บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ระบบยุติธรรมต้องมาก่อน

ย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 รัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้จัดให้มีการแถลงนโยบายต่อสภาตามรัฐธรรมนูญก่อนที่จะเริ่มบริหารราชการแผ่นดิน ปรากฏว่าเช้าวันนั้นมีผู้ชุมนุมในนามของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางมาชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาทุกประตู ทำให้การแถลงนโยบายวันนั้นเป็นไปอย่างทุลักทุเลและต้องยกเลิกไปในที่สุด บรรดา ครม. และ ส.ส. ต่างก็ปีนรั้วออกจากรัฐสภาในสภาพที่ไม่น่าดู ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ถือว่าเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ และพนักงานตำรวจที่มีหน้าที่ในการรักษาความสงบได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติตามขั้นตอนแผนรักษาความสงบกรกฎ/48 ซึ่งจะเริ่มการควบคุมฝูงชนจากระดับเบาที่สุด

เหตุการณ์ได้ยืดเยื้อไปจนถึงบ่าย ถึงค่ำ มีการปลุกระดมผู้ชุมนุม ให้บุกเข้าไปในสภาตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาเข้าระงับเหตุซึ่งก็ไม่ใช่เป็นการใช้แก๊สน้ำตาในการสลายการชุมนุมก่อนหน้านี้ ก็ไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงอะไร และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเองก็ไม่สามารถที่จะคาดเดาหรือควบคุมให้ทุกอย่างอยู่ในความสงบและปราศจากความกระทบกระทั่งจนเกิดการบาดเจ็บได้

ดังนั้นคำพิพากษาที่ออกมาจึงวินิจฉัยจาก ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไม่เป็นไปตามอารมณ์หรือกระแส เพื่อสามารถที่จะนำไปเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในอนาคต ซึ่งมีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ เจ้าพนักงานตำรวจได้รับคำสั่งให้มีการเปิดประตูรัฐสภา เพื่อนำ ครม.ออกจากรัฐสภาได้อย่างปลอดภัย

กรณี ศาลปกครอง มีคำวินิจฉัยว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ไม่ใช่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ จึงไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแต่เป็นการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งก็เห็นชัดเจนอยู่แล้วเพราะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม.ที่จะต้องแถลงนโยบายต่อสภาตามรัฐธรรมนูญ

ในกรณีเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับ บาดเจ็บจำนวนมากเช่นกัน บางนายถูกทำร้ายด้วยท่อนเหล็กที่ศีรษะจนสลบ บางนายถูกแทงที่ท้อง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังค้นพบประทัดยักษ์ ระเบิดปิงปอง ดอกไม้เพลิง ระเบิดท่อ เป็นต้น

ทั้งนี้ แกนนำกลุ่มพันธมิตรอยู่ในระหว่างการถูกดำเนินการฟ้องร้องจากพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาต่อศาลอาญา อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่ามีแกนนำกลุ่มพันธมิตรได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ต่อมาในส่วนของ คณะทำงานพนักงานอัยการสูงสุด ได้ตรวจสอบสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีความเห็นว่าพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง

ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 195 วรรค 4 ไม่ได้บังคับให้ ป.ป.ช.ต้องอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่เป็นสิทธิในการที่จะอุทธรณ์หรือไม่เท่านั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ ป.ป.ช.จะใช้สิทธิอุทธรณ์หรือไม่

วันนี้ประเทศไทยควรจะก้าวข้ามความขัดแย้งในอดีตเสียที ไม่เช่นนั้นวิกฤติการเมืองก็จะตามหลอกหลอนประเทศไทยให้จมปลักอยู่กับวิกฤติไม่รู้จบ ยิ่งถ้าไม่เคารพกฎหมายด้วยแล้วสังคมไทยจะหาความสงบสุขได้ยาก.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th