วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขายหรือไม่ขาย! ภาคต่อซีรีส์ดัง คาร์แคร์แอบขาย BMW Z 4 เสี่ยยันเมียรู้

เสี่ยเจ้าของรถ BMW Z 4 ที่ถูกเอาไปขายแล้วมีการแจ้งความผู้ดูแลคาร์แคร์ที่ปทุมธานี ว่าเอาไปขายโดยพลการ อีกฝ่ายงัดหลักฐานโต้ มีการว่าจ้าง 4 หมื่นนำรถไปขาย สุดท้ายเป็นคดีความเสี่ยยังพูดแบบเดิม พร้อมยันไม่ได้แอบเมียมาขาย...

จากกรณี นายพงษธร หอรัญสี เสี่ยรับเหมาที่ปทุมธานี นำรถรถ BMW Z 4 สีดำ หมายเลขทะเบียน 4กน 1414 กทม. ไปล้างที่ร้านคาร์แคร์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหมู่บ้านที่ตนเองมีบ้านพักอยู่ โดยมีความคุ้นเคยกันอยู่เพราะใช้บริการมากว่า 4 ปี ผู้ดูแลที่ชื่อ น.ส.วรณิสร์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี กับหญิงอีกคนหนึ่งที่มีการทำสัญญาขายรถ BMW Z 4 ของตนเองกันในราคา 2.15 ล้านบาท ระบุวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 โดยมีการมัดจำเงินสดไปแล้ว 350,000 บาท โดยจะมีการจ่ายเงินส่วนต่างในวันที่ 8 สิงหาคม 2560 นี้ทั้งหมด ซึ่งได้ต่อว่าไปว่าเอารถยนต์ไปขายได้อย่างไรเพราะตนเองไม่ได้รับรู้อะไรเลย จึงขอให้รีบนำรถมาคืน หากวันที่ 2 สิงหาคม 2560 หากไม่นำรถมาคืนก่อนเวลา 12.00 น. ตนเองจะแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อถึงกำหนดตนเองจึงโทรกลับไปหา น.ส.วรณิสร์ ผู้ดูแลคาร์แคร์ แต่กลับได้คำตอบว่ายังไม่สามารถติดต่อผู้ที่ซื้อรถไปได้ จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี

ขณะที่ น.ส.วรณิสร์ ได้เดินทางมาที่ สภ.คูคต พร้อมเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า พี่พงษ์ (นายพงษธร) เจ้าของรถ ได้นำรถมาล้างที่ร้านจริง และขอให้ช่วยขายรถคันนี้ให้หน่อย ซึ่งที่ผ่านมาตนเองก็สามารถติดต่อกับผู้ซื้อได้ และมีการวางเงินมัดจำกันในราคา 350,000 บาท โดยที่ทุกขั้นพี่พงษ์รู้หมด และมีการแชตคุยกันอยู่ตลอด ถึงการขายรถและการจ่ายแคชเชียร์เช็ค ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด วันที่ 6 ส.ค. นายพงษธร หอรัญสี เสี่ยรับเหมา เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.ธนสรณ์ แช่มช้อย รองสารวัตรสอบสวน สภ.คูคต เจ้าของคดี เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง รถ BMW Z4 หมายเลขทะเบียน 4กน 1414 กทม มีการสอบปากคำนานกว่า 4 ชั่วโมง จึงเดินทางออกมาพร้อมกับให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว แต่มีข้อแม้ว่าให้ถ่ายภาพได้เฉพาะด้านหลัง 

ทั้งนี้ นายพงษธร ยังคงพูดเหมือนเดิมว่า เรื่องที่เกิดขึ้น สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ตนเองได้นำรถไปล้างที่ร้านคาร์แคร์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหมู่บ้านที่ตนเองมีบ้านพักอยู่ โดยมีความคุ้นเคยกันอยู่เพราะใช้บริการมากว่า 4 ปี รถยนต์ทุกคันที่บ้านจะมาล้างที่คาร์แคร์แห่งนี้ และทุกสิ้นเดือนจะมีการชำระเงินเป็นรายเดือน โดยช่วงบ่ายวันที่ 20 ก.ค. 2560 หลังเลิกงานตนเองจึงนำรถ BMW Z4 สีดำทะเบียน 4กน 1414 กทม. ไปล้าง โดยมีผู้ดูแลร้านซึ่งเป็นผู้หญิงเป็นผู้ออกมารับรถ ตนเองจึงเดินข้ามถนนกลับบ้านพัก หลังจากนั้นเวลาผ่านไปสักครูใหญ่ได้เดินกลับไปที่ร้านเพื่อไปรับรถกลับ ก็มีหญิงซึ่งเป็นผู้ดูแลร้านบอกว่าปลายเดือนนี้จะมีการโปรโมตร้าน ซึ่งจะมีรถหรูมาโชว์หลายคัน โดยจะเอารถตนเองไปทำโปรโมตร้าน ซึ่งตนก็ตอบไปว่าไม่มีปัญหา เพราะตนใช้บริการร้านคาร์แคร์นี้มานาน และไม่เคยมีปัญหากันมาก่อน ซึ่งเด็กผู้หญิงที่รับรถก็ตอบกลับมาว่า จะขอนำรถไปขัดเคลือบเงา ทำอะไรที่พิเศษ หลายอย่างเพื่อถ่ายรูปโปรโมต โดยใช้เวลาสัก 3-4 วัน ตนจึงเดินกลับบ้าน

กระทั่งวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ตนเองจึงออกมาดูที่ร้านคาร์แคร์เพราะว่าจะต้องมีงานโชว์รถหรูโปรโมตร้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นรถหรูของตนเองที่ผู้ดูแลร้านนำไปดูแลรักษาขัดเงาอย่างดี จะนำมาโชว์ด้วย แต่ปรากฏว่าไม่มีงานโชว์แต่อย่างใด ตนเองจึงโทรกลับไปหาผู้ดูแลร้าน เพื่อขอรถคืนแต่ผู้ดูแลร้านกลับบอกว่าจะนำมาคืนในวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 เวลา 12.00 น. เมื่อถึงวันเวลานัดหมายก็ไม่ได้รถ โดยผู้ดูแลอ้างว่าติดธุระ และรถอยู่อีกร้านหนึ่ง ขอเลื่อนเป็นวันที่ 1 สิงหาคม 2560

จนกระทั่งวันที่ 1 สิงหาคม 2560 เวลา 21.00 น. ผู้ดูแลรถได้มาพบตนเองที่บ้านพัก พร้อมกับนำรถของตนเองอีกคันหนึ่งที่นำไปล้างที่ร้านมาคืนที่ร้าน พร้อมเอกสารจำนวน 2 แผ่น ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายจากผู้ดูแลที่ชื่อ น.ส.วรณิสร์ อายุ 32 ปี กับหญิงอีกคนหนึ่ง เป็นสัญญาขายรถ BMW Z4 ของตนเองกันในราคา 2.15 ล้านบาท ระบุวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 โดยมีการมัดจำเงินสดไปแล้ว 350,000 บาท กำหนดการจ่ายเงินส่วนต่างในวันที่ 8 สิงหาคม 2560 นี้ทั้งหมด ซึ่งตนเองก็ต่อว่าไปว่าเอารถยนต์ของตนไปขายได้อย่างไร เพราะตนเองไม่ได้รับรู้อะไรเลย จึงขอให้รีบนำรถมาคืน หากวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ไม่นำรถมาคืนก่อนเวลา 12.00 น. ตนเองจะแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อถึงกำหนดตนเองจึงโทรกลับไปหา น.ส.วรณิสร์ ผู้ดูแลคาร์แคร์แต่กลับได้คำตอบว่ายังไม่สามารถติดต่อผู้ที่ซื้อรถไป จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.วรณิสร์ ผู้ดูแลคาร์แคร์

ผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องที่ น.ส.วรณิสร์ นำหลักฐานการคุยทางโปรแกรมแชตไลน์ ว่าได้มีการเสนอเงินให้เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 40,000 บาท เกี่ยวกับเรื่องที่ขายรถได้นั้น นายพงษธร กล่าวว่า จริงๆ แล้ว รถคันนี้ได้มีการนำไปจอดล้างที่ร้านดังกล่าว และได้มีคนโทรมาหาเพื่อติดต่อขอซื้อรถ ตนจึงได้ตัดสินใจขาย เพราะได้ราคาตามที่ต้องการ โดยคนที่ตนคุยด้วยนั้นอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งจะมีการนัดดูเรื่องรถและการจ่ายเงินกันอีกครั้ง ตนจึงได้บอกกับ น.ส.วรณิสร์ ว่าตนได้ขายรถให้กับลูกค้าที่ น.ส.วรณิสร์ ให้เบอร์มา จึงจะให้สินน้ำใจเป็นเงินจำนวน 3-4 หมื่นบาทจริง ส่วนเรื่องการซื้อขายรถนั้น ภรรยาตนรู้เรื่องทุกอย่าง และได้มีการพูดคุยกันมาโดยตลอด แต่ทำไมขายถูกก็เพราะ รถคันนี้ซื้อมา 4-5 ปีแล้ว ก็เป็นไปตามราคาในตลาดรถ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น และไม่ขอพูดอีก ส่วนเรื่องคดีความให้เป็นไปตามกระบวนการของตำรวจ

ทางด้าน ร.ต.อ.ธนสรณ์ แช่มช้อย รองสารวัตรสอบสวน สภ.คูคต เจ้าของคดี กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ให้ถาม นาย (ผู้บังคับบัญชา) และบอกเพียงว่า ตอนนี้ได้ทำการสอบสวนพยานทุกปากไปจนครบหมดแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมสำนวนเพื่อส่งอัยการ.