงค์อื่นที่ยังไม่ได้บอกประชาชนหรือไม่ ตนไม่อยากให้ กรธ.ถูกมองว่าพยายามสร้างความอ่อนแอให้กับระบบพรรคการเมือง

ซัดมีอคติ–สร้างภาระประชาชน

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาระบบการเลือกตั้งกำหนดให้ใช้หมายเลขผู้สมัครแต่ละเขตเป็นเบอร์เดียวกับพรรคที่สังกัด เพื่อลดความสับสนของประชาชนในการหาเสียง และแก้ปัญหาบัตรเสีย เพราะประชาชนจะเลือกใครเขาให้น้ำหนักที่นโยบายของพรรคการเมือง เรื่องเบอร์ผู้สมัครอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ความจริงคือเรื่องใหญ่มาก และยิ่งกำหนดให้กาบัตรใบเดียวแล้วนำคะแนนเขตไปคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ยิ่งสะท้อนความพยายามเข้ามาจัดระเบียบ การเลือกตั้งที่ไม่ตอบโจทย์ เพราะถึงอย่างไร ประชาชนก็พิจารณาจากตัวผู้สมัครและพรรคอยู่แล้ว การพยายามทำให้วิธีการเลือกตั้งซับซ้อน เหมือนมีอคติอะไรบางอย่างต่อนักการเมือง อยากให้ทำไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น ควรจะอำนวยความสะดวกให้ราบรื่น มากกว่าการสร้างภาระของทุกฝ่าย การ ทำแบบนี้ประชาชนมีแต่จะงงมากขึ้น ถ้าจะบอกว่าต้องการแก้การซื้อเสียง มันไม่ได้แก้ที่การกำหนดหมายเลข ถ้าคนมันจะโกงมันก็มีวิธีอีกเยอะ

“มาร์ค” ชงใช้ชื่อผู้สมัคร–โลโก้พรรค

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ กรณีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคการเมืองพรรคเดียวกันแต่ละเขตต่างกันว่า ไม่ถึงกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เขากำหนดกฎออกมาก็ต้องปฏิบัติ แต่ตนอยากเห็นผู้สมัครแบบไม่มีเบอร์ เพราะการมีเบอร์ทำให้ซื้อเสียงง่ายขึ้น เนื่องจากต้องไปซื้อเสียงกับผู้ที่ไม่สนใจการเมืองนัก ถ้าบอกเพียงเบอร์ก็จะทำให้เขาจำง่าย แต่แบบไม่มีเบอร์ต้องระบุชื่อ นามสกุล และพรรคการเมือง คนขายเสียงก็ต้องตั้งใจจำเหมือนกัน ถ้าสังเกตประเทศที่พัฒนาแล้วจะไม่ค่อยใช้เบอร์ สำหรับการใช้เบอร์เดียวกันจะกลายเป็นการให้น้ำหนักกับพรรค เพราะทุกเขตเบอร์เดียวกันหมด และคนอาจไม่สนใจตัวผู้สมัคร แต่ถ้ากำหนดให้หมายเลขผู้สมัครคนละเบอร์ จะเป็นการให้ความสำคัญกับตัวผู้สมัคร ไม่ให้น้ำหนักพรรค แต่ก็ไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเช่นกัน ดังนั้น วิธีเดียวที่จะให้ตรงตามเจตนารมณ์ คือ ทำแบบต่างประเทศ โดยพิมพ์ชื่อและโลโก้ หรือชื่อพรรคการเมืองในบัตรเลือกตั้ง ส่วนคนที่อ่านหนังสือไม่ค่อยถนัดและต้องยึดตัวเลข จะเป็นปัญหากับวิธีที่เสนอหรือไม่ คิดว่าการพิมพ์โลโก้พรรคลงในบัตรเลือกตั้งจะช่วยลดปัญหาได้

วอนอย่าวางกติกาให้สังคมสับสน

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมการบริหารพรรคและอดีต ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การออกแบบของ กรธ.อาจทำให้ประชาชนสับสน โดยเฉพาะจังหวัดที่มีหลายเขตเลือกตั้ง เช่น กทม.ที่มี 30 เขตเลือกตั้ง กรธ.ควรยุติความสับสนในการวางกติกาต่อสังคม โดยอาจกำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคเป็นตัวแทนของผู้สมัคร ส.ส.เขตทั้งประเทศ ให้เป็นผู้จับหมายเลข หากได้หมายเลขใด ก็ให้ผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขตของพรรค การเมืองนั้นๆ ใช้หมายเลขนั้นเป็นเบอร์ประจำตัว ทั้งประเทศ แต่อย่าระบุว่า เป็นเบอร์ประจำพรรค เพราะกติกาใหม่ที่ กรธ.กำหนดนั้น พรรคการเมืองทุกพรรคไม่มีหมายเลขประจำพรรค

ชพน.เชื่อใช้เบอร์เดียวกันดีกว่า

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัตนา กล่าวว่า ระบบดังกล่าวอาจจะทำให้ประชาชนสับสนในการกาหมายเลข ขณะเดียวกันพรรคการเมืองจะยากลำบากในการลงพื้นที่หาเสียง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความต้องการและวัตถุประสงค์ต่อระบบการเลือกตั้ง ว่าอยากให้มีความสำคัญต่อตัวบุคคล หรือให้ความสำคัญต่อพรรคการเมือง อยากให้ระบบพรรคเข้มแข็ง หรือบุคคลเข้มแข็ง แต่ระบบการเลือกตั้งที่ดีควรเป็นระบบที่ง่ายต่อประชาชน เป็นกลไกที่ดีที่จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนอยากออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง และเป็นกลไกให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่สะท้อนเจตนารมณ์ที่ดีต่อประเทศ ซึ่งถ้าเป็นเบอร์เดียวกันน่าจะดีกว่า ประชาชนจะไม่สับสน

“สมชัย” เหน็บ กรธ.เป็นไบโพลาร์

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “วันรพี น่าจะเป็นวันที่เห็นการพัฒนาของกฎหมายในทางที่ดี แต่กลับเจอข่าวที่สะท้อนถึงความล้าหลังในกระบวนการคิดออกกฎหมายลูก ล่าสุดคือ แนวคิดของ กรธ.ที่ให้ผู้สมัครแต่ละพรรคการเมืองไปจับสลากหมายเลขของแต่ละเขตเอง แค่คิดก็สับสนแล้ว กรุงเทพมหานคร มี 30 เขต โคราช มี 14 เขต ประชาชนที่นั่งรถข้ามเขตปกครองกันไปมา คงเห็นหมายเลขและหน้าผู้สมัครของแต่ละพรรคสับสนวุ่นวายกันไปหมด กกต.ในแต่ละจังหวัดต้องเพิ่มภาระในทางธุรการที่ให้ผู้สมัครมาเจอกันเพื่อจับสลาก หากถูกปิดล้อมสักที่ จนเลยเวลารับสมัคร ก็จะเป็นเหตุให้เลือกตั้งเป็นโมฆะอีก การรวมคะแนนทั้งประเทศของพรรค คงเขียนโปรแกรมอย่างสนุกสนาน เพราะต้องเอาคะแนนเบอร์โน้นของเขตนี้ มารวมคะแนน เบอร์นี้ของเขตโน้น การกำกับตรวจสอบเพื่อดูถึงความ ถูกต้องเป็นไปได้ยาก โอกาสผิดพลาด โอกาสถูกฟ้องร้อง โอกาสที่ประชาชนจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งก็สูงขึ้น บอกอยากให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง แต่กลัวคนเลือกเบอร์ของพรรคการเมือง เช่นเดียวกับบอกว่า ต้องการคนที่มีคุณสมบัติสูงมาเป็นองค์กรอิสระ แต่องค์กรหนึ่งเซ็ตซีโร่ อีกองค์กรหนึ่งให้อยู่ต่อไปจนครบวาระ เพื่อนที่เป็นแพทย์คนหนึ่งบอกผมว่า เป็นอาการไบโพลาร์ทางการเมืองครับ”

“สดศรี” แฉแผนเตะตัดขาพรรคใหญ่

นางสดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า วิธีนี้จะทำให้พรรคการเมืองกลายเป็นเบี้ยหัวแตก หากประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทย ก็จะจำไม่ได้ว่า ส.ส.เขตคือเบอร์อะไร เพราะแต่ละเขตเบอร์ไม่เหมือนกัน ต่อไปพรรค การเมืองไม่สามารถจับกลุ่มกันได้ พรรคใดพรรคหนึ่งจะไม่สามารถครองเสียงข้างมากในสภาได้ เป็นเจตนารมณ์ของ กรธ.ถือเป็นวิธีที่แยบยล จะทำให้เกิดความวุ่นวายไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียว ถือว่าตรงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 60 คะแนน ส.ส.ที่ได้มานั้นจะมาจากการสับสนเข้าใจผิด ประเทศเราไม่เคยใช้เช่นนี้มาก่อน เชื่อว่าประเด็นนี้พรรคการเมืองส่วนใหญ่คงไม่เห็นด้วย และอาจจะแก้เกมด้วยการให้หัวคะแนนแต่ละพรรคแจ้งเบอร์แจ้งชื่อกับประชาชนจดไว้ใส่ในมือ เพื่อเข้าไปกาในคูหา และก็จะทำให้เกิดความวุ่นวาย เชื่อว่า กกต.คงจะไม่ยอม ต่อไปก่อนเข้าคูหาคงต้องตรวจดูมือกันแทบทุกคน

ยุตุลาการศาล รธน.ลาออกยกคณะ

นางสดศรียังกล่าวถึงกรณีที่ กรธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันหลักการเดิมให้คงองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน และให้คณะ กรรมการสรรหาเป็นผู้พิจารณาถึงคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญว่า ในเมื่อ กรธ.มีหลักการที่จะเซ็ตซีโร่ กกต.แล้ว ก็ต้องยึดหลักการเช่นนี้เหมือนกันทุกองค์กร อย่าทำให้ถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไม กกต.ถึงถูกเซ็ตซีโร่ และยกเว้นผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญไว้ หากเซ็ตซีโร่ กกต. ก็ต้องเซ็ตซีโร่ทุกองค์กรเช่นกันไม่ควรมีข้อยกเว้น กฎหมายใดที่เขียนขึ้นมาโดยไม่มีความเท่าเทียมกฎหมายนั้นจะอยู่ได้ไม่นาน เรื่องนี้เป็นปัญหา ศาลรัฐธรรมนูญควรลาออกทั้งหมด ไม่ต้องติดยึดกับตำแหน่ง เพื่อทำให้เกิดบรรทัดฐานเดียวกัน

“วิษณุ” ชี้เลือกไขว้ ส.ว.ไม่ใช่ของใหม่

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณี กรธ.เห็นชอบหลักการให้เลือกตั้ง ส.ว.ทางอ้อมจาก 20 กลุ่มสาขา ว่า หลักเกณฑ์การเลือกไขว้ ส.ว.มีระบุอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ 2560 พูดกันมาตั้งแต่ก่อนทำประชามติ ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เพิ่งคิดในตอนนี้ ในบทเฉพาะกาลไม่ได้กำหนดว่าให้เลือกทันทีทั้ง 250 คน แต่ให้แบ่งเป็นสองประเภทสำหรับ 5 ปีแรก คือ ให้กรรมการ 9 คนไปสรรหามาจำนวนหนึ่งเพื่อเสนอให้ คสช.คัดเลือกเหลือ 200 คน โดยไม่นับรวม ผบ.เหล่าทัพที่มาโดยตำแหน่ง 6 คน ส่วนอีก 50 คน กรธ.ตัดสินใจจะให้เลือกไขว้ เมื่อได้บุคคลมาจำนวนหนึ่งจึงให้เสนอ คสช.เลือกเหลือ 50 คน ดังนั้นยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่พูดกันมาก่อนทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

พธม.จี้ ป.ป.ช.อุทธรณ์คำตัดสินศาล

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 11.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวีระ สมความคิด อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผ่านนายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ให้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ภายหลังมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ที่หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 โดยมิชอบ โดยนายวีระกล่าวว่า มั่นใจว่ามีพยานหลักฐานและเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอให้ ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์ หลักฐานที่เตรียมมา ป.ป.ช.แทบไม่ต้องไปหาอะไรเพิ่มเติม ประกอบด้วยคำพิพากษาศาลปกครองกลาง รายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาสลายกลุ่มผู้ชุมนุมของคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา หลังจากนี้หากกลุ่มพันธมิตรฯได้คำพิพากษากลางและคำพิพากษาส่วนตัวแล้ว จะนำไปศึกษาและยื่นให้ ป.ป.ช.ทันที อย่างไรก็ตามหากในที่สุด ป.ป.ช.ไม่ยื่นอุทธรณ์ กลุ่มพันธมิตรฯจะเดินหน้าต่อในทุกช่องทางตามที่กฎหมายมี เพื่อทำให้เรื่องนี้เกิดความถูกต้องเป็นธรรม

โต้ “บิ๊กตู่” อย่ากังวล พธม.เคลื่อนไหว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เชื่อมั่นในความเป็นกลางของ ป.ป.ช.ชุดนี้หรือไม่ นายวีระตอบว่า ให้สังคมพิจารณาเอง สังคมรู้ดีว่าเป็นกลางหรือไม่ การกระทำมันฟ้องอยู่ในตัว ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แสดงความกังวลการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายนั้น ยืนยันว่า กลุ่มพันธมิตรฯไม่ได้มาชุมนุมหรือชักชวนใครมา แต่มาอย่างสงบ ถ้าการที่ประชาชนใช้สิทธิเพราะรักชาติเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แล้วการที่ คสช.เคยฉีกรัฐธรรมนูญผิดหรือไม่ แต่ไม่มีโทษ เพราะได้รับการนิรโทษกรรม แต่กลุ่มพันธมิตรฯไม่ได้รับนิรโทษกรรม จึงต้องสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ขอให้ คสช.กังวลเรื่องตัวเองดีกว่า อย่ามาวิตกแทนประชาชน

นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.กำลังประสานขอคำพิพากษากลางและคำพิพากษาส่วนตัวขององค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯมาประกอบการพิจารณาการขอยื่นอุทธรณ์อยู่ ป.ป.ช.ต้องพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แต่พร้อมรับฟังข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตรฯมาพิจารณา

ป.ป.ช.รอดูคำพิพากษาฉบับเต็ม

ด้านนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯว่า ขณะนี้สำนักคดี สำนักงาน ป.ป.ช. ประสานเป็นการภายใน เพื่อขอคำพิพากษาส่วนกลางและคำวินิจฉัยส่วนตัวในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 จากศาลฎีกาฯแล้ว เพราะ ป.ป.ช.มีระยะเวลาเพียง 30 วันเท่านั้น เพื่อให้สำนักคดีและทนายความที่ ป.ป.ช.จ้างให้เป็นทนายความในคดีนี้นำคำพิพากษาไปวิเคราะห์ แล้วส่งกลับมาให้ที่ประชุม ป.ป.ช.พิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอ แต่ยืนยันว่าจะพิจารณาเสร็จทันภายในระยะเวลา 30 วันแน่นอน

“วัฒนา” รุดมอบตัวก่อนหมายจับ

ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย พร้อมทนายความเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท.ภายหลังโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง “นักเลงกุ๊ย อันธพาล” โดยนายวัฒนากล่าวว่า ได้ยินข่าวพนักงานสอบสวน บก.ปอท.จะไปขอให้ศาลออกหมายจับตน เนื่องจากมีคนไปแจ้งความว่าข้อความที่ตนโพสต์มีลักษณะยุยง ทำให้เกิดความปั่นป่วน อันเป็นความผิดข้อหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จึงมาเพื่อสอบถามและมอบตัว และลงบันทึกประจำวัน หากมีการดำเนินคดีกับตนขอให้ทำตามขั้นตอนกฎหมาย คือโทร.แจ้งหรือส่งหมายเรียกไปที่บ้าน เพราะมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อย่าใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบออกหมายจับกันเลย

เย้ย คสช.เป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย

“ผมได้ถ่ายเอกสารพร้อมแนบสำเนาที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ฝากไปถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย ผบก.ปอท. และ พ.ต.อ.โอราฬ สุขเกษม ผกก.3 บก.ปอท. หากพบว่ามีการออกหมายจับก่อน จะดำเนินคดีกับตำรวจที่ออกหมายจับ ขณะนี้มองได้ว่า คสช.ใช้กฎหมายกลั่นแกล้งโดยเริ่มจากตนเอง ต่อมาก็นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน โดยใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ในการปิดปากแสดงความคิดเห็น ทำให้เห็นว่า
คสช.กลัวไปทุกเรื่องเปรียบเหมือนมะเร็งระยะสุดท้าย หรือใกล้หมดอำนาจที่ต้องใช้กฎหมายกลั่นแกล้ง” นายวัฒนากล่าว

“ปู” ไปเชียงใหม่ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ด้านความเคลื่อนไหว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังแถลงปิดคดีโครงการรับจำนำข้าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลฎีกาฯ นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค.นั้น เมื่อวันที่ 7 ส.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมด้วยบุตรชาย นายศุภเสกข์ อมรฉัตร ได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อสักการะพระบรมธาตุดอยสุเทพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง พร้อมสักการะครูบาศรีวิชัย เพื่อขอพรและเพื่อความเป็นสิริมงคล น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อม
บุตรชายยังได้เดินทางไปยังวัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง เพื่อไหว้อัฐิบรรพบุรุษ ก่อนเดินทางกลับ กทม.ได้แวะซื้อของฝากที่ตลาดวโรรส โดยบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ประชาชน และนักท่องเที่ยว ที่เดินซื้อของในตลาด ต่างเดินเข้ามาขอจับมือ สวมกอด พร้อมให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอให้โชคดี

พท.จี้สอบเวียนเทียนข้าวเสื่อม

วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าวของภาครัฐ พรรค เพื่อไทย พร้อมด้วยนายสุรสาล ผาสุข อดีต ส.ส.สิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย และนายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวกรณีการระบายข้าวของรัฐที่ไม่ใช่คนบริโภค พร้อมเปิดคลิปการขนย้ายข้าวที่ประมูลได้จากบริษัทแห่งหนึ่งใน อ.เมืองกำแพงเพชร ไปยังบริษัทแห่งหนึ่งใน อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร โดยนายยุทธพงศ์กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่าข้าวดังกล่าวส่อว่าจะถูกนำไปเวียนขายในตลาดสำหรับการบริโภคของคนหรือไม่ เพื่อความชัดเจนขอให้กระทรวงพาณิชย์นำภาพจากกล้องวงจรปิดออกมาเปิดเผยว่า ข้าวที่ประมูลได้ไปดำเนินการถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ขณะเดียวกันขอถามไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ว่าเมื่อเห็นความไม่โปร่งใสแล้วจะจัดการเรื่องดังกล่าวอย่างไร และขอเรียกร้องไปยังบริษัทแห่งหนึ่งใน อ.เมืองกำแพงเพชร ให้เปิดโรงงานเพื่อแสดงข้าวที่สามารถประมูลได้ ให้สื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบว่าไม่ได้นำไปดำเนินการอย่างอื่น และยังอยู่ครบถ้วน

เข้าข่ายผิดสัญญากับภาครัฐ

นายสุรสาลกล่าวว่า จากหลักฐานดังกล่าวจะพบว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิดเงื่อนไขสัญญาที่บริษัทได้ทำกับภาครัฐ โดยเฉพาะสัญญาที่ระบุว่าผู้ซื้อจะต้องนำข้าวสารตามสัญญาเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม โดยจัดทำแปรรูปหรือทำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น และจะต้องไม่นำข้าวสารดังกล่าวเข้าสู่ระบบการตลาดและการค้าปกติเพื่อการบริโภคทุกรูปแบบ ที่สำคัญผู้ซื้อต้องยินยอมให้ผู้ขายทําการติดกล้องวงจรปิด เพื่อให้ผู้ขายสามารถบันทึกภาพความเคลื่อนไหวของการขนย้ายการเก็บสินค้าและการนำเข้าสู่กระบวนการผลิตภายในโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ผู้ซื้อจะไม่สามารถนำข้าวสารไปขายต่อให้โรงสีหรือท่าข้าวอื่นๆ หรือโรงงานอื่นๆในเครือได้ เพราะไม่ใช่คู่สัญญากับผู้ขายคือรัฐบาล

แฉขนข้าวขายตลาดแอฟริกา

นายสุชาติกล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับพบการนำข้าวที่ประมูลในราคาอาหารสัตว์ไปปรับปรุงคุณภาพเข้าสู่ตลาดข้าวจริง จึงต้องเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ โดยเฉพาะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนายกฯ นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าข้าวที่ผ่านการประมูลบางส่วนถูกนำออกไปจำหน่ายในตลาดแถบแอฟริกา สร้างความเสียหายให้กับประเทศเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ทราบว่าที่ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี มีความไม่ชอบมาพากลขนย้ายข้าวในเวลากลางคืน จึงนำข้อมูลดังกล่าวไปร้องเรียนต่อ สตง. แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

นายกฯเปิดงานปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน

ด้านความเคลื่อนไหว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่อาคารศูนย์การเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต.มหาพรหมณ์ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบรอบ 65 พรรษา และร่วมกันสืบสานพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยและ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วม โดยเป็นการเริ่มต้นเพื่อปลูกให้ครบ 10 ล้านต้นทั่วประเทศ คาดเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ 5 หมื่นไร่ โดยมีข้าราชการ ประชาชนเข้าร่วม 2,000 คน ทั้งนี้ เมื่อนายกฯเดินทางถึงได้เยี่ยมที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้า ทักทายข้าราชการและประชาชนที่มาต้อนรับ พร้อมยกมือทำสัญลักษณ์ไอเลิฟยู จากนั้นนายกฯได้มอบกล้าไม้ให้กับผู้ว่าฯ 6 จังหวัดและผู้แทนท้องถิ่น ทั้งนี้ นายกฯและคณะ ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อเป็นการเริ่มต้นโครงการ โดยนายกฯได้ปลูกต้นยางนา

ไล่ยึดพื้นที่นายทุนให้คนจนหากิน

จากนั้นนายกฯกล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า เราต้องการปลูกป่าเพิ่มขึ้น นำพื้นที่บุกรุกมาดำเนินการ พร้อมดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ส่วนราชการต้องหาวิธีการจัดการ ไม่ใช่แค่รัฐบาลหรือ คสช.สั่งเพียงอย่างเดียว เราได้ยินคำว่าปลูกป่าในใจคนเสมอมา แต่ไม่รู้ว่าพวกตัดไม้ทำลายป่ามีคำนี้ในใจหรือไม่ คนที่ติดคุกคือคนรับจ้างตัดไม้เท่านั้น คสช.ต้องหยุดยั้งการบุกรุกการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของนายทุน ต้องยึดคืนพื้นที่จากผู้มีอิทธิพลเพื่อนำมาให้คนจนใช้ปลูกป่าและทำมาหากิน สำคัญเราต้องปลูกป่าในใจให้รู้สึกหวงแหน ไม่ใช่ปลูกทิ้ง ขอให้กระทรวงทรัพย์ฯไปตรวจดูด้วยว่า ที่ผ่านมาของบอ้างแผนปลูกป่าตลอด 20 ปีวันนี้ควรมีป่าเต็มไปหมด ได้ติดตามดูหรือเปล่า ไม่ใช่ปลูกแล้วตาย แล้วมาของบฯใหม่ การทำงานต้องมีความรับผิดชอบ

ยิ้มแก้มปริขอให้อยู่เป็นนายกฯต่อ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างนวัตกรรมงานวิจัยใหม่ๆ ถ้าไม่พัฒนาก็จะถอยหลังลงเรื่อยๆ เราก็จะล่มสลาย ต้องปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กำจัดการทุจริต และต้องมียุทธศาสตร์ชาติ เขียนไว้เพื่อเป็นโจทย์ ถ้าคิดว่าไม่ดีรัฐบาลหน้าสามารถแก้ได้ แต่ต้องดีกว่าเดิม ฝากผู้นำท้องถิ่นเอายุทธศาสตร์ชาติไปขับเคลื่อนด้วย ตนอยากเห็นประเทศเป็นปึกแผ่น ใครจะอยู่หรือไม่อยู่ ประเทศไทยต้องอยู่ ยุทธศาสตร์ชาติต้องอยู่ จากนั้นนายกฯได้ถามข้าราชการและประชาชนที่มาว่า “ในที่นี้มีใครไม่ชอบ คสช.หรือไม่ เมื่อไหร่มันจะไปเสียที ขอให้บอกมา” โดยมีเสียงตอบจากผู้ร่วมงานกลับมาว่า “ขอให้นายกฯอยู่ต่อ” นายกฯถึงกับยิ้มพร้อมกล่าวว่า “ไอ้นี่หาเรื่องอีกแล้ว ผมรู้ว่าให้กำลังใจ แต่บางทีคนที่ไม่ชอบผมเขาก็มาว่าผม ก็เป็นเรื่องของประชาธิปไตย”

ขู่จับปรับทัศนคติกุข่าวล้ม 30 บาท

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวด้วยว่า “วันนี้โรงพยาบาลจะทำอย่างไรไม่ให้เขาเจ๊งนั่นคือปัญหาที่เราเจอ ประชาชนอาจจะเจอปัญหาการรักษาพยาบาลไม่ดี แต่ตนเจอปัญหาโรงพยาบาลจะเจ๊ง เพราะเจ้าหน้าที่ทำงานกันไม่ไหว อยากให้ประชาชนออกกำลังกายกันให้มากขึ้น จะได้ปวดหัวกันน้อยลง การรักษาพยาบาลก็จะลดลง จะได้มีเงินไปดูแลส่วนอื่น ผมไม่เคยลดอะไรเลย มีแต่หาเงินเพิ่ม อย่าไปเชื่อไอ้ใครที่บอกว่าจะลดโน่นลดนี่ ล้มบัตรทอง 30 บาท พามาหาหน่อย ต้องพูดคุยปรับทัศนคติกันนิดหน่อย นิสัยแบบนี้ไม่ยอมเลิก เล่นไม่เลิก ผมจะทำให้เต็มที่ อยู่ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ผมว่ามันเป็นลิขิตที่ผมมายืนตรงนี้ แต่จะเกิดอะไรขึ้น ประเทศจะล่มสลายหรือไม่ อยู่ที่มือคนไทยด้วย”

เผยถูกต่างประเทศแบล็กลิสต์

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ต่างชาติยังค้าขายกับเราเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ให้ตนเดินทางไปเยือนเพียงคนเดียว เพราะเป็นหัวหน้า คสช. แต่รองนายกฯและรัฐมนตรีเดินทางไปได้หมด คิดถึงจิตใจตนบ้าง แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อน ก็อยู่กับคนไทยนั่งบริหารประเทศแล้วให้คนอื่นทำ ส่วนที่มาเยือนที่ทำเนียบรัฐบาลก็เยอะ ชื่นชมบ้านเมืองสงบ เห็นแผนยุทธศาสตร์ก็เข้ามากัน คสช.เข้ามาทำ 100 กว่าเรื่อง โดยเฉพาะสาธารณูปโภค ที่ไม่ได้เอื้อประโยชน์ใคร ทำตามสัญญาเดิม แต่ทำลำพังคงไม่ได้ เนื่องจากงบฯลงทุนมีไม่มาก จึงต้องหาวิธี

ชงสอบสวนอยู่กับ สตช.เหมือนเดิม

ที่รัฐสภา นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ โฆษกกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญา ซึ่งมี พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เป็นประธาน ได้มีการเสนองานสืบสวนสอบสวนไปขึ้นตรงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ประชุมเห็นว่าควรมีอิสระจากผู้บังคับบัญชาในการสั่งฟ้องไม่ฟ้องกับอัยการหรือศาล โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกำหนดเวลาการสอบสวนที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความ ทั้งนี้ต้องการให้ฝ่ายสอบสวนมีอิสระโดยไม่มีคนมาสั่งจากผิดเป็นถูก เพราะหากนำงานสอบสวนไปขึ้นกับอัยการหรือกระบวนการยุติธรรมก็จะมีปัญหา โดยในวันที่ 16 ส.ค.นี้ จะนำข้อสรุปเสนอที่ประชุมใหญ่เพื่อให้ได้ข้อยุติ

มท.โยก “สุทธิพงษ์” นั่งอธิบดีท้องถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ครม. วันที่ 8 ส.ค. กระทรวงมหาดไทยจะเสนอรายชื่อโยกย้ายข้าราชการประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 4 ตำแหน่งประกอบด้วย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม ผวจ.ยโสธร เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสุวิทย์ คำดี ผวจ.กาฬสินธุ์ เป็น ผวจ.ฉะเชิงเทรา นายเกียรติศักดิ์ จันทรา วิศวกรใหญ่ กรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย