วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สาวมาด ปล่อยโฮ! แฉผัวหมดเปลือก สารภาพโดนขู่ให้โกหกคนทั้งประเทศ!

สาวมาด เมกะแดนซ์ สุดจะทน ขอสารภาพหมดเปลือกหลังที่มีข่าวสามีทอดทิ้งแล้วเธอเองเป็นคนออกมาบอกว่าตนกุเรื่องเลิกกับสามีเพราะน้อยใจ วันนี้ สาวมาด สุดทน! ออกมาเปิดใจหมดเปลือกว่าแท้ที่จริงแล้วเธอถูกสามีทิ้ง แต่อดีตสามีขอให้แก้ข่าวให้เพื่อที่หนังเรื่องอีปึกที่ลงทุนสร้างจะได้มีคนดู หากได้เงินมา จะเอามาไถ่บ้านคืนให้ บอกรู้สึกผิดที่ต้องโกหกคนทั้งประเทศแต่ต้องทำเพราะอยากมีที่ซุกหัวนอน

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีข่าวครึกโครมวงการเพลงลูกทุ่งไม่น้อย กับเรื่องราวของนักร้อง สาวมาด เมกะแดนซ์ ว่าจริงๆ แล้ว ถูกสามีทิ้งหรือสร้างเรื่องเพื่อเรียกกระแส ให้กับหนังที่สามีของนักร้องลงทุนสร้าง

และในวันนี้ สาวมาด ขอเปิดใจอีกครั้ง เพื่อที่จะสารภาพผิดที่ต้องโกหกทุกคนทั้งประเทศว่าตนเองแค่น้อยใจสามีเลยกุเรื่องขึ้น แต่แท้ที่จริงแล้ว สามีได้ทิ้งและไปมีผู้หญิงคนอื่นมานานแล้วตั้งแต่ตนเองป่วย โดยสาวมาดเผยว่า

“เรื่องที่เค้าทิ้งไปมันคือเรื่องจริง ตอนนี้เราอยู่กับเพื่อนที่บ้าน 2 คน หนีหายไปเลยไม่รู้ไปไหน แต่ก่อนจะหายไปเค้าก็มาลานะ แต่ไม่รู้ว่าไปไหน มาเก็บเสื้อผ้าข้าวของไปเรื่อยๆ ตั้งแต่มีข่าวเมื่อครั้งที่แล้ว

ตอนนี้เราเลิกกันแล้วตั้งแต่เค้าไปทำหนังจะปีนึงแล้วมั้ง ต่างคนต่างอยู่ เราไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันด้วย ก็เลยไม่มีการหย่า เค้าจะมาที่บ้านก็แค่ตอนที่นักข่าวมาทำข่าวเท่านั้น กลับมาบอกให้เราพูดตามที่เค้าต้องการ”

ทำไมถึงต้องช่วยโกหกว่าไม่ได้ถูกทิ้ง?
“คือเค้าเอาบ้านไปจำนองตั้งแต่ทำหนัง ตอนนี้บ้านหลังนี้ติดจำนองอยู่ กลัวว่าเค้าจะมายึด เพราะไม่ได้ส่งเงินให้เค้าเลย เค้าเอาบ้านไปจำนองหาเงินมาทำหนัง ซึ่งเราไม่รู้เรื่องเพราะว่าตอนนั้นไปจำศีลอยู่วัด มารู้อีกทีก็ตอนที่นายทุนมาที่บ้าน

แต่ที่ต้องพูดไปว่าน้อยใจสามี เพราะเค้าขอให้เราพูด หนังเค้าจะได้เข้าฉาย ถ้าข่าวออกไปเค้ากลัวว่าหนังจะไม่ได้ฉาย บอกให้กลับคำให้หน่อยเดี๋ยวจะไม่มีเงินมาไถ่บ้านคืนนะ เราก็กลัวจะไม่ได้บ้านตัวเองคืน มันมีความหวังว่าเราจะได้บ้านคืน และเราก็สงสารคนที่ให้เงินลงทุนทำหนังจะไม่ได้เงิน ก็เลยยอมช่วยเหลือเค้า

ตอนที่ให้นักข่าวสัมภาษณ์ในช่วงนั้น มันก็รู้สึกฝืนๆ แต่ก็ต้องทำ เพราะหวังว่าจะได้บ้านคืน ตอนนั้นนอกจากจะโดนแฟนเพลงด่า คนในโลกออนไลน์ด่า ก็ยังถูกเพื่อนและครอบครัวด่าที่กลับคำ แต่เรามีความหวังว่าเค้าจะไถ่บ้านให้เราคืนก็เลยยอมพูดไปอย่างนั้น เค้าบอกว่าถ้าหนังมันได้เงินเค้าจะไม่ให้เราเสียบ้านไป (ร้องไห้) เพราะเหลือบ้านหลังนี้หลังสุดท้าย

สุดท้ายกลายเป็นเราที่โดนสังคมด่า แฟนเพลงด่า แต่ก็ยอมรับสภาพไป เลยตามเลย แต่ก็เชื่อว่าเทวดามี สิ่งศักดิ์สิทธิ์มี สักวันนึงความจริงจะต้องเปิดเผยขึ้นสักวัน ความจริงคือความจริง ไม่รู้จะสร้างภาพลวงโลกไปทำไม เพราะเราก็นั่งรถเข็น ไปสู้รบปรบมือกับใครไม่ได้หรอก เพราะนั่งรถเข็น”

แล้วเอาเงินที่ไหนเลี้ยงดูตัวเอง?
“ก็ยอมรับว่าตอนนี้ลำบากมาก เขียนเพลงขายไปเรื่อยๆ ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง รายได้จากหนังเค้าก็ไม่ได้แบ่งให้ บอกว่าไม่ได้อะไร มีแต่ขาดทุน แล้วเค้าก็ลอยแพเรา แต่เราก็ไม่ยอมแพ้หรอก จะสู้ต่อไป จะยืนให้ได้ด้วยตัวเอง เขียนเพลงเลี้ยงตัวเอง”

เงินที่หามาได้ จากการขายบ้านหลังใหญ่ หมดไปกับการรักษาตัวเอง?
“มันหลายทาง ตอนนั้นได้เงินประกันมา 1 ล้าน ขายบ้านได้ 5 ล้าน อยู่ดีๆ เค้ามาบอกว่าเงินหมดแล้วนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าหมดไปกับอะไร เพราะไม่ได้เป็นคนจับเงิน อยู่แต่บ้าน ไม่ได้ไปไหนมาไหนกับเค้า

ยอมรับรู้สึกเสียใจที่เค้าสร้างภาพ บอกว่ารักเรา แต่สุดท้าย เค้าก็เอาตังค์เราไปให้ผู้หญิงคนอื่น ไม่ได้อยากว่าใครนะ ไม่ได้อยากซ้ำเติมใคร เพราะชีวิตเค้าทุกวันนี้ก็ไม่ได้ดีอะไร เค้าก็ลำบากเหมือนกัน เพราะสิ่งที่เค้าทำมันไม่ถูกต้อง มันผิดศีลธรรม

เค้าก็ไปอยู่กับแฟนใหม่ ได้ยินจากคนแถวบ้านพูดว่าเค้าไปอยู่กับผู้หญิงคนใหม่ที่สระบุรีนี่แหละ 3-4 ปีแล้ว ตั้งแต่เราเริ่มป่วย คือตอนแรกก็ไม่สนใจ มองว่าเค้าเป็นผู้ชาย น่าจะกลับตัวกลับใจได้มั้ง แต่สุดท้ายก็เป็นเปลี่ยนไปเรื่อย ที่เรื่องมันแดงขึ้นมา เพราะว่าเค้ากับผู้หญิงทะเลาะกันนะ เราถึงรู้ ถ้าเค้าไม่ทะเลาะกันเอง เราก็ไม่รู้เรื่องหรอก”

แล้วลูกล่ะ ตอนนี้อยู่กับใคร?
“ลูกก็อยู่กับพ่อกับแม่เค้า มาเอาไปเลี้ยง และทุกวันนี้ก็กีดกัน บอกลูกเราว่า แม่เดินไม่ได้ ไม่มีเงิน ไม่ต้องไปอยู่กับหม่ามี๊นะ ถ้าอยากคุยกับลูกต้องโทรเข้าเบอร์คนข้างบ้านให้เอาโทรศัพท์ไปให้คุยกับลูก เพราะถ้าโทรเข้าเบอร์แม่เค้าก็ไม่ได้คุย คนข้างบ้านเค้าก็สงสาร เค้าถึงได้ช่วย”

อยากจะบอกอะไรกับแฟนเพลงที่เราเคยโกหก?
“คือเราเป็นลูกผู้หญิง มันมีความอดทนสูงนะ แต่ถ้าไม่เหลืออด ถ้าไม่สุดจะทน ไม่หิ้วกระเป๋าหนีออกจากบ้านหรอกค่ะ แต่ที่ทำไปเพราะหวังจะได้บ้านคืนจริงๆ ไม่ได้อยากโกหกใคร ขอโทษที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง ก็ยอมรับสภาพกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ที่พูด เพราะไม่อยากจะโกหกใครอีกต่อไปแล้ว”.