วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เงินยูโร แข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี เงินดอลล์ยุคทรัมป์เริ่มร่วง

ยุโรปใจชื้น ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ นักเศรษฐศาสตร์ชี้โซนยุโรปกำลังได้รับความเชื่อมั่น ส่วนสาเหตุค่าเงินดอลล์ร่วง เพราะนโยบายทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของทรัมป์

7 สิงหาคม 2560 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำประเทศเบลเยียมรายงาน
 ค่าเงินยูโรที่กลับมาแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากเมื่อวันพุธที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโรเท่ากับ 1.1910 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2015 โดยนายฟิลิปป์ วาชเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์จาก Natixis ระบุว่า "โซนยูโรกำลังได้รับความเชื่อมั่นว่าเป็นโซนที่มีความมั่นคง" ความมั่นใจดังกล่าวส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจของยุโรปที่ได้ถดถอยตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ และสามารถแสดงให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด โดยมีอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับ 0.6 ในไตรมาสที่สองเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกในประเทศยูโรโซน 19 ประเทศ


เมื่อต้นปีนี้ ตลาดเงินหวั่นเกรงชัยชนะของพรรคขวาจัด Front national ของฝรั่งเศส ประกอบกับนโยบายการขยายตัวและการทุ่มเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ​ ทำให้อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สูงขึ้นมาก หากทว่าอีก 8 เดือนต่อมาภายหลังชัยชนะของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส ทุกอย่างก็กลับตาลปัตรทันที

นักเศรษฐศาสตร์ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เงินเหรียญสหรัฐฯ อ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว สืบเนื่องมาจากการดำเนินนโยบายทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของทำเนียบขาว นอกจากนั้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและบริษัทข้ามชาติก็เป็นปัจจัยกำหนดทิศทางที่สำคัญ

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า ในขณะนี้ ผลกระทบของการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีเพียง 0.1% เท่านั้นสำหรับยูโรโซนในปีนี้ แต่หากว่าค่าเงินยูโรยังคงแข็งตัวอย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลกระทบถึง 0.3% ถึง 0.4% ในปีหน้า ก็ถึงเวลาที่ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank - ECB) ที่จะต้องใช้บทบาทของตนที่มีอยู่ในการที่จะควบคุมให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไปเพื่อก่อให้เกิดการจ้างงาน


อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินยูโรก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่แตกต่างกัน เยอรมนีที่เป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจยูโรโซนไม่วิตกกังวลกับค่าเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากประเทศเยอรมนีมีเพียง 1 ใน 4 ของการส่งออกเท่านั้นที่ทำในรูปของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการส่งออกหนึ่งในสี่ไปยังประเทศในกลุ่มยูโรโซน
 ขณะที่ อิตาลีเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลยูโร เนื่องจากการส่งออกส่วนใหญ่ไปยังสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ อาหาร รถยนต์ และเครื่องมือเครื่องใช้ อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์อิตาลีเชื่อว่าคงไม่ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากราคาพลังงานที่นำเข้าก็จะลดลงไปด้วย


สำหรับฝรั่งเศสก็จะได้รับผลกระทบในส่วนของธุรกิจการบิน ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ส่งออกเครื่องบินไปยังประเทศนอกกลุ่มยูโรโซน หากทว่าบริษัทเหล่านี้ก็ได้พิสูจน์มาแล้วในอดีตว่าสามารถปรับตัวตามการแข็งค่าของเงินสกุลยูโรได้เป็นอย่างดี
 ในส่วนของประเทศสเปนก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินยูโรที่แข็งขึ้นมากนัก เนื่องจากการส่งออกกว่าครึ่งหนึ่งไปยังประเทศกลุ่มยูโรโซน และ 2 ใน 3 ที่ส่งไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป การส่งออกช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า