บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พท.ดาหน้าค้าน แยกเบอร์ ผู้สมัครส.ส.เขต

ยกแบบเดิมจำง่ายไม่สับสน นิพิฏฐ์แขวะสูตรแปลกยิ่งงง แฉฉาวอีก‘ประมูลข้าวทำปุ๋ย’

กรธ.เมินเสียงค้านยกเลิกเขตเดียวเบอร์เดียว เสียงแข็งรื้อระบบเลือกตั้ง ส.ส. แยกเบอร์รายเขตยุติธรรมที่สุดแล้ว พท.เรียงหน้าถล่ม “ภูมิธรรม” ซัดผู้มีอำนาจร่างกติกาไม่เห็นหัวคนอื่น อย่าคิดว่ามีอำนาจแล้วจะทำอะไรก็ได้ “นพดล” ย้ำระบบเดิมตอบโจทย์ จำง่าย ตรงใจประชาชน ด้าน ปชป.ไปคนละทิศละทาง “นิพิฏฐ์” จวกคนร่างอคติ เหน็บสูตรพิสดารไม่ช่วยกำจัดการซื้อเสียง แต่สร้างความสับสน “วิรัตน์-ศุภชัย” เห็นดีเห็นงามหนุน สกัดนายทุนชักใย-ส่งเสาไฟลง ส.ส. “พลังชล” วอนทบทวนลงโทษชาวบ้านไม่ไปใช้สิทธิ “ยุทธพงศ์” แฉไม่หยุดระบายข้าวฉาว ขายข้าวดีไปทำปุ๋ย ชี้พิรุธบริษัทคู่สัญญาหนี้บักโกรก พณ.กลับกล้าค้าขายด้วย แกนนำ พธม.ยันบุก ป.ป.ช. บี้ยื่นอุทธรณ์คดีสลายม็อบ 7 ต.ค.51 “ยะใส” ดักคออย่าตัดโอกาสทวงความยุติธรรม “องอาจ” จี้ใช้สิทธิเคลียร์ข้อครหา

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปิดฉากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนอกสถานที่ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ข้อเสนอเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง ส.ส. โดยเฉพาะการให้ผู้สมัคร ส.ส.แบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อไม่ใช้เบอร์เดียวกัน ยังคงมีเสียงคัดค้านจากฟากฝั่งพรรคการเมือง โดยเห็นว่าเป็นการสร้างความสับสนให้ประชาชนและไม่สามารถแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงได้

กรธ.รูดม่านปิดจ๊อบกฎหมายลูก

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 ส.ค. ที่โรงแรมรอยัล พลา คลิฟบีช รีสอร์ท จ.ระยอง นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงผลการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ว่า กรธ.พิจารณาเพิ่มเติมอีก 5 ประเด็น ในมาตรา 90 การเลือกตั้งล่วงหน้า กำหนดให้มี 2 แบบ คือ 1.แจ้งถาวร แต่สามารถแจ้งเปลี่ยนหรือยกเลิกได้ 2.แจ้งเฉพาะกาล สำหรับการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ส่วนมาตรา 98 การเลือกตั้งในต่างประเทศ กำหนดให้มี 2 แบบเหมือนเดิม อีกทั้งยังเปิดช่องให้สามารถนำเครื่องอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการลงคะแนนได้ ส่วนการประกาศผลการเลือกตั้ง หากไม่มีเหตุวุ่นวายให้ดำเนินการได้ภายใน 7 วันนับจากการเลือกตั้ง สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ระบุให้ กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. ร้อยละ 95 ภายใน 60 วัน ทั้งนี้ การพิจารณา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนอกสถานที่ของ กรธ.ขณะนี้เสร็จเรียบร้อยในเบื้องต้นแล้วทั้ง 3 ฉบับที่เหลือ จากนี้จะให้คณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องนำกลับไปร่างเป็นรายมาตราต่อไป

ยันแยกเบอร์รายเขตยุติธรรมที่สุด

เมื่อถามว่า ฝ่ายการเมืองท้วงติงการจับเบอร์ผู้สมัครรายเขตและบัญชีรายชื่อ จะทำให้เบอร์แต่ละเขตของพรรคไม่เหมือนกัน ถือเป็นการไม่ส่งเสริมพรรคการเมือง นายนรชิตกล่าวว่า ระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนไป จากเดิมกาบัตรสองใบเบอร์ผู้สมัครแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อจึงเหมือนกันได้ แต่ระบบนี้ให้กาบัตรใบเดียว ผู้สมัครแต่ละเขต จะนับเลขไปตามจำนวนคนที่เข้ามาสมัคร พูดง่ายๆมันยุติธรรมกับทุกฝ่าย ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน หากพรรคการเมืองเห็นเป็นประเด็นสำคัญ สามารถเสนอความเห็นให้กรธ.หรือ สนช.พิจารณาได้ ขณะเดียวกัน กรธ.ยังได้พิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ กรธ.ยังยืนยันให้การวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของตุลาการ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหารายบุคคล คาดว่าจะนำเสนอ สนช.ได้ในเดือน ส.ค. 1 ฉบับ และเดือน ก.ย.อีก 1 ฉบับ

พท.ซัดร่างกติกาไม่เห็นหัวใครอื่น

วันเดียวกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ขอตั้งคำถามถึงกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันไม่ว่า คสช.รัฐบาล สนช. กรธ.และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่า 1.รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่กำลังจัดทำให้เกิดขึ้นนั้น หวังจะให้เป็นเครื่องมือสร้างความเป็นประชาธิปไตยให้ประเทศ สร้างการยอมรับ สร้างความสามัคคีร่วมมือกันให้ประเทศหลุดพ้นวิกฤติ และกลับคืนมาสู่ความสงบ ความเจริญรุ่งเรืองต่อไปใช่หรือไม่ สิ่งที่พวกท่านพยายามทำโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นที่เห็นต่างจากท่านเป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรแล้วหรือ 2.การนำระบอบไพรมารีโหวตมาใช้เพื่อให้การตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการคัดเลือกผู้สมัครแต่ละเขต ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อผู้สมัครคนใดผ่านกระบวนการคัดกรองเบื้องต้นจากสมาชิกพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองต้องให้ความเห็นสุดท้ายว่าจะยินยอมหรือไม่ โดยคะแนนที่ประชาชนมอบให้เป็นทั้งคะแนนนิยมส่วนตัวของผู้สมัครและต่อพรรคการเมืองที่มอบให้ผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อของพรรคด้วยอย่างแยกกันไม่ได้ ขอถามว่ามีเหตุผลใดที่จะให้ผู้สมัครของพรรคในแต่ละเขตไม่ใช้หมายเลขเดียวกันของพรรค เพราะการใช้หมายเลขสมัครเดียวกันทั้งหมด สะท้อนระบบพรรคการเมืองและสะท้อนเจตนารมณ์ในการพัฒนาความเข้มแข็งของสถาบันทางการเมืองได้ดีที่สุด

อัดอย่าคิดว่ามีอำนาจทำอะไรก็ได้

นายภูมิธรรมกล่าวต่อว่า 3.มีการออกแบบให้มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว ซึ่งผู้สมัครแต่ละเขต และผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ ล้วนเป็นเหมือนตัวแทนของพรรคการเมืองที่เสนอให้ประชาชนอย่างชัดเจน ไม่ใช่ปัจเจกบุคคล ตัวใครตัวมันที่ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ดังนั้นการให้ผู้สมัครเป็นเบอร์เดียวกันทั้งพรรคจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลและไม่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่เห็นเหตุผลที่มีความพยายามจากผู้มีอำนาจและผู้เกี่ยวข้อง จะดื้อดึงและพยายามผลักดันให้ผู้สมัครไม่ควรใช้หมายเลขผู้สมัครจากพรรคเดียวกันมีหมายเลขเดียวกันทั้งประเทศ อยากขอให้พิจารณาอย่างมีเหตุผล อย่าคิดเพียงว่ามีอำนาจอยากทำสิ่งใดก็ทำได้ เพราะยิ่งไปสนับสนุนให้เห็นว่ามีเจตนาอื่นที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศโดยรวม

ชูเบอร์เดียวตอบโจทย์ไม่สับสน

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งของ กรธ.ให้ผู้สมัคร ส.ส.จับสลากเบอร์ในแต่ละเขตและไม่ใช้เบอร์เดียวกันทั้งประเทศ โดยอ้างว่าเพื่อให้ผู้สมัครในเขตแสดงความสามารถนั้นไม่เห็นด้วย วิธีการเดิมมีข้อดีและใช้มานาน ประชาชนจำได้ง่ายว่าจะสนับสนุนพรรคและผู้สมัครของพรรคใดไม่สับสน ลดปัญหาบัตรเสีย ประชาชนแสดงเจตจำนงได้ถูกต้องตรงใจ ไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมือง และเดิมกาได้สองบัตร แต่ปัจจุบันกาบัตรเดียวคือเลือกตัวผู้สมัครในเขตเท่านั้น แล้วนำบัตรทั้งหมดมาคำนวณจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคได้ที่นั่งทั้งประเทศ รวมทั้ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ประชาชนจึงต้องพิจารณาทั้งตัวผู้สมัครและพรรคที่สังกัดพร้อมกันไปด้วย อาจต้องให้น้ำหนักพรรคเป็นสำคัญด้วยซ้ำ ดังนั้น การให้ผู้สมัครจากพรรคการเมืองได้เบอร์เดียวกันทั้งประเทศจึงตอบโจทย์การเลือกตั้งแบบใหม่ที่กาได้บัตรเดียว ที่ กรธ.อ้างว่าลดการกาบัตรเหลือบัตรเดียว จะทำให้พรรคคัดสรรผู้สมัครให้ดีก่อนส่งลงเลือกตั้ง ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของความเป็นพรรค ที่ควรสร้างระบบที่ง่ายต่อการเลือกของประชาชนว่าจะสนับสนุนพรรคและตัวผู้สมัครจากพรรคใด โดยใช้เบอร์เดียวกันทั้งประเทศ หวังว่า กรธ.จะเปิดใจรับฟังฝ่ายต่างๆ

จวกถอยหลัง ท้าล้างไพ่ทุกพรรค

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ กรธ. ประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมาดีอยู่แล้ว แต่ กรธ.มาเปลี่ยนแปลงให้ไม่เหมาะสม กีดกันขัดขวางผู้จะลงสมัครรับเลือกตั้ง เสมือนจงเกลียดจงชังผู้สมัคร ในยุคแห่งการปฏิรูปต้องทำให้ดีกว่าเดิมไม่ใช่ถอยหลังย้อนกลับไป ส่วนที่เสนอให้มีบทลงโทษคนไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น ไม่อยากให้ไปจำกัดสิทธิประชาชน และถ้าจะเซ็ตซีโร่ควรไปดูว่าพรรคใดไม่ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย ใครมีหน้าที่จัดเลือกตั้งแล้วไม่ทำควรมีบทลงโทษให้ชัดเจน ปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากตรงนั้น ควรจะระบุให้ชัดเจนหากพรรคใดไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ควรถูกยุบพรรคตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี และถ้าจะเซ็ตซีโร่จริงๆควรกำหนดพวกอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงอดีต ส.ส. ส.ว. สนช. สปท. ครม. พวกที่เคยดำรงตำแหน่งการเมือง ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด แต่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยลงสมัครเข้ามาทำหน้าที่ ถ้าต้องการจะล้างกันควรทำแบบนี้ ยินดีไม่เล่นการเมืองไม่ขัดข้อง เป็นการล้างไพ่ทุกพรรคการเมือง คนเก่าเลิกให้หมด ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

สับ ส.ว.เลือกกันเองไม่สง่างาม

นายอำนวยกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.การสรรหา ส.ว.โดยให้กลุ่มสาขาอาชีพเลือกกันเอง ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน จึงไม่สง่างามในระบอบประชาธิปไตย ทางที่ดีควรหันกลับไปใช้วิธีการคัดเลือก ส.ว.จากการเลือกตั้ง กำหนดไปเลยว่าจังหวัดใดควรได้ ส.ว.เท่าไหร่ตามจำนวนประชากร แล้วกำหนดคุณสมบัติให้ผู้จะลงเลือกตั้ง ส.ว. ต้องมาจากกลุ่มอาชีพที่วางไว้ 20 กลุ่ม แล้วให้ประชาชนเลือกตั้งว่าจะให้ใครเป็นตัวแทน ส.ว.ของจังหวัดนั้น จะทำให้ได้ ส.ว.หลากหลายจากทุกกลุ่มอาชีพ ดีกว่าการให้กลุ่มอาชีพเลือกกันเอง เพราะถ้าเลือกกันเองจะกำหนดบุคคลล่วงหน้าได้

“นิพิฏฐ์” มึนสูตรพิสดารเลือกตั้ง ส.ส.

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี กรธ.ปรับเปลี่ยนแนวคิดร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ว่า ได้ยินว่า กรธ.มีเเนวคิดใหม่เรื่องเบอร์ผู้สมัคร ส.ส.จากเดิมแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ไปให้ผู้สมัครแต่ละเขตจับสลากเบอร์ของตัวเองตามลำดับการสมัคร ไม่จำเป็นต้องมีเบอร์หมายเลขพรรคเหมือนกันนั้น คงหมายความว่าต่อไปนี้ผู้สมัครเเต่ละเขตพื้นที่อาจได้หมายเลขไม่เหมือนกับพรรค เป็นเรื่องเเปลก กรธ.คงคิดนำหลักนี้มาป้องกันการซื้อเสียง แต่คงใช้ไม่ได้ กลับกันจะทำให้คนสับสน มีปัญหาทั้งในเเง่ความสะดวกของผู้หาเสียงและประชาชนผู้ไปลงคะเเนน ใช้แบบเดิมคือให้ผู้สมัครมีหมายเลขเดียวกับพรรคทั้งประเทศน่าจะดีกว่า การซื้อเสียงไม่ได้ขึ้นอยู่กับหมายเลขผู้สมัครอย่างเดียว ไหนว่ากฎหมายที่ออกมาป้องกันการซื้อเสียงได้เเล้ว ทำไมไม่คิดในเเง่อำนวยความสะดวกสำหรับคนที่อยากไปลงคะเเนน รวมถึง
ผู้สมัครด้วยเล่า

เหน็บเอาให้ยากสุดจนงงไปเลย

นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า แต่ กรธ.จะเอาอย่างนี้ก็ต้องเอา เขาเดินมาทางนี้เเล้ว คงไม่ปรับแก้ ก็ไม่เป็นไร เอาให้มันยากที่สุดเท่าที่คนจะงงไปเลย เพราะ กรธ.คิดแบบมีอคติ คิดบนสมมติฐานว่าทุกคนจ้องจะทุจริต แต่ไม่คิดถึงคนที่ไม่ทุจริตบ้าง หลักการเลยออกมาเเบบนี้ แต่ตนรับได้หมดไม่เรียกร้องให้เปลี่ยนด้วย เอาให้สุดไปเลย แต่ช่วยเขียนให้คนใส่เสื้อยืด นุ่งกางเกงขาสั้นมาลงคะเเนนได้ด้วย รวมถึงอย่าไปเขียนช่องใหม่ว่าให้คนต้องตีลังกาไปเลือกตั้งก็เเล้วกัน

“วิรัตน์” ไปอีกทางหนุนสกัดส่งเสาไฟ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเเนวคิดการจัดเรียงหมายเลขผู้สมัคร ส.ส.แบบใหม่ของ กรธ.ว่า มีข้อดีคือป้องกันนายทุนที่จ้องจะซื้อเสียงแบบทุ่มตลาด ป้องกันการซื้อเสียงหรือเทคนิคจูงใจ โฆษณาแฝงผ่านโลกออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย สมมติว่ามีเขตเลือกตั้ง 350 เขต เบอร์ผู้สมัครไม่เหมือนกันทั้งหมด ส.ส.เขตจะมีความหมายมากขึ้น จะเป็นผู้ทำคะเเนน แทบทุกคะเเนนไปบวกกับคะเเนนเเบบบัตรเลือกตั้งใบเดียว แต่มีข้อเสียในมิติความสับสนของประชาชน วิธีใหม่อาจมีผลต่อคะเเนนบ้างถ้าประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง รวมถึงข้อเสียที่กรรมการบริหารพรรคจะช่วยลูกพรรคลงพื้นที่หาเสียงยากขึ้น พรรคต้องเลือกคนที่ได้รับการยอมรับในพื้นที่โดดเด่นที่สุดมาลงสมัคร และมีข้อดีคือป้องกันข้อครหาว่าส่งใครลงก็ชนะหรือส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครก็ได้

“ศุภชัย” ชอบใจปิดทางนายทุนชักใย

นายศุภชัย ศรีหล้า อดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดใหม่ของกรธ. การที่เบอร์ผู้สมัคร ส.ส.เขตไม่เหมือนกับพรรคจะขจัดปัญหาเดิม ที่คนสนใจแต่ว่า เลือกพรรคไหนใครได้เป็นนายกฯ มากกว่าพิจารณาเลือกคนที่ทุ่มเทในพื้นที่หรือผู้สมัครหน้าตาเเบบไหนที่ทำงานให้เขา เคยคิดไปถึงขนาดว่าไม่ต้องมีเบอร์ผู้สมัครในเขตเลือกตั้งเลยก็ได้ เรียงรายชื่อตัวอักษรยิ่งจะยุติธรรม ถ้าใครไม่สนใจประชาชนคนก็ไม่เลือก ชาวบ้านจะได้ดูตั้งเเต่หัวจดเท้า แก้ปัญหาเดิมๆที่เอาใครก็ได้มาลงสมัคร พอได้เป็นผู้เเทนฯก็เข้าไปยกเท้าในสภาฯทำอะไรก็ได้ลืมประชาชน อีกทั้งการซื้อเสียงในอดีตซื้อกันตามเบอร์ กรธ.กำหนดมาเเบบนี้ใช่เลยแก้ปัญหาได้ ช่วยตัดมายาคติเดิมๆ ไม่มีฉากกลั้นกลางให้นายทุนหลอกประชาชนที่ ส.ส.เป็นร่างทรง ปล่อยให้นายทุนพรรคคอยชักใย

พช.ให้ทบทวนลงโทษคนไม่ใช้สิทธิ

ขณะที่นายสุระ เตชะทัต โฆษกพรรคพลังชล กล่าวถึงกรณี กรธ.จะให้ผู้สมัคร ส.ส.แต่ละเขตต้องจับสลากเบอร์ใหม่ว่า อาจทำให้ประชาชนสับสน เพราะคุ้นเคยระบบเบอร์เดียวทั้งพรรคและผู้สมัคร กรธ.น่าจะกลับมาทบทวน ส่วนการลงโทษนักการเมืองแรงขึ้นถ้าทำผิดกฎหมายเห็นด้วยพร้อมยอมรับ แต่กังวลการลงโทษประชาชนที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุให้การไปเลือกตั้งเป็นหน้าที่ ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 ที่ระบุเป็นสิทธิ เชื่อมั่นผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงไม่ว่าจะเป็นสิทธิหรือหน้าที่ ไม่มีใครอยากเพิกเฉย แต่สังคมที่มีความหลากหลาย ทั้งเหตุความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจทำให้ทุกคนไม่สะดวก

“ยุทธพงศ์” แฉอีกขายข้าวดีไปทำปุ๋ย

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าวพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวว่า มีประเด็นความไม่โปร่งใสการระบายข้าวของรัฐบาลจากข้าวคนกินไปสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่คนบริโภคครั้งที่ 1/2560 ตามที่ได้เปิดเผยมาแล้วถึง 2 ครั้ง ได้พบการขายข้าวให้กับบริษัท วีออร์แกนนิก จำกัด ตั้งอยู่ใน จ.กำแพงเพชร ซื้อข้าวจากโกดังที่รัฐบาลนำข้าวฝากไว้ใน จ.นครสวรรค์ และกำแพงเพชร รวม 61,527 ตัน เพื่อนำไปทำผลิตเป็นปุ๋ย ราคากิโลกรัมละ 5.10 บาท ทั้งที่ราคาตลาดอยู่ที่ 12 บาท โดยบริษัทดังกล่าวมีขนาดเล็ก ไม่มีพื้นที่เพียงพอจัดเก็บข้าวจำนวนมาก และ จากการตรวจสอบเมื่อนำข้าวเข้าไปแล้วมีการขนออกทันที ทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างยิ่งว่าทำปุ๋ยกันที่ไหน พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เคยไปตรวจสอบ น่าจะเห็นว่าบริษัทแห่งนี้ไม่มีความสามารถผลิตปุ๋ยได้มากถึงเพียงนั้น ที่สำคัญบริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียนเพียงหนึ่งล้านบาท และผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง ปี 58 ขาดทุน 2.59 ล้านบาท ปี 59 ขาดทุน 6.4 แสนบาท จึงไม่เข้าใจว่ากระทรวงพาณิชย์กล้าค้าขายด้วยได้อย่างไร

จี้หยุดเร่งระบายเอาไปแจกคน

นายยุทธพงศ์กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่กล่าวมา ขอตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่า เมื่อมีข้อสงสัยความไม่โปร่งใสการขายข้าว ทำไมกระทรวงพาณิชย์ไม่นำกล้องซีซีทีวีที่ติดไว้ตามโรงงานมาเปิดเผย และที่อ้างการตรวจสอบคุณภาพข้าวคณะกรรมการชุดที่มี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตปลัดประจำสำนักนายกฯ เป็นประธาน แต่เจ้าของโกดังที่เก็บข้าวออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบคุณภาพใหม่ ทำไมไม่ตรวจสอบ ดังนั้นขอเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการขายข้าวคนกินไปเป็นอาหารสัตว์ แล้วนำไปแจกจ่ายผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ได้รับความเดือดร้อนขณะนี้จะดีกว่า เพราะรัฐบาลเองก็ไม่มีเงินเห็นได้จากการต้องขอรับบริจาคจากประชาชนเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา

“วัฒนา” ท้าแจ้งจับกี่รอบก็ไม่หยุดโพสต์

วันเดียวกัน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “นักเลง กุ๊ย อันธพาล” พนักงานสอบสวน บก.ปอท. จะไปขอให้ศาลอาญาออกหมายจับตนอีก เนื่องจากมีผู้ไปแจ้งความเพิ่มเติมว่าข้อความที่ได้โพสต์เฟซบุ๊ก มีลักษณะเป็นการยุยงทำให้เกิดความปั่นป่วน ดังนั้นในวันที่ 7 ส.ค. เวลา 10.00 น. ตนจะไปมอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พร้อมกับขอยืนยันว่า ไม่ว่าจะนำเอาทุกโพสต์ของตนไปแจ้งความก็ตาม จะยังวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป พฤติกรรมดังกล่าวคือการใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้าม ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เมื่ออำนาจกลับคืนมาเป็นของประชาชน พวกคุณจะต้องถูกตรวจสอบ ประชาชนจะไม่ปล่อยพวกคุณอย่างแน่นอน

ฉะนักเลงจริงไม่กลับกลอกรังแกคนอื่น

นายวัฒนาระบุด้วยว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.บอกว่า ตัวเอง ไม่ใช่นักเลงจึงถูกต้องแล้ว เพราะคำว่านักเลงหมายถึงคนจริง ใจกว้าง กล้าได้กล้าเสีย ต่างจากกุ๊ยที่แปลว่าคนชั่วต่ำช้า คนไม่สุภาพไร้มารยาท เช่น กินกล้วยแล้วขว้างเปลือกใส่คนอื่น ซึ่งอาจเกิดจากทางบ้านไม่ได้อบรมหรือมีปัญหาด้านวุฒิภาวะ ส่วนอันธพาลแปลว่าคนปัญญาโง่ทึบ คนเกะกะระราน คนที่เป็นนักเลงจะไม่รังแกผู้อื่น ไม่พูดจากลับกลอก หน้าบางและไม่หนีความรับผิดชอบ ส่วนคนที่ชอบชมตัวเองสุภาษิตไทยเรียกว่ายกหางตัวเอง ซึ่งแม่ตนเคยสอนว่าเป็นอาการของสุนัขที่จะยกหางขึ้นเองเวลาถ่าย การชมตัวเองจึงเปรียบได้กับสุนัขที่กำลังปล่อยอาจม แต่ก็ยังนับว่าดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ยังรู้ตัวว่าไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นนักเลงได้ ส่วนพฤติกรรมแบบท่านจะถือเป็นคนแบบไหนคงต้องถามประชาชน สรุปแล้วคำว่านักเลงไม่ได้มีความหมายด้านร้าย พุทธศาสนาจึงไม่ห้ามเป็นผู้นำ ต่างจากคนอีกประเภทหนึ่งที่ชอบแก้ตัวหรือโทษคนอื่น เช่น แก้ปัญหาสินค้าเกษตรไม่ได้ก็โทษชาวบ้านว่าปลูกกันมากเอง หรือแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ก็โทษธรรมชาติ เป็นต้น คนพวกนี้พระพุทธเจ้าทรงห้ามเอามาเป็นผู้นำ เพราะจะทำบ้านเมืองเสียหาย ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “พาโล อปริณายโก” อยากรู้คำแปลก็ถามลูกน้องเอา

พธม.ยันบุก ป.ป.ช.บี้อุทธรณ์สลายม็อบ

ส่วนการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เคลื่อนไหวกดดันให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นอุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 นั้น นายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำ พธม. กล่าวว่า คสช.กำลังเข้าใจผิด มองการเคลื่อนไหวของ พธม.เบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง ทั้งที่การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นแนวทางการต่อสู้คดีสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 เท่านั้นไม่ได้มีนัยทางการเมืองอื่น จุดยืนของอดีตแกนนำและแนวร่วมทุกคนเคารพในกระบวนการยุติธรรมไม่เคยหลบหนี

ที่ผ่านมาน้อมรับทุกคำพิพากษา แม้จะเห็นต่างบางประเด็น เรายังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ส่วนคำพิพากษาของศาลคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ยกฟ้องจำเลยทั้ง 4 นั้น วันที่ 7 ส.ค.ได้มอบหมายให้ตัวแทนและคนที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมไปเรียกร้องที่ ป.ป.ช.ให้อุทธรณ์คดี อย่าตัดสิทธิแสวงหาความยุติธรรม หวังว่า ป.ป.ช.จะไม่ตัดโอกาสของประชาชนทิ้งไป หาก ป.ป.ช.ไม่ อุทธรณ์ ยังนึกไม่ออกว่าจะอธิบายกับประชาชนได้อย่างไร อย่าลืมว่าขณะนี้ ป.ป.ช.ก็ถูกสังคมและสื่อมวลชนตั้งข้อสงสัยถึงความไม่ชอบมาพากลพอสมควรในการดำเนินการเรื่องที่จำเลยบางคนเกี่ยวโยงกับผู้มีอำนาจในรัฐบาล จึงหวังว่า ป.ป.ช.จะพิสูจน์ตัวเองและสร้างความไว้วางใจความเชื่อมั่นจากสังคม

“องอาจ” จี้เคลียร์ให้สิ้นสงสัย

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ป.ป.ช.จะใช้สิทธิ์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ยกฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่ม พธม.ปี 2551 หรือไม่ว่า การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ตามมาตรา 195 เปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายใน 30 วัน ทาง ป.ป.ช.ก็ควรใช้สิทธิ เพื่อให้มีคำพิพากษาที่ถึงที่สุด การใช้สิทธิอุทธรณ์ของ ป.ป.ช.จะมีประโยชน์คือ เพื่อรักษาสิทธิ์ที่พึงมีตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทุกภาคส่วนหมดสิ้นข้อสงสัย เพื่อสร้างความเป็นธรรม ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมที่ถูกกระทำจนได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต และฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำ ทั้งระดับผู้บริหารประเทศ และผู้ปฏิบัติงาน ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ชุดที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธาน ได้มีมติเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2559 ว่า ป.ป.ช.มีสิทธิขอถอนฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จนมีการตั้งคณะทำงานพิจารณาถอนฟ้อง เพื่อพิจารณาหลักฐานใหม่ ตามที่จำเลยยื่นเรื่องขอความเป็นธรรม ถึงแม้ที่สุด ป.ป.ช.ไม่ได้ถอนฟ้อง แต่การพิจารณาจะถอนฟ้องคดีของ ป.ป.ช.มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร ซึ่งถ้า ป.ป.ช.ไม่ยื่นอุทธรณ์เชื่อว่าผู้คนในสังคมจะเกิดคำถาม เคลือบแคลงสงสัยในการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. จะไม่เกิดผลดีต่อ ป.ป.ช.และสังคมโดยรวม

พท.อุบไต๋เร็วไปกาชื่อ หน.คนใหม่

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงข้อสังเกตเรื่องหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ คดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อปี 51 อาจทำให้ชื่อนายสมชายกลับมาเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคอีกครั้งว่า ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงผู้นำพรรคคนใหม่ในตอนนี้ เพราะการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ยังไม่รู้วันที่แน่นอน นายสมชายถือเป็นผู้ใหญ่ของพรรคคนหนึ่ง เป็นถึงอดีตนายกฯและมีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นตัวเลือกหัวหน้าพรรค แต่พรรคเพื่อไทยมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจะเป็นผู้นำพรรคอีกหลายคน และขณะนี้ คสช.ยังไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรม หากมีการเปิดโอกาสแล้วประเด็นนี้คงได้หยิบยกมาพูดกันอย่างเป็นทางการ

“เรืองไกร” ยื่น สตง.เช็กหนี้สาธารณะ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา กล่าวว่า หลังยื่นเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ตรวจสอบฐานะการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ต่อมาได้รับหนังสือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าได้ส่งเรื่องให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อพิจารณาและจะแจ้งผลให้ทราบ พบข้อมูลจากข่าวกระทรวงการคลังที่ 80/2559 ลงวันที่ 15 มิ.ย.59 เรื่อง การแก้ไขกฎหมายหนี้สาธารณะ มีการเสนอเกี่ยวกับหนี้เงินกู้ของหน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐ เช่น ธปท.ให้ถือเป็นหนี้เงินกู้ที่เป็นความเสี่ยงทางการคลังด้วย จึงควรนำหนี้ของ ธปท.มารวมเป็นหนี้สาธารณะด้วย จากข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2559 หนี้สาธารณะ อยู่ที่ 5,921,722 ล้านบาท ถือเป็น 41.22% ต่อจีดีพี ยังไม่รวมหนี้ของ ธปท.4,963,953 ล้านบาท จึงขอให้ สตง.นำหนี้ของ ธปท.มารวมเป็นหนี้สาธารณะด้วย และขอให้ตรวจสอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2561 ที่อยู่ใน สนช.ว่าจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเกินกว่าร้อยละ 60 จะมีผลกระทบต่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 61 หรือไม่ จะไปยื่นหนังสือที่สำนักงาน สตง.วันที่ 7 ส.ค. 10.00 น.

“บิ๊กตู่” สั่งกวดขันสถานบริการผิด ก.ม.

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ได้รับรายงานจากศูนย์อำนวยการประสานกำกับติดตามผลการดำเนินงานตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 22/2558 (ศอ.กต.) ว่า ที่ผ่านมา ศอ.กต.ได้ป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานประกอบการที่ให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษาอย่างจริงจัง แม้จะมีคำสั่งห้ามและบทลงโทษที่ชัดเจน แต่ยังพบว่ามีการฝ่าฝืนในหลายพื้นที่ เช่น กรณีข้อร้องเรียนร้านมหานครลอนดอน ใกล้ ม. เกษตรศาสตร์กำแพงแสน และยังพบว่าการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงกำชับทุกพื้นที่เข้มงวดกวดขันไม่ให้ฝ่าฝืนกฎหมายอีก ขอความร่วมมือประชาชนแจ้งข้อมูลหรือข้อร้องเรียนมาที่ ศอ.กต. โทร. 0-2141-3623 หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ฮึ่มปราบเหี้ยนผู้มีอิทธิพล

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า หน่วยงานความมั่นคงยังคงเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลตามนโยบายรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาวุธสงคราม ที่ผ่านมาช่วงวันที่ 1 ต.ค.59-15 ก.ค.60 ติดตามจับกุมผู้มีอิทธิพลรายสำคัญและยึดยาเสพติดจำนวนมาก มียอดสะสม ประกอบด้วยยาบ้า 156 ล้านเม็ด100 เฮโรอีน 360 กิโลกรัม ยาไอซ์ 3,900 กิโลกรัม กัญชาแห้ง 8,700 กิโลกรัม โคเคน 5 กิโลกรัม ยาแก้ไอ 185,000 ขวดและใบพืชกระท่อม 13,500 กิโลกรัม นอกจากนั้นยังขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการจำนวนมากและอายัดทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล เป็นผู้ต้องหาทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ อีกทั้งยังกวาดล้างจับกุมอาวุธสงคราม อาวุธปืน กระสุนและวัตถุระเบิดได้จำนวนมาก มีผู้เกี่ยวข้องกว่า 30,000 คน กลุ่มขบวนการผู้มีอิทธิพลด้านยาเสพติดและอาวุธสงคราม เป็นเป้าหมายหลักที่กำลังจับตาเครือข่ายและผู้ร่วมขบวนการ

โต้ข่าวผู้นำไทยตื๊อขอเยือนมะกัน

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รมว.ต่างประเทศ สหรัฐฯจะเยือนประเทศไทยวันที่ 8 ส.ค.ว่า หลังจากที่ รมว.ต่างประเทศ สหรัฐฯร่วมประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เออาร์เอฟ) วันที่ 7 ส.ค.ที่ฟิลิปปินส์แล้ว จะเดินทางไปเยือนมาเลเซียและเยือนประเทศไทย แม้จะเคยพบปะกันแล้ว แต่ถือเป็นมิติใหม่ในช่วง 3 ปีนี้ที่มีการเยือนกัน โดยจะพูดคุยเรื่องที่อยู่ในความสนใจของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งเข้าเยี่ยมคาราวะนายกฯและลงนามแสดงความไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วย ส่วนการหารือเยือนสหรัฐฯของนายกฯกำลังอยู่ระหว่างพูดคุยกันอยู่ ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ที่มีสื่อบางฉบับเขียนถึงขนาดว่าไทยต้องไปง้อไปอ้อนวอนเซ้าซี้ มันไม่จริงเลยทั้งสิ้น แต่เราไม่อยากออกมาปฏิเสธ ไม่อยากต่อปาก เพราะจริงๆ แล้วเป็นเราเสียอีกที่เขาอยากจะคุยด้วย