บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปัญหาทะเลจีนใต้ ความท้าทายบนเวทีรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 50

“เนื้อหาในแถลงการณ์ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่” นี่คือคำกล่าวของ นาย อลัน ปีเตอร์ คาเยตาโน่ รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างการพูดคุยพิเศษกับกลุ่มผู้สื่อข่าวจากอาเซียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสื่ออาเซียนหรือ ASEAN Media Forum ที่ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกพร้อมๆ กับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 50 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าเนื้อหาที่เกี่ยวกับ “ปัญหาทะเลจีนใต้” ในร่างแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีอาเซียนอ่อนเกินไป ไม่มีแม้แต่ข้อแสดงความกังวลเกี่ยวกับกิจกรรมทางทหารของจีนในพื้นที่พิพาท

รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ถ้อยคำที่แข็งกร้าวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความรู้สึกและภูมิหลังของแต่ละประเทศเกี่ยวกับปัญหานั้นๆ แต่ที่สำคัญคือถ้อยคำในแถลงการณ์ควรสะท้อนถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น สามารถที่จะแสดงความกังวลต่อเรื่องที่อ่อนไหว จุดยืนของฟิลิปปินส์คือต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทหยุดการทำกิจกรรมทั้งหมดในพื้นที่และหันมาสร้างความเชื่อใจซึ่งกันและกัน

นาย คาเยตาโน่ ระบุต่อว่า ถึงแม้ฟิลิปปินส์จะเป็นฝ่ายชนะในการยื่นเรื่องให้อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศตัดสิน ซึ่งผลคือจีนไม่สามารถอ้างสิทธิ์ครอบครองพื้นที่พิพาทได้แต่ในการบังคับทางกฎหมายกลับไม่มีผลและยิ่งทำให้มีความตึงเครียดมากขึ้น รัฐบาลฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต้ จึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาด้วยการเริ่มเจรจาในแบบทวิภาคีกับจีน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ผลที่ได้คือชาวประมงฟิลิปปินส์สามารถกลับไปหาปลาในเขตพื้นที่พิพาทได้อีกครั้ง จีนและฟิลิปปินส์มีความร่วมมือในการลาดตระเวนตามแนวชายฝั่งและที่สำคัญคือจีนให้หลักประกันว่าจะไม่สร้างสิ่งก่อสร้างแนวเขตแนวหินโสโครกสะกาโบโร่

รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ย้ำว่า จุดหมายของฟิลิปปินส์ยังไม่เปลี่ยนแต่เลือกหนทางใหม่เพื่อให้ไปถึงจุดนั้น พร้อมย้ำว่าการให้การต้อนรับของเจ้าภาพฟิลิปปินส์จะทำให้ชาติสมาชิกอาเซียนสามารถมีฉันทามติในเรื่องนี้ได้และจะไม่เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนกับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงพนมเปญประเทศกัมพูชาเมื่อปี 2555 ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อาเซียนที่ไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้เนื่องจากไม่สามารถหาฉันทามติจาก 10 ชาติสมาชิกได้

แต่ทั้งนี้ เวียดนาม 1 ในชาติที่อ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ได้เรียกร้องขอให้ชาติสมาชิกอาเซียนแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวมากกว่านี้ต่อปัญหาดังกล่าว และยืนยันว่าต้องการให้ระบุข้อกังวลเกี่ยวกับการก่อสร้างทางทหารของจีนในพื้นที่พิพาท รวมถึงระบุให้ชัดเจนว่าต้องการให้แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ หรือ Code of Conduct ต้องมีผลผูกพันทางกฎหมายซึ่งเป็นสิ่งที่จีนไม่เห็นด้วย

โดยประเทศที่อ้างสิทธิเหนือทะเลจีนใต้ประกอบด้วย จีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม บรูไนและไต้หวัน ก่อนหน้านี้ในการประชุมอาเซียน ฟิลิปปินส์และเวียดนามเป็นประเทศที่แสดงจุดยืนแข็งกร้าวในเรื่องนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งฟิลิปปินส์เปลี่ยนรัฐบาล โดยล่าสุดอาเซียนและจีนสามารถตกลงในเรื่องกรอบแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ท่ามกลางความคาดหวังว่าจะได้เห็นรายละเอียดและความชัดเจนว่าจะมีผลผูกพันในทางกฎหมายหรือไม่ แต่นักวิเคราะห์มองว่าการเจรจากว่าจะได้กรอบของแนวปฏิบัติต้องใช้เวลานานถึง 15 ปี เมื่อรวมถึงท่าทีของฟิลิปปินส์ประธานอาเซียนในปีนี้แล้วอาจจะไม่ได้เห็นความคืบหน้าในรายละเอียดของแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้เท่าไรนัก

การตัดสินใจของอาเซียนซึ่งตั้งอยู่บนฉันทามติที่ทั้ง 10 ชาติสมาชิกต้องเห็นตรงกันบนพื้นฐานที่ปฏิบัติกับทุกประเทศอย่างเท่าเทียม ทำให้ปัญหาทะเลจีนใต้ถือเป็นหนึ่งในบททดสอบที่สำคัญอีกครั้งในความเป็นเอกภาพของอาเซียนหลังจากตั้งมาครบ 50 ปีในปีนี้โดยความเป็นเอกภาพของอาเซียนเป็นปัจจัยสำคัญต่ออนาคตของอาเซียนต่อจากนี้และจะเป็นภูมิคุ้มกันจากประเทศมหาอำนาจที่แข่งขันในการขยายอิทธิพลมายังภูมิภาค

สำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-8 สิงหาคม 2560 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์