บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปิดมหากาพย์สร้าง "โรงผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่-ไข้หวัดนก" แบบครบวงจร

เปิดปฏิบัติการ..."ล้อมคอกไวรัสร้าย"

10 ปี...ที่รอคอยกับ “โรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่-ไข้หวัดนก” ของประเทศไทย

กลายเป็นมหากาพย์ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2550 เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบ ประมาณ 1,411.7 ล้านบาท สร้างโรงงานดังกล่าว เพื่อรองรับในกรณีเกิดการระบาด จนถึงเมื่อวันที่ 31 ก.ค.2560 นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผอ.องค์การเภสัชกรรม ออกมาเปิดเผยถึงการเสร็จสมบูรณ์ของการสร้างโรงงานพร้อมนำชม โรงงาน ถือเป็นการปิดมหากาพย์สร้าง “โรงงาน ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่-ไข้หวัดนก” แบบครบ วงจร ที่ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ที่ใช้เวลานานถึง 10 ปี หากนับตั้งแต่วันที่ ครม.อนุมัติงบประมาณในการก่อสร้างครั้งแรกในปี 2550

ทีมข่าวสาธารณสุข ขอฉายภาพเส้นทางอันยาวไกลที่ใช้เวลายาวนานในการก่อสร้างโรงงานแห่งนี้ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการระบาดของโรคไข้หวัดนกในปี 2547 ส่งผลให้ทั่วโลกเกิดความตื่นตัว เพราะพบว่าผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกในจำนวนประมาณ 800 กว่าราย ต้องสังเวยชีวิตสูงเกือบ 500 ราย หรือเสียชีวิตกว่า 50% ส่วนประเทศไทยพบผู้ป่วย 25 ราย และเสียชีวิต 17 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นอัตราการเสียชีวิตที่สูง ส่วนโรคไข้หวัดใหญ่ที่ถึงแม้เชื้อไวรัสของโรคจะไม่รุนแรงมากนัก แต่ความน่ากลัวกลับอยู่ที่การแพร่กระจายของเชื้อ ที่สามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็วเป็นวงกว้าง

และความน่ากลัวจากสถานการณ์ของโรคระบาดทั้ง 2 โรคนี้เองส่งผลให้ รัฐบาลมีความตระหนักที่จะจัด ทำยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาโรคระบาดเพื่อสร้าง ความมั่นคงให้กับประเทศ ขึ้น เนื่องจากในอดีตชาติ ประเทศใดจะสิ้นชาตินั้น จะมีด้วยกัน 3 เรื่อง ได้แก่ ภัยพิบัติ สงครามโลก และโรคระบาด ซึ่งโรคระบาดถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศที่ต้องป้องกัน

กระทั่งเริ่มก่อสร้างโรงงานตามสัญญาว่าจ้างในปี 2553 โดยระยะเวลาการก่อสร้างต้องแล้วเสร็จภายใน 513 วัน หรือประมาณปี 2555 แต่เมื่อทำการก่อสร้างไปแล้วกลับเกิดปัญหาน้ำท่วมในปี 2554 จนต้องมีการเปลี่ยนแบบ และต้องยืดเวลาออกไปอีก 2 ปี ซึ่งกลายเป็นข่าวครึกโครมและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง และเนื่องจาก ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องสร้างโรงงานผลิตวัคซีน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับชาติ ครม.จึงมีการอนุมัติงบเพิ่มเติมให้กับองค์การเภสัชกรรม ในการสร้างโรงงานแห่งนี้ต่อในปี 2558 โดยรวม งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท

นพ.นพพร เล่าถึงความจำเป็นของการสร้างโรงงานวัคซีนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโรงงานผลิตวัคซีน ถึงแม้การผลิตวัคซีนจะทำได้ยากกว่าการผลิตยาก็ตาม ทั้งยังเป็นการผลิตวัคซีนในปริมาณที่ไม่มากนัก ที่ไหนทำก็ขาดทุน แต่องค์การเภสัชกรรมก็ต้องทำ เพราะหากเกิดโรค ระบาด ประเทศที่ร่ำรวยก็จะซื้อวัคซีนไปหมด ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นที่จะต้องผลิตวัคซีนเอง เพื่อประกันความเสี่ยงของคนไทย และจากการที่เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนก เมื่อปี 2547 จากการประเมินไตรมาสแรกพบว่าประเทศไทยสูญเสียงบประมาณถึง 7 พันล้านบาท ทั้งจากการท่องเที่ยว ค้าขาย ทำลายไก่ และชดเชยต่างๆ ดังนั้น งบประมาณ 2,000 ล้านบาท ที่ใช้ในการสร้างโรงงานแห่งนี้จึงถือว่าไม่สูง และการที่องค์การเภสัชกรรมจะทำการผลิตวัคซีนเพื่อให้รัฐบาลซื้อเก็บไว้นั้นถือว่าเป็นการคุ้มทุนอย่างมาก เพราะองค์การเภสัชกรรมไม่ต้องการกำไร และการซื้อวัคซีนก็เปรียบเหมือนการซื้อถังดับเพลิง ที่ต่อให้เราไม่ได้ใช้ แต่ก็ต้องมีเก็บไว้ เพื่อประกันความเสี่ยงของไทย ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่คาดว่าในปี 2563 ไทยจะมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ผลิตโดยคนไทยให้ประชาชนไทยได้ใช้

“โรงงานแห่งนี้ไม่ใช่โรงงานที่ทำได้ง่ายๆ เพราะเป็นโรงงานที่จะผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่เริ่มนำเชื้อโรคที่มีอันตรายรุนแรงถึงขั้นฆ่าคนตายได้ มาทำให้เชื่องและปลอดภัยจนสามารถฉีดเข้าคนได้ ถือเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความสามารถมาก นอกจากนี้ เทคโนโลยีไข่ไก่ฟักที่ใช้ผลิต วัคซีน ยังเป็นเทคโนโลยีที่ไม่เคยใช้มาก่อนในไทย คือการนำเอาเชื้อไวรัสตั้งต้นที่ได้จากองค์การอนามัยโลก ฉีดเข้าไปในไข่ปลอดเชื้อเพื่อเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสตั้งต้น ซึ่งจะใช้ไข่ปลอดเชื้อจากบริษัทเอสพีเอฟ (SPF) ส่วนไข่ที่ใช้ในการผลิตวัคซีนเชื้อตายจะใช้ไข่จากซีพีเอฟ (CPF) และวัคซีนเชื้อเป็นจะใช้ไข่จากเอสพีเอฟ โดยไข่ที่ใช้ต้องเป็นไข่ไก่พิเศษที่ปลอดเชื้อและผลิตจากฟาร์มปลอดเชื้อเท่านั้น” นพ.นพพร อธิบายถึงความยากของการสร้างโรงงานผลิตวัคซีน พร้อมกับเล่าว่า ไข้หวัดอยู่คู่กับโลกใบนี้มานานแล้ว และทุก 40-60 ปี จะมีการระบาดใหญ่ 1 ครั้ง และขณะนี้ กำลังจะครบรอบ 60 ปีของการระบาด ซึ่งไวรัสก็มีหน้าที่แบ่งตัวเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของไวรัส ดังนั้น คนก็มีหน้าที่ทำการต่อสู้กับไวรัส

ทีมข่าวสาธารณสุข มองว่าการที่ประเทศไทยมีโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไข้หวัดนก แบบครบวงจร ที่คนไทยเป็นผู้ผลิตเอง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ นับเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงในด้านสาธารณสุขอย่างยั่งยืนในส่วนหนึ่งให้กับประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยไม่ต้องคอยหวังพึ่งวัคซีนจากประเทศใดในการฉีดป้องกันเชื้อไวรัสร้าย เพราะหากปล่อยให้เกิดการระบาดแล้ว ค่อยเริ่มล้อมคอกก็อาจจะสายเกินไป

แต่สิ่งหนึ่งที่เราอยากขอฝากคือ การวางแผนและต่อยอดการผลิตวัคซีนชนิดอื่นๆ เพื่อสามารถใช้งบประมาณที่สูญเสียไปได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ที่สำคัญคือเพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนมหากาพย์การสร้างโรงงานวัคซีนที่ยาวนานเป็น 10 ปี

ความผิดพลาดไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือการปล่อยให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซาก โดยไม่รู้จักเรียนรู้จากบทเรียนความผิดพลาดที่เกิดในอดีตกันเลย.


ทีมข่าวสาธารณสุข