บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แบ่งปันกันใช้รถยนต์ไฟฟ้า โตโยต้าจับมือจุฬาฯรับ Sharing Economy



ในโลกยุค 4.0 อย่างทุกวันนี้

แนวคิดสังคมเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน หรือ “แชร์ริ่ง อีโคโนมี” (Sharing economy) กำลังแผ่กระจายกว้างไกลไปตามการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ทำให้พฤติกรรมของคนในสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

โดยได้มีการนำแนวคิดแชร์ริ่ง อีโคโนมี มาปฏิบัติใช้กันอย่างเป็นรูปธรรมในหลากหลายธุรกิจ ไม่ได้จำกัดการใช้เฉพาะเพียงในโลกออนไลน์หรือโลกโซเชียล

เพราะแนวคิดนี้ได้ช่วยในเรื่องของความประหยัด ทั้งเรื่องการประหยัดต้นทุน การประหยัดเวลา และการประหยัดต่อทรัพยากร

ยิ่งเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้ช่วยย่อโลกทั้งใบมาอยู่บนมือถือ ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการ รวมถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งยังก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน หรือแบ่งปันกันอีกด้วย

ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งนอกจากมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ รุดหน้าไปมากตามโลกยุค 4.0 ในเรื่องของการสร้างรถยนต์รักษ์โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแล้ว

หลายบริษัทรถยนต์ยังได้เริ่มนำแนวคิด “การแบ่งปัน” หรือ “แชร์ริ่ง อีโคโนมี” มาปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม

แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องของการผลิตและการทำธุรกิจ เพื่อให้เกิดความประหยัดต่อต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่าย และลดการทำลายสิ่งแวดล้อม

สังคมแบ่งปันการใช้รถ

บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นและของโลกอย่าง “โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน” ถือเป็นหนึ่งในบริษัทรถยนต์ที่มีความมุ่งมั่นทั้งในเรื่องความพยายามสร้างรถยนต์รักษ์โลก การมีส่วนร่วมในการเข้าไปแก้ปัญหาจราจร และการเป็นมิตรกับสังคม

ทั้งยังเป็นหนึ่งในบริษัทรถยนต์ที่ให้ความสำคัญในเรื่อง “แชร์ริ่ง อีโคโนมี” พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นทั้งในส่วนของการผลิตรถยนต์และการใช้ชีวิตในสังคม

พร้อมมอบหมายพันธกิจให้บริษัทลูกของโตโยต้าที่ตั้งอยู่ในทั่วโลกต้องมีความจริงจังในภารกิจเหล่านี้

อย่างเช่น บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมสนองนโยบายบริษัทแม่อย่างเต็มที่

เห็นได้จากในแต่ละปี ได้ทุ่มงบและกำลังคนในการเข้าไปช่วยภาครัฐร่วมแก้ไขปัญหาการจราจร อาทิ โครงการถนนสีขาว ซึ่งได้ดำเนินโครงการมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2531 อันเป็นโครงการที่มุ่งส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับกฎและวินัยจราจร เพื่อหวังช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และ โครงการสาทรโมเดล ที่นำแนวคิด “จอดแล้วจร” (Park & Ride) มาใช้ให้เกิดเป็นจริง

ล่าสุด ได้ขานรับบริษัทแม่ในเรื่อง “แชร์ริ่ง อีโคโนมี” ด้วยการเปิดตัวโครงการ “CU TOYOTA Ha : mo” หรือ “ซียู โตโยต้า ฮา :โม” โครงการแบ่งปันรถกันใช้ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ในกรุงเทพมหานคร

โดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จับมือกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันทำโครงการทดสอบระบบการแบ่งปันรถกันใช้สำหรับการเดินทางส่วนบุคคล (Car Sharing) ในบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยการนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ EV มาให้บริการ เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระยะสั้นจากระบบขนส่งสาธารณะไปยังจุดหมายปลายทาง

ร่วมสร้างทางเลือกใหม่

“นินนาท ไชยธีรภิญโญ” ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวถึงโครงการ CU TOYOTA Ha:mo ว่าเกิดขึ้นเนื่องในโอกาสที่ในปีนี้เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 55 ปีของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และ 100 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทั้งโตโยต้าและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงจับมือกันผลักดันโครงการนี้ เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ในการเดินทาง หวังตอบสนองวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คนในสังคมเมืองและรองรับการเติบโตของสังคมอย่างยั่งยืน

ทั้งยังเป็นการสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในเรื่อง “ไทยแลนด์ 4.0” และ “ไทยแลนด์ สมาร์ท ซิตี้” หรือการทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองอัจฉริยะ

โดยโตโยต้าและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่างเห็นพ้องร่วมกันว่า จากสภาพปัจจุบันของกรุงเทพมหานคร ผู้คนจำนวนมากยังคงใช้วิธีการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเพื่อเข้าสู่เขตเมืองชั้นใน เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะรถไฟฟ้า ทำให้เกิดปัญหาด้านการจราจรติดขัดอย่างมากในชั่วโมงเร่งด่วน โดยดูจากจำนวนสถานีให้บริการรถไฟฟ้าในปัจจุบัน

แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ จากแผนขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑลจำนวน 10 สาย ของกระทรวงคมนาคม จะทำให้ผู้คนหันมาใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางแทนรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น การเชื่อมต่อการเดินทางระยะสั้นจากรถไฟฟ้าไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวก รวดเร็วและปลอดภัย จะเป็นที่ต้องการของผู้ใช้บริการมากขึ้นด้วยเช่นกัน

“เราจึงมีแนวคิดที่จะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กมาให้บริการเพื่อรองรับการเดินทางส่วนบุคคลนี้ เนื่องจากมีขนาดกะทัดรัด คล่องตัวและใช้พลังงานไฟฟ้าไม่มากในการขับเคลื่อน จึงมีความเหมาะสมกับการใช้งานในระยะทางสั้นๆมากกว่ารถประเภทอื่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน”

รถ “Ha:mo” คืออะไร

สำหรับคำว่า “Ha:mo” ย่อมาจาก “Harmonious Mobility Network” มีความหมายว่า “เครือข่ายการเดินทางที่สอดประสานกัน”

คำนี้เป็นคำของโตโยต้าที่มาจากแนวคิดในการสร้างเครือข่ายขนส่งสาธารณะขนาดเล็ก หรือ Ha:mo มารวมเข้าด้วยกันจนเป็นเครือข่ายขนาดยักษ์ครอบคลุมทั่วทั้งเมือง

โครงการ Ha:mo เกิดจากความมุ่งมั่นของโตโยต้าที่จะแก้ปัญหาในการเดินทางด้วยการเชื่อมต่อรถยนต์ส่วนบุคคลเข้ากับระบบขนส่งสาธารณะเพื่อให้การเดินทางสัญจรเป็นไปอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อโตโยต้าเชื่อว่านี่เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้

นั่นคือการนำยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กร่วมกันอย่าง Ha:mo มาให้บริการ ทำให้ผู้คนสามารถใช้ร่วมกันเพื่อเดินทางไปยังที่ต่างๆได้อย่างอิสระ โดยสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

นับว่าเหมาะกับการเดินทางระยะสั้นในสังคมเมือง โดยเมื่อขับรถไปถึงที่หมายแล้ว ผู้ใช้รถ Ha:mo สามารถจอดรถทิ้งเอาไว้ได้เลย

โดยรถ Ha:mo จะช่วยให้ผู้คนเดินทางจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทางได้ง่ายขึ้น

สำหรับระบบการเดินทางแบบ Ha:mo ได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกที่เมืองโตโยต้าซิตี้ กรุงโตเกียว เมืองโอกายามา และเมืองโอกินาวา จากนั้นได้ขยายโครงการไปยังประเทศฝรั่งเศส ในเมืองเกรโนเบิล

ล่าสุด โครงการนี้ได้ขยายมาที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ที่แรกที่โตโยต้าได้นำเอานวัตกรรมนี้มาใช้ ตั้งใจจะสร้างให้เป็นต้นแบบของแนวทางการเดินทางต่อเนื่องหลายรูปแบบ ที่ช่วยแก้ปัญหาการจราจรในประเทศตลาดเกิดใหม่

พร้อมเปิดใช้ปลายปีนี้

การทดลองระบบการแบ่งปันรถกันใช้ตามโครงการ CU TOYOTA Ha:mo จะแบ่งเป็น 2 ระยะ

ระยะแรกจะเรียกว่าช่วงพัฒนา ระหว่างเดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2562

หลังจากเสร็จสิ้นการดำเนินงานในระยะแรก ทางโครงการจะทำการทบทวนและสรุปผล เพื่อเข้าสู่ระยะที่สองในรูปแบบทางธุรกิจเต็มตัว

จากนั้นจะเชิญชวนให้ผู้ที่มีความสนใจเข้าร่วมลงทุน เพื่อขยายการให้บริการออกไปในพื้นที่ใกล้เคียงและพื้นที่อื่นๆ

สำหรับการดำเนินการโครงการในระยะแรกจะเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป โดยในช่วงระยะเริ่มต้นจะมีรถที่ให้บริการทั้งหมด 10 คัน และมีแผนจะเพิ่มจำนวนรถอีก 20 คัน
ในกลางปีหน้ารวมจำนวนรถทั้งสิ้น 30 คันที่จะให้บริการในช่วงระยะเวลา 2 ปี

ในส่วนของพื้นที่การให้บริการจะครอบคลุมในบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งสองฝั่ง มีสถานีจอดรถทั้งหมด 12 สถานี กระจายครอบคลุมเพื่อรองรับความต้องการใช้งาน พร้อมทั้งติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 10 สถานี และมีจำนวนช่องจอดรถให้บริการทั้งหมด 33 ช่องจอด

ทำให้สามารถอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการในการเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า ทั้งรถไฟลอยฟ้า บีทีเอส, รถไฟฟ้าใต้ดิน และรถโดยสารประจำทาง

กลุ่มเป้าหมายในการให้บริการ คือ นิสิต อาจารย์ บุคลากร และประชาชนทั่วไป

โดยผู้ใช้บริการจะต้องสมัครเป็นสมาชิกของโครงการผ่านระบบออนไลน์หรือมาสมัครด้วยตนเองที่สำนักงานโครงการที่ตั้งอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ค่าบริการเริ่มต้นที่ 30 บาทต่อครั้ง สามารถใช้รถได้ 20 นาที

นอกจากนี้ ยังวางแผนที่จะให้โครงการ CU TOYOTA Ha:mo เป็นเวทีเปิด เพื่อร่วมพัฒนาสู่นวัตกรรมการเดินทางของสังคมในอนาคต โดยมุ่งเน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมจากบุคคลและภาคประชาสังคมในเรื่องระบบการแบ่งปันรถกันใช้ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก อันเกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาสังคม

พร้อมเปิดโอกาสให้ทั้งบริษัทที่สนใจ นิสิตนักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ และองค์กรต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ จะช่วยให้สามารถรวบรวมแนวคิดต่างๆ คัดเลือกแนวทาง พัฒนาแผนโครงการ ตลอดจนทดลองใช้ในพื้นที่จริง ซึ่งจะเป็นแนวทางต่ออนาคตของระบบการแบ่งปันรถกันใช้ในประเทศไทย

เดินสายอวดโฉมรถ Ha:mo

แม้ว่าโครงการ CU TOYOTA Ha:mo จะเริ่มวิ่งใช้งานจริงๆคือเดือนธันวาคมนี้ แต่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ตั้งใจให้คนไทยได้ซึมซับรับรู้ในโครงการนี้แต่เนิ่นๆ เพื่อให้เมื่อเริ่มใช้งานจริงจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้อย่างที่ตั้งใจ

โตโยต้าจึงได้นำรถ Ha:mo มาอวดโฉมให้คนไทยได้คุ้นตากันก่อน

ด้วยการลงทุนจัดงาน “โตโยต้า เอ็กซ์โป 2017” ซึ่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่โตโยต้าจัดงานแสดงนิทรรศการนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของโตโยต้า

งานนี้โตโยต้าจะเดินสายจัดทั่วไทย โดยเริ่มที่กรุงเทพฯ ณ สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 3-13 สิงหาคมนี้

จากนั้นจัดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 2-10 กันยายน ณ เซ็นทรัลพลาซา จ.ขอนแก่น, ที่ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 14-21 กันยายน ณ เซ็นทรัลพลาซา แอร์พอร์ต จ.เชียงใหม่ และที่ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน-8 ตุลาคม ณ เซ็นทรัลเฟสติวัลหาดใหญ่ จ.สงขลา

สำหรับงานโตโยต้า เอ็กซ์โป 2017 ได้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 55 ปีของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จึงมีการถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาของโตโยต้ากับประเทศไทยตลอด 55 ปี รวมถึงการแสดงเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตในอนาคต ภายใต้แนวคิด “The Future is Here”

สะท้อนปรัชญาการดำเนินธุรกิจของโตโยต้าที่ว่า “เราจะเติบโตไปพร้อมกับสังคมที่เราเข้าไปดำเนินธุรกิจ”

โดยงานนี้นอกจากนำเสนอประวัติการดำเนินธุรกิจ รวมถึงหลักการสำคัญที่เป็นรากฐานทางธุรกิจของโตโยต้าตลอดระยะเวลา 55 ปีที่ผ่านมาแล้ว

ยังนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ของโตโยต้า ผ่านเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในแต่ละยุคสมัย

รวมทั้งการนำเสนอระบบการเดินทางทางเลือก (New Mobility Service in Thailand) เพื่ออำนวยความสะดวก และเพิ่มช่องทางการเดินทางในระยะสั้น ผ่านระบบ “Ha:mo” (Harmonious Mobility Network)

เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต และลักษณะการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมเมือง โดยจะเริ่มทดลองใช้ครั้งแรกในประเทศไทยภายในปีนี้

ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวย้ำ “ทั้งโตโยต้าและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่างหวังว่า โครงการ CU TOYOTA Ha:mo จะประสบความสำเร็จ คนไทยให้การยอมรับการใช้ Ha:mo โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในอนาคต”

ได้กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่สำหรับการเดินทางในสังคมเมือง

“เพราะหัวใจสำคัญของโครงการนี้ก็คือ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่ง เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงวิถีการเดินทาง อันจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติที่จะพัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืน”.

ทีมเศรษฐกิจ