วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทวัดบรรทัดฐาน

โดย สหบาท

ผลของคำพิพากษาตัดสินคดีเหตุการณ์สลายม็อบวันที่ 7 ต.ค.2551

น่าจะเป็น “บรรทัดฐาน” ทำให้ตำรวจผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมฝูงชนเบาใจขึ้น

หลังจากได้รับคำสั่งให้เปิดทางเข้ารัฐสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 176 ถือเป็นหน้าที่สำคัญก่อนจะบริหารประเทศ

ข้อเท็จจริงก่อนหน้ายังระบุด้วยว่า ศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยว่า การชุมนุมครั้งนั้นมิใช่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เป็นการชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมาย มีตำรวจบาดเจ็บจำนวนมาก

อาทิ พล.ต.ต.โกสินทร์ บุญสร้าง รอง ผบช.ตชด.ขณะนั้นถูกทำร้ายด้วยท่อนเหล็กตีศีรษะจนสลบ ร.ต.ต.เกรียงไกร กิ่งสามี ถูกรถชนล้มแล้วถอยขยี้ทับขาทั้งสองข้างสาหัส ส.ต.อ.ทวีป กลั่นเนียม ถูกเหล็กแทงชายโครงเกือบตาย ด.ต.เสก ตราเงิน ส.ต.ท.จักรตรา ขันธนชัย ส.ต.ต.มนตรี มุกสาร โดนกระสุนปืนบาดเจ็บ

ทำตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่เสียขวัญ

เมื่อตรวจค้นภายในทำเนียบรัฐบาลพบประทัดยักษ์ ระเบิดปิงปอง ระเบิดขวด ดอกไม้เพลิง กล่องกระสุนลูกซองและกระสุนขนาดอื่น เป็นต้น

เหตุการณ์การชุมนุมครั้งนั้นจึงเป็นเรื่องของตำรวจปฏิบัติหน้าที่ ไม่เกี่ยวกับทุจริต หรือรับประโยชน์เป็นทรัพย์สินแต่อย่างใด

ดังนั้น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริง “ด้วยความเป็นธรรมและเป็นกลาง” หากกลุ่มชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ คำนึงถึงบทบัญญัติของกฎหมาย ตำรวจย่อมคำถึงความปลอดภัยของผู้ชุมนุมเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทั้งหมดล้วนเป็น บทเรียนสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต แม้จะมี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ไว้รองรับแล้วก็ตาม

ส่วนคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะใช้สิทธิอุทธรณ์หรือไม่ คงต้องพิจารณา ข้อดี ข้อเสีย ถึงผลกระทบที่จะได้รับ

อย่าจับอารมณ์ของกฎหมู่มาสู้กับกฎหมาย!!!

สหบาท