วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อย่าเคลื่อนไหว! ‘บิ๊กตู่’ ฮึ่ม เบรก-พันธมิตร

‘สาธิต’ บี้ปธ.ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์ ปลดฟ้าแลบผู้ช่วยบิ๊กเต่างัดข้อกระบวนการ “สาธิต” ไล่บี้ ปธ.ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์ ลบครหาอิงแอบผู้มีอำนาจ แต่ “นิพิฏฐ์” บอกให้พันธมิตรฯทำใจรับแห้ว “เต้น” ยันไม่มีจัดม็อบเชียร์ “ปู” กรธ.แบ่งเค้ก 20 กลุ่มทึ้งเก้าอี้ ส.ว. กลุ่มทุนเล็กใหญ่เข้าคิวรอ แบ่งสายเลือกไขว้ป้องกันฮั้ว วางโทษการเมืองมีเอี่ยวเจอคุก-เว้นวรรค พร้อมรื้อหลักการเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่หมด เพิ่มโทษพวกนอนหลับทับสิทธิ์ ปชป.กระทุ้ง ส.ว.ลากตั้งถูกล็อกไว้หมดแล้ว 250 อรหันต์ค้ำอำนาจ คสช.ยาว “บิ๊กตู่” ปลดฟ้าผ่าผู้ช่วย “บิ๊กเต่า” ลือหึ่งงัดข้อ รมว.ทส.

จากท่าทีกลุ่มพันธมิตรฯที่ประกาศเดินหน้ากดดัน ป.ป.ช.ให้ยื่นอุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ 7 ต.ค.51 ทำให้หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าสถานการณ์การเมืองอาจร้อนแรงขึ้นนั้น ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กำชับเสียงเข้มห้ามทำให้เกิดความวุ่นวาย และให้เคารพคำตัดสินศาล

“บิ๊กตู่” นำทีมร่วมงาน 130 ปี จปร.

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 5 ส.ค. ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) จ.นครนายก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำคณะ อาทิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รวมถึง ผบ.เหล่าทัพ ได้แก่ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. รวมถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลนนท์ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เข้าร่วมงานวันสถาปนา ร.ร.จปร.ครบ 130 ปี พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สถาบันแห่งนี้ผลิตบุคลากรขึ้นมามากเพื่อดูแลรักษาประเทศชาติและแผ่นดิน รวมทั้งปลูกฝังระเบียบ วินัย วิชาการและค่านิยม

ฮึ่มใส่ พธม.อย่าขยับผิดกฎหมาย

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เตรียมยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้อุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อปี 2551 หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้อง ว่า ขอถามว่าเคลื่อนไหวได้หรือไม่ จะเคลื่อนไหวอะไรต้องขออนุญาต กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย จะมาอ้างแต่สิทธิมนุษยชน อ้างรัฐธรรมนูญไม่ได้ อ้างกันกี่ปีกี่รัฐบาลแล้ว ให้ไปดูกฎหมายลูกมีกี่ฉบับ อาทิ กฎหมายจราจร กฎหมายชุมนุม กฎหมายที่เกี่ยวกับการสร้างผลกระทบกิจกรรมอื่น ยังมีอีกเยอะแยะ ผิดกฎหมายพวกนี้ทั้งนั้น แต่มาอ้างว่ารัฐธรรมนูญให้ชุมนุมได้ ใช้ได้ที่ไหน ถ้าชุมนุมแล้วทำให้รถติดถือว่าละเมิดกฎหมายจราจร จึงต้องมีกฎหมายการชุมนุมออกมา ต่างประเทศก็มีกฎหมายแบบนี้

ให้เคารพคำตัดสินของศาล

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะไม่ใช่กฎหมายสกัดกั้นการชุมนุม ถ้าบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ปิดกั้นเสรีภาพ มันใช่ที่ไหน ประเทศนี้อยู่ได้ด้วยรัฐธรรมนูญเป็นกรอบใหญ่ ส่วนที่ทำให้บ้านเมืองสงบสุขสามารถทำอะไรได้ อยู่ที่กฎหมายลูก กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง หรือกฎหมายอื่น หากเราเขียนกรอบใหญ่ว่าชุมนุมได้ แต่ต้องชุมนุมโดยที่ไม่ขัดแย้งกับกฎหมายอื่น อยากให้สร้างความรับรู้ตรงนี้ด้วย สำหรับการตัดสินของศาลและกระบวนการยุติธรรม มีการตัดสินแล้วหลายคดี ขอให้เคารพการตัดสินของศาลด้วย แต่หากไม่เห็นชอบให้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่มีกระบวนการเยอะแยะมากกว่าไปชุมนุมต่อต้านสุดท้ายเกิดความขัดแย้ง ประเทศชาติก็ไม่ปรองดอง รัฐบาลทำงานไม่ได้ จึงขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกัน

“สาธิต” กดดัน ปธ.ป.ป.ช.ลบครหา

ขณะที่นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลฎีกาฯนั้นเป็นสิทธิ และมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะเรียกร้องให้ ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์ เพราะเป็นที่สนใจของสังคมนำไปเป็นบรรทัดฐานได้ จึงเห็นว่า ป.ป.ช.ควรยื่นอุทธรณ์คดี แต่หากไม่อุทธรณ์จะเกิดข้อสงสัยกับสังคมว่า ปฏิบัติหน้าที่เต็มที่แล้วจริงหรือ เนื่องจากบังเอิญว่าประธาน ป.ป.ช.ถูกสังคมตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัยว่าใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ และผู้ต้องหาในคดี อย่างไรก็ตาม อยากเรียกร้องให้แต่ละฝ่ายควรใช้สิทธิด้วยความสงบ และเคารพกฎหมาย รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียม ส่วนพันธมิตรฯก็ใช้สิทธิได้ตามกรอบ แต่ยังไม่ควรออกมาชุมนุม

“นิพิฏฐ์” บอกพันธมิตรฯทำใจได้

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯไม่น่าจะออกมาชุมนุม การไปพบปะกันก็เพื่อหารือหาวิธีต่อสู้คดี เพราะเป็นผู้เสียหาย เป็นเรื่องปกติที่จะหาทางอุทธรณ์คดี ไม่เห็นมีพันธมิตรฯคนไหนบอกว่าจะออกมาชุมนุมเคลื่อนไหว หรือกดดันเลย แต่ส่วนตนเห็นว่าเป็นเรื่องยากที่ ป.ป.ช.จะยื่นอุทธรณ์คดีนี้ พันธมิตรฯต้องทำใจ เพราะเดิมตอน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เข้ามาใหม่ๆ ป.ป.ช.เคยคิดจะถอนฟ้องอยู่แล้ว การถอนฟ้องคือการไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดี พอผลออกมาว่าคดียกฟ้องแล้วแพ้ แล้ว ป.ป.ช.จะอุทธรณ์ทำไม ถึงบอกว่าคงต้องทำใจ ถ้า ป.ป.ช.อุทธรณ์คดีนี้ถือว่าแปลกมาก

“เต้น” ยันไม่มีจัดม็อบเชียร์ “ปู”

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองก่อนวันพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วันที่ 25 ส.ค. ว่า คิดว่าประชาชนที่เห็นใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต่างมีวิจารณญาณของตัวเอง รู้ว่าควรแสดงออกอย่างไรให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่เกิดปัญหา เชื่อว่าไม่มีใครต้องการหาเรื่องหรือสร้างสถานการณ์ และมวลชนเสื้อแดงทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด ไม่ได้มีการจัดตั้งหรือวางแผนเคลื่อนไหว ทั้งก่อนหรือหลังวันพิพากษา เพราะฝ่ายปฏิบัติของคสช. พูดคุยกับมวลชนมาโดยตลอด ดังนั้น ขออย่ากังวลควรเคารพในสิทธิมนุษยชนให้เกียรติซึ่งกันและกัน

กรธ.แบ่งเค้ก 20 กลุ่มทึ้งเก้าอี้ ส.ว.

ช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่โรงแรมรอยัล พลา คลิฟ บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ระยอง มีการประชุมคณะ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่วันที่ 3 เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จากนั้นนายนรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. แถลงว่า กรธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.เบื้องต้นเสร็จแล้ว หลักการที่ กรธ.กำหนดไว้ คือ วุฒิสภาต้องไม่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง หรือพรรคการเมือง แยกกันเด็ดขาดระหว่างสภาสูงกับสภาล่าง ต้องทำหน้าที่เป็นสภาพลเมือง ห้ามนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดให้ ส.ว. มี 200 คน มาจาก 20 กลุ่ม ดังนี้ 1.กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง (ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร) 2.กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม (ผู้พิพากษา ตุลาการ อัยการ ตำรวจ ผู้ประกอบวิชาชีพ หรือสอนกฎหมายที่มิใช่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐ) 3.กลุ่มการศึกษา ได้แก่ ครู อาจารย์ นักวิจัย และผู้บริหารการศึกษา 4.กลุ่มการสาธารณสุข 5.กลุ่มอาชีพทำนา และปลูกพืชล้มลุก 6.กลุ่มอาชีพทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง

กลุ่มทุนเล็กใหญ่ดาหน้าเข้าคิว

นายนรชิตกล่าวว่า 7.กลุ่มอาชีพพนักงานหรือลูกจ้างที่มิใช่หน่วยงานรัฐ 8.กลุ่มอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และสาธารณูปโภค 9.กลุ่มประกอบกิจการค้า ธุรกิจ และอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม 10.กลุ่มอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ 11.กลุ่มสตรี 12.คนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มอัตลักษณ์อื่น 13.กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี นักกีฬา ดารา นักแสดง และบันเทิง 14.กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์ 15.กลุ่มสื่อสารมวลชน และผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม 16.ผู้ประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยวหรือบริการ 17.กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ 18.กลุ่มอุตสาหกรรม 19.กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพอาชีพอิสระ และ 20.กลุ่มด้านอื่นๆ นอกเหนือจาก 19 กลุ่มข้างต้น

1 คนเลือกได้ 1 กลุ่มห้ามเหวี่ยงแห

โฆษก กรธ.กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องคุณสมบัติ ให้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้วินิจฉัยว่าผู้สมัครอยู่ในกลุ่มใด หากเข้าได้หลายกลุ่ม ต้องเลือกสมัครได้เพียงกลุ่มเดียว และกำหนดหลักฐานประกอบการสมัครให้ชัดเจน ไม่ต้องให้ใครมารับรอง หรือรับการยืนยันว่าอยู่กลุ่มใด ไม่ให้ยุ่งยาก หากมีการคัดค้าน ให้ กกต.วินิจฉัยและให้ถือเป็นที่สิ้นสุดและมีเงื่อนไขว่าต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เคยศึกษา หรือทำงานอยู่ตามระยะเวลาที่กำหนด คือ ไม่น้อยกว่า 3 ปี ส่วนค่าสมัครอยู่ที่ 2,500 บาท หรือครึ่งหนึ่งของค่าสมัคร ส.ส. ใครสมัครแล้วไม่มีชื่อให้ยื่นคำร้องต่อ กกต.ภายใน 7 วัน ส่วนวิธีการเลือกให้เริ่มเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอทั้ง 20 กลุ่ม ขั้นตอนแรกให้แต่ละกลุ่มเลือกกันเองจากผู้สมัครทั้งหมดภายในกลุ่ม ให้เหลือ 5 คน จากนั้นให้เลือกไขว้กับกลุ่มอื่น ให้เหลือกลุ่มละ 3 คน เป็นตัวแทนระดับอำเภอ แต่หากคะแนนเท่ากันให้จับสลาก ถ้ากลุ่มใดไม่มีคนสมัครให้ส่งไประดับจังหวัดเท่าที่มี

แบ่งสายเลือกไขว้ป้องกันฮั้ว

นายนรชิตกล่าวว่า ส่วนขั้นตอนการเลือกไขว้ กรธ.ยังมี 2 แนวคิด คือ 1.ให้เลือกไขว้กันทุกกลุ่ม 2.แบ่งเป็นสายจับสลากว่ากลุ่มใดอยู่สายไหน เหมือนการแบ่งสายแข่งฟุตบอลโลก จากนั้นจับสลากอีกครั้งว่าสายใดต้องเลือกไขว้กับสายใด ส่วนการเลือกระดับจังหวัด ให้ใช้วิธีเดียวกับระดับอำเภอ โดยเลือกให้เหลือตัวแทนจังหวัดกลุ่มละ 1 คน ส่งผลให้ตัวแทนแต่ละจังหวัดจะมีไม่เกิน 20 คน จากนั้นในการเลือกระดับประเทศจะใช้วิธีการเดียวกัน และต้องเลือกให้เหลือกลุ่มละ 10 คน รวมแล้วจะได้ ส.ว.ทั้งหมด 200 คน เมื่อเลือกเสร็จให้ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 7 วัน

การเมืองเอี่ยวเจอคุก–เว้นวรรค

นายนรชิตกล่าวอีกว่า ส่วนข้อห้ามและบท ลงโทษ คือ ห้ามหาเสียงไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แต่ให้ทำประวัติเป็นเอกสารแนะนำตัวได้ โดยส่งให้ กกต.จัดทำและส่งให้ผู้สมัคร ส่วนบทลงโทษเป็นไปตามหลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับเดิมปี 2550 แต่กำหนดโทษใหม่ 3 ประเด็น คือ 1.กรณีมีผู้สนับสนุนให้ผู้สมัคร หรือจ้างคนมาสมัครหรือไม่ให้สมัคร เพื่อตนเองหรือผู้อื่น 2.กรณีกรรมการบริหารพรรคการเมือง ส.ส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือผู้สมัครให้เป็น ส.ว. 3.การจูงใจให้มาซื้อขายเสียง ทั้งการให้เงินหรือการข่มขู่ ทั้ง 3 ข้อนี้จะมีบทลงโทษจำคุกระหว่าง 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

รื้อหลักการเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่หมด

ต่อมาเวลา 15.30 น. นายนรชิตแถลงเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ว่า เรื่องเขตเลือกตั้ง กกต.ให้ใช้เกณฑ์ขั้นต่ำ 1,000 คน จากเดิม 800 คนเป็น 1 หน่วยเลือกตั้ง และจากเดิมที่เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ปรับเปลี่ยนเป็นให้ผู้สมัครแต่ละเขตจับสลากเบอร์ของตัวเองตามลำดับการสมัคร ไม่จำเป็น ต้องมีเบอร์หมายเลขพรรคเหมือนกัน ส่วนการนับผลคะแนน กรธ.เห็นว่าควรนับที่หน่วยเลือกตั้งเพื่อความรวดเร็วขึ้น แต่ต้องมีมาตรการป้องกันหีบบัตรให้รัดกุม เรื่องของการหาเสียงออนไลน์ ให้ทำได้และให้รวมเป็นค่าใช้จ่ายด้วย ส่วนเรื่องการลงคะแนนสามารถลงคะแนนได้โดยบัตร หรือเครื่องลงคะแนน โดยกรณีของเครื่องลงคะแนน กรธ.ได้ตั้งเงื่อนไขไว้ 3 ประการคือ 1.ต้องสร้างหลักประกันว่าจะขจัดการทุจริตได้ดีกว่าใช้บัตร 2.ค่าใช้จ่ายต้องถูกกว่าเดิม และ 3.ประกันเรื่องความลับของผู้ที่มาลงคะแนน และได้ขยายเวลาการใช้สิทธิเลือกตั้งไปอีก 1 ชั่วโมง จากเดิมเวลา 08.00-15.00 น. เป็น 08.00-16.00 น.

เพิ่มโทษพวกนอนหลับทับสิทธิ์

นายนรชิตกล่าวอีกว่า สำหรับโทษของบุคคลที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในทุกระดับ รวมทั้งการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยไม่มีเหตุผลสมควร จะถูกตัดสิทธิ์การเลือกตั้ง 2 ปี และไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองได้ทุกระดับ รวมทั้งการสมัครองค์กรอิสระ และถ้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ให้พ้นจากตำแหน่งทันที เพราะผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมืองควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้ประชาชน ถ้ายังไม่ไปใช้สิทธิ์อีกให้ตัดสิทธิ์เป็นเวลา 2 ปีต่อไปอีก ส่วนการร้องคัดค้าน ผู้ร้องควรไปยื่นคำร้องต่อ กกต.ในฐานะเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง และให้ กกต.เป็นผู้วินิจฉัย แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิ์ผู้ร้องในการอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

“นิพิฏฐ์” เมินลากตั้งถูกล็อกไว้แล้ว

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี กรธ.จัดแบ่งกลุ่มที่มา ส.ว. เป็น 20 กลุ่มตามสาขาอาชีพ ว่า ต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง เท่าที่ทราบเป็นการแบ่งตามที่รัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดไว้ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่ที่น่าติดตามคือเขาจะกำหนดวิธีการได้มาซึ่ง ส.ว.ทั้ง 20 กลุ่มนี้อย่างไร จะมีวิธีการคัดเลือก หรือสรรหากันอย่างไร และแต่ละกลุ่มสาขาอาชีพจะมีสัดส่วน ส.ว.เท่าเทียมกัน หรือจะกำหนดให้ความสำคัญกับกลุ่มสาขาอาชีพไหนมากน้อยต่างกันอย่างไร เช่น กลุ่มชาวนาจะได้จำนวนเท่ากลุ่มนักธุรกิจหรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า คสช.คงมีคนในใจอยู่แล้วว่าจะหยิบใครมาตั้งให้เป็น ส.ว. พูดประสาชาวบ้านเข้าใจง่าย คือ คสช.จะเลือกใคร 200 คนมาเป็น ส.ว. แล้วกำหนดให้กระจายตามกลุ่มที่กำหนดให้ จากนั้นก็เลือกมาอีก 50 คนแซมเพิ่มไม่ให้น่าเกลียด โดยสรุปคือ ส.ว.จะถูกล็อกโดยผู้มีอำนาจไว้แล้วทั้งสิ้น

250 อรหันต์ค้ำอำนาจให้ คสช.

นายนิพิฏฐ์กล่าวอีกว่า ที่กังวลคือน่าเห็นใจประเทศชาติ เพราะ ส.ว.250 คนที่ถูกแต่งตั้งมานี้ จะเป็นคนค้ำอำนาจของ คสช.ต่อไป น่าคิดว่าประเทศในระบอบประชาธิปไตยจะปกครองด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ปกครองด้วยรัฐบาล เพราะรัฐบาลที่ดีมีธรรมาภิบาล จะเป็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้กฎหมายทั้งสิ้น ที่บอกว่าเป็นห่วง หรือวิตกกังวลคือ ในอนาคตหากต้องการแก้ไขกฎหมายที่พบว่ามีข้อบกพร่อง ที่สุดจะเกิดปัญหาอื่นตามมาอีก ส่วนรัฐบาลในอนาคตเรายังไม่รู้ว่าจะได้ใครมาเป็นรัฐบาล อาจเป็นคนในรัฐบาลนี้เป็นต่อ หรือรัฐบาลใหม่ก็ได้ แต่ขอให้หลักคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นใครที่จะมาเป็นรัฐบาลในอนาคต ขอให้คิดถึงรัฐชาติ และคิดถึงผลประโยชน์ประเทศชาติ และประชาชน ดีกว่าออกกฎหมายมาเพื่อรองรับอำนาจ

“พิชัย” พาสชั้นท้าดีเบตมือ ศก.

อีกเรื่อง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ บก.ปอท. และได้รับแจ้งว่า พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เจ้าหน้าที่การข่าวฝ่ายความ มั่นคง แจ้งความกล่าวหาตนว่าให้ข้อมูลบิดเบือนตั้งแต่ปี 2557 โดยเฉพาะกรณีออกมาเตือนทฤษฎีกบต้มที่เริ่มชัดเจนขึ้น โดยให้ดำเนินคดีตามมาตรา 14 (1) (2) (5) ประชาชนน่าจะใช้วิจารณญาณได้ว่าการกระทำของผู้แทน คสช.มีจุดมุ่งหมายเช่นไร แต่ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจเข้าพบพนักงานสอบสวน และยืนยันว่าทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ข้อมูลทุกอย่าง เป็นข้อมูลของรัฐ ตรวจสอบได้หมดไม่ได้บิดเบือน วิเคราะห์ตามหลักการสากล หากรัฐบาลมีความเห็น ต่างน่าจะให้ผู้รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจออกมาชี้แจง การถกเถียงด้านเศรษฐกิจเพื่อหาทางออก น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารประเทศควรนำไปศึกษาปรับปรุง มากกว่ามาดำเนินคดีเช่นนี้ เพราะการปิดกั้นความเห็นนอกจากแสดงถึงความไม่มั่นใจของรัฐบาลต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ยังทำลายความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ขนาดเสรีภาพความเห็นทางเศรษฐกิจยังถูกปิดกั้น จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ลงไปอีก

ปชป.ชมเปาะ “บิ๊กตู่” กล้าผ่า รฟท.

วันเดียวกัน นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กชื่นชมรัฐบาลว่า “ประมูลใหม่รถไฟทางคู่ ประหยัดงบอื้อ” หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ใช้อำนาจมาตรา 44 ปรับปรุงการบริหารงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เน้นการประมูลก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง และตนเคยตั้งข้อสังเกตว่าการประมูลไม่ชอบมาพากล พร้อมเสนอให้จัดประมูลใหม่ ขณะนี้ รฟท.จัดประมูลโครงการรถไฟทางคู่เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ครั้งใหม่เสร็จแล้ว ปรับลดราคากลางจากเดิม 8,076 ล้านบาท เป็น 7,305 ล้านบาท เปิดโอกาสให้ผู้รับเหมาขนาดกลางร่วมด้วย ทำให้มีการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพและราคา ปรากฏว่าบริษัทที่ชนะการประมูลเสนอราคา 5,807 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางถึง 1,498 ล้านบาท หรือ 20.5 เปอร์เซ็นต์ แค่โครงการเดียวยังประหยัดงบฯได้ถึง 2,269 ล้านบาท ถ้าหลายโครงการรวมกันจะประหยัดงบได้มหาศาล ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่หาญกล้า ขอเป็นกำลังใจ และขอให้ทำเช่นนี้กับโครงการอื่นด้วย

กระตุ้นเอกชน—มหาลัยเน้นวิจัย

ขณะที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ต้องการให้มหาวิทยาลัยสร้างงานวิจัยที่ตอบโจทย์ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย อยากให้ภาคธุรกิจเอกชนลงทุนกับการวิจัยให้มากขึ้น รัฐบาลพยายามผลักดันและวางกลไกส่งเสริมงานวิจัย เช่น ใช้มาตรา 44 ปฏิรูประบบวิจัยของประเทศ ตั้งสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ออกมาตรการยกเว้นด้านภาษี และยังมีแนวคิดพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ ทุกภาคส่วนควรใช้โอกาสนี้สร้างการลงทุน รัฐบาลทำเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ จึงขอความร่วมมือทุกภาคส่วนเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน

โพลชี้ปัญหารัฐบาลแก้ไม่ตรงจุด

อีกเรื่องสวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความเห็นประชาชน “ปัญหาของรัฐบาลในสายตาประชาชน” พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 65.7 ระบุว่ามีหลายปัญหาที่ยังแก้ไม่ตรงจุด รองลงมาขอให้รัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหาเพื่อบ้านเมืองต่อไป ส่วน 5 ปัญหาหนักอกที่อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขคือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง รองลงมาคือ การทุจริตคอร์รัปชัน ความขัดแย้งขาดความสามัคคี ปัญหายาเสพติด และปัญหาน้ำท่วม เมื่อถามถึงความพึงพอใจต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาล ร้อยละ 43.61 ระบุค่อนข้างพอใจ คุมสถานการณ์และแก้ปัญหาต่างๆได้ มีแผนการทำงานเป็นระยะชัดเจน แต่ร้อยละ 31.36 ระบุว่าไม่ค่อยพอใจ ยังทำงานล่าช้า สถานการณ์การเมืองยังไม่ดีขึ้น

หนุนบันทึกวีดิโอตอนสอบปากคำ

ด้านนิด้าโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ปฏิรูปตำรวจอย่างไรจึงจะได้ใจประชาชน” พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 69.75 เห็นด้วยให้แยกระบบงานสอบสวนออกไป เพื่อสร้างหลักประกันความเป็นอิสระ และความยุติธรรมในการดำเนินคดีอาญาแก่ประชาชน ป้องกันการใช้อำนาจสอบสวนในทางที่ผิด มีเพียงร้อยละ 24.31 ที่ไม่เห็นด้วย หากแยกออกไปอาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อนล่าช้า เมื่อถามถึงการให้พนักงานอัยการมีอำนาจตรวจสอบควบคุมการสอบสวนคดีที่มีโทษจำคุกเกิน 5 ปี หรือคดีที่มีการร้องเรียน ร้อยละ 79.83 ระบุว่าเห็นด้วย เป็นการป้องกันการทุจริตในระบบงานสอบสวน เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และส่วนใหญ่ยังเห็นด้วยกับการออกหมายเรียกบุคคลมาแจ้งข้อหา หรือเสนอศาลออกหมายจับ ควรได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการ และส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 90.31 เห็นด้วยที่จะให้มีการบันทึกภาพและเสียงการสอบปากคำบุคคล เป็นหลักฐานไว้ให้อัยการและศาลตรวจสอบได้เมื่อจำเป็นทุกคดี เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามที่กำหนด

“บิ๊กตู่” ปลดฟ้าผ่าผู้ช่วย “บิ๊กเต่า”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ว่า มีการเผยแพร่คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เรื่องให้ น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ พ้นจากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. และตั้ง พล.อ.เอกชัย จันทร์ศรี อดีตสมาชิก สปท. และอดีตที่ปรึกษา รมว.ทรัพยากรฯ (สมัย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็น รมว.ทรัพยากรฯ) มาทำหน้าที่แทน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เพราะ น.ส.ภาวิณีจะครบวาระดำรงตำแหน่ง 1 ปี ในเดือน ม.ค.2561 และยังเป็นภรรยาของนายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพิ่งเกษียณอายุราชการเมื่อเดือน ก.ย.2559 ก่อนหน้านี้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯ จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วย รมต. แต่เมื่อเข้ามาทำงาน ปรากฏว่ามีความเห็นที่ตรงข้ามกันในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องมุมมอง แนวทาง นโยบายการบริหารบุคคล จนอาจเกิดความหวาดระแวง เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์สอบถาม พล.อ.สุรศักดิ์ แต่ไม่สามารถติดต่อได้