บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โอ๊ต ปราโมทย์ เคยเป็นโรคซึมเศร้าเพราะงานน้อย ท้อจนเกือบหันหลังให้วงการ (คลิป)

ฮอตไม่แพ้พระเอกซุป'ตาร์สำหรับนักร้อง-ดีเจ-พิธีกร โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน ที่ตอนนี้กำลังมาแรง แทบไม่มีคิวว่างเลยสักวัน แต่กว่าที่หนุ่มโอ๊ตจะประสบความสำเร็จได้เหมือนทุกวันนี้ ชีวิตของผู้ชายคนนี้ต้องผ่านเรื่องราวมากมาย ซึ่งจะมีอะไรบ้าง หนุ่มโอ๊ตได้มานั่งเปิดใจในรายการเจาะใจ แบบหมดเปลือกว่า  

ตอนเล็กๆ พ่อผมขับแท็กซี่ แม่ขายพวงมาลัยหน้าศาลพระพรหม แต่จริงๆ แม่ทำหลายอย่างมาก ประกอบโต๊ะจีน ทำสวน เป็นเด็กเสิร์ฟ ที่บ้านไม่ได้ฐานะร่ำรวย ตอนเป็นเด็กผมตั้งใจเรียน แต่พอเข้ามัธยมเริ่มติดเพื่อน เป็นเด็กชอบทำกิจกรรมทุกอย่าง การเรียนไม่ดี เกเร เพราะรักเพื่อน และเป็นคนใจร้อนเลยมีเรื่องชกต่อยจนเกือบติดคุก แม่บอกพี่ชายคนที่ 2 ว่าถ้าผิดจริงไม่ต้องให้ออกมา ปล่อยให้ติดคุกไปเลย

หลังจากนั้นมาก็เบาลง สุดท้ายเรียนจบแบบทุลักทุเล ก่อนจะจบ เรียนแย่มาก จนต้องเรียกผู้ปกครองมา ผมก็ไปจ้างวินมอเตอร์ไซค์มาเป็นน้า แต่อาจารย์ก็รู้ สอบซ่อมจนขี้เกียจสอบ อาจารย์ต้องมาขอร้องให้ไปสอบให้จบๆ ไป แต่ผมเรียนดีอยู่วิชาเดียวนะ คือพละศึกษา ได้เกรด 4

หลังจากนั้นแม่ก็ส่งไปเรียนเมืองนอก อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนั้นหลงทางคิดว่าตัวเองอยากจะเรียนนิเทศฯ น่าจะเป็นสาขาเดียวที่ไม่ต้องเรียนคณิต แต่แม่ก็ส่งไปเรียนเมืองนอก ตอนนั้นครอบครัวฐานะดีขึ้นแล้ว ไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย แล้วเตรียมต่อ MBA นี่คือแพลนที่แม่วางไว้ให้

จากคนที่ไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเอง ไปอยู่ที่นั่นต้องดูแลตัวเอง ถึงได้รู้ว่าชีวิตมันยาก รู้อย่างนี้ตั้งใจเรียนดีกว่า แต่ว่ามันดีมาก มันทำให้ผมโตขึ้นเยอะ และเริ่มไปทำงานที่ร้านอาหาร ทำทุกอย่างในร้านอาหาร ไปทำงานวันแรกกลับมาถึงกับถอนหายใจ ทำงานได้ชั่วโมงละ 8 เหรียญ

เหนื่อยจากการทำงานก็เลยไปเที่ยว เพื่อนคนไทยก็ให้ร้องเพลงให้ฟัง และนักร้องก็เรียกขึ้นไปร้องเพลง พอร้องเพลงจบ เจ้าของร้านเดินมาถามว่ามีงานทำหรือยัง บอกหานักร้องใหม่ สนใจมั้ย ก็เลยไปลองร้อง ครั้งแรกที่ร้อง 2 ชั่วโมงได้ 75 เหรียญ เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าเป็นนักร้องได้ตังค์เยอะ

พอได้ทำตรงนี้ ก็เริ่มคิดว่าสิ่งที่เรากำลังทำมันไปเพื่ออะไร ก็เลยเปลี่ยนจากเรียนนิเทศฯ เป็นเรียนดนตรี โทรบอกแม่ว่าไม่อยากอยู่ อยากกลับบ้านไปเรียนดนตรี แม่ด่ากลับมาเลย แต่พอคุยกับพี่ชาย สุดท้ายพี่ชายบอกไม่ไหวก็กลับมา พอกลับมาก็มาเตรียมสอบเข้าเรียนเกี่ยวกับดนตรี ไม่มีความรู้เรื่องอะไรเลย ในระหว่างที่รอเรียนดนตรี แม่ไม่คุยด้วยเลย ผมต้องเขียนจดหมายขอโทษแม่

ระหว่างเรียน มีวงดนตรีขาดคนร้อง เค้าก็มาตามไปร้อง แต่ผมไม่เคยร้องเพลงกลางคืนที่เมืองไทย ไม่อยากไป เพราะไม่รู้อะไรเลย แต่สุดท้ายก็ไป หลังจากนั้นก็ได้เริ่มร้องประกวด แม่ไม่เคยดูผมประกวดเลย แต่มีเวทีนึงชิงแชมป์ระดับประเทศแล้วแม่ก็ไปนั่งดูผม ตอนที่ขึ้นไปรับรางวัล ผมเห็นแม่เอาทิชชูเช็ดน้ำตา แม่ร้องไห้ เห็นแล้วรู้สึกดีใจเพราะอยากให้แม่เห็นว่าเราทำได้

หลังจากนั้นอาจารย์ที่มหาลัยก็ชวนไปร้องเพลง หายไป 3 เดือน โทรไปหาอาจารย์ถามว่าเรื่องไปถึงไหนแล้ว อาจารย์ก็บอกว่าส่งไปแล้ว นั่นเป็นซิงเกิลแรกของผม หลังจากนั้นก็มีมา 2-3 เพลง และก็ร้องไกด์ให้นักร้องดังๆ หลายคน

หลังจากที่ร้องไกด์เยอะๆ ผู้ใหญ่ก็เรียกไปเซ็นสัญญา และปล่อยเพลงที่รัก ออกมา เพลงดังแต่คนไม่รู้จักคนร้อง คิดว่าณเดชน์ร้อง ผมก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้ ร้องเพลงกลางคืนด้วยอยู่ 5 ปี เริ่มเบื่อก็เลยไปลาออก จากเงินเดือนเกือบแสน เหลือเดือนละหมื่นกว่าบาท แต่ก็ยังขอร้องที่ร้านวันเดียวพอ

หลังจากนั้นก็เริ่มรู้ชีวิตจริงมันเป็นอย่างไร ปีนึงผมมี 5 งาน รู้สึกว่าทำไมชีวิตโหดร้าย หรือจะได้ร้องเพลงนี้ แต่เค้าก็เอาไปให้คนอื่นร้อง หลังจากนั้นผมก็เริ่มเป็นโรคซึมเศร้า ไม่ออกจากห้อง 1 อาทิตย์ นอนอยู่ในห้องรู้สึกว่าโลกนี้ไม่น่าอยู่ แต่สุดท้ายก็คิดได้ว่าคนที่ลำบากกว่าเราก็มีตั้งเยอะ แต่ทำไมเราต้องทำร้ายตัวเอง ทำตัวไม่มีค่าอย่างนี้

อายุ 30 แล้ว ก็เริ่มคิดว่าจะใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นไม่ได้ ต้องมั่นคง ก็บอกกับทุกคนว่าไม่เอาแล้ว พอแล้ว จะออกจากวงการ หยุดความฝันเอาไว้แค่นี้ ความฝันกับความเป็นจริงมันไม่ไปด้วยกัน ตอนนั้นเริ่มไม่คิดอะไรแล้ว จัดรายการเอาสนุกอย่างเดียว ไม่ต้องให้เงินนะ อยากทำสนุกๆ และพลอยกับพิชญ์ก็มาชวนทำรายการ ตอนแรกเค้าจะให้ทำคนเดียว แต่ผมไม่เอา ต้องทำด้วยกัน และหลังจากนั้นคนก็เริ่มรู้จัก แต่ไม่รู้ว่าผมเป็นนักร้อง ร้องเพลงอะไร

ผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีวันนี้ ผมอยากรักทุกคนให้เหมือนกับที่เค้ารักผม เวลาร้องเพลงเสร็จ ผมต้องใช้เวลาถ่ายรูปกับแฟนๆ อีกชั่วโมงครึ่ง เวลาเค้าให้ด่า ผมก็ด่า เด็กๆ ชอบ ผมก็งงเหมือนกัน ถ้ามีคนด่าผมผมก็ไม่โอเคนะ แต่จะเป็นอย่างนี้ผมก็ทำใจไว้แล้วนะ เพราะไม่รู้ว่าปีหน้าจะมีคนแบบผมอีกกี่คน แต่ผมโชคดีที่ผมมีเพื่อนที่ดี มีสังคมที่ดี มีครอบครัวที่ดี

ทุกวันนี้แม่ภูมิใจในตัวผมมาก แต่แม่ไม่เคยบอก แต่เจอเหตุการณ์นึงที่ทำให้ผมรู้ คือแม่โทรหาแล้วถามว่าทำไมรีบรับ เดี๋ยวแม่จะวางแล้วไม่ต้องรีบรับนะ จะให้เพื่อนฟังเสียงรอสายที่ลูกร้อง ผมก็นั่งยิ้มอยู่คนเดียว แม้ว่าผมจะเป็นคนแบบนี้ แต่ผมก็เป็นคนเซนซิทีฟ ผมไปทำรายการท่องเที่ยวและไปร้องเพลงที่อังกฤษด้วยกับ เป๊ก วงซีล ก็คิดในใจว่าจะมีคนมาดูเราร้องพลงเหรอ คนไทยที่ไปเรียนที่นู่นมีแต่คนรวยๆ เค้าไม่มาดูคนอย่างเราหรอก แต่พอไปร้าน คนแน่นมากครับ แน่นจนเดินไม่ได้

ผมนับถือ เป๊ก เป็นไอดอลของผม แล้ววันนึงผมได้นั่งร้องเพลงกับเค้า แล้วแววตาที่เค้ามองเราคือ เค้ามั่นใจในตัวเรา มันรู้สึกดีมาก พอเล่นเสร็จก็แยกกันไป แต่ก็ไลน์หาบอกความรู้สึก พี่เป๊กพิมพ์กลับมาบอกว่า กูรักเมิงนะ เท่านั้นแหละ น้ำตาไหล จากนั้นผมก็พิมพ์ไลน์หาพลอยกับพิชญ์ ขอบใจเพื่อนที่ทำให้มีวันนี้ แล้วเค้าก็วิดีโอคอลกลับมาถามว่าเป็นอะไรอีอ้วน เท่านั้นแหละร้องไห้อีกแล้ว 

แม้วันนี้ผมจะดัง แต่ก็เตือนตัวเองว่า ก่อนจะมีวันนี้เราก็เคยมีแค่ศูนย์มาก่อน ถ้าวันนึงมันจะกลับไปเป็นศูนย์อีกครั้ง ผมจะไม่เสียใจ และสามารถที่จะเล่าให้ลูกฟังได้ว่า ขึ้นเป็นก็ต้องลงให้เป็น ผมรู้ว่าวันนึงมันก็คงจะค่อยๆ ลง จนถึงจุดที่มันไม่มี แต่ช่วงที่เราขึ้นสูงมากๆ มีความสุขมากๆ เราได้ตักตวงความสุขนั้นไว้แล้ว.