บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โอละพ่อ! เด็ก13ปี กุเรื่องถูกอุ้มขึ้นรถตู้ สารภาพทำไปเพราะกลัวถูกตี

อุบลราชธานี วุ่นทั้งเมือง! เด็กชายวัย 13 ปี อ้างถูกเพื่อนบ้านจับอุ้มขึ้นรถตู้ อาศัยจังหวะคนร้ายเผลอวิ่งซ่อนตัวในโรงพยาบาล สุดท้ายโอละพ่อเด็กกุเรื่องเพราะกลัวโดนตีเหตุกลับบ้านผิดเวลา

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 ส.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในกลุ่มไลน์หัวหน้าส่วนราชการได้มีการแชร์รูปภาพนายสมชัย บูรณะ นายอำเภอน้ำยืน เข้าไปรับตัวเด็กชายอั๋น (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี พร้อมโพสต์ข้อความระบุว่า มีเหตุลักพาเด็ก จำนวนประมาณ 10 คน มีเด็กผู้ชาย ประมาณ 5 คน เด็กผู้หญิง ประมาณ 5 คน จาก บ้านโนนเจริญ ต.สีวิเชียร อ.น้ำยืน โดยเด็กกระโดดลงจากรถบริเวณหน้า รพ.เดชอุดม ได้ 1 คน คนร้ายใส่หมวกไหมพรม คลุมหน้า 2 คน พูดภาษาเขมร มียานพาหนะเป็นรถตู้สีขาว หลังจากข้อความดังกล่าวถูกโพสต์ ได้มีการแชร์ต่อไปอย่างรวดเร็วในกลุ่มของหัวหน้าส่วนราชการก่อนจะออกไปยังแฟนเพจเฟซบุ๊กชื่อดังของ จ.อุบลราชธานี 

สืบเนื่องจากกรณีดังกล่าว พ.ต.อ.สุธี เศรษฐวงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรน้ำยืน เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการแชร์เรื่องดังกล่าวผ่านโลกโซเชียล ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองได้นำกำลังเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ ที่เด็กชายอั๋นให้การตั้งแต่ออกจากบ้านจนถึงที่เกิดเหตุ แต่ก็ไม่พบรถตู้ตามที่เด็กชายอั๋นให้การแต่อย่างใด 

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เชิญผู้ปกครองและเด็กชายอั๋นมาพูดคุยจนสามารถสรุปสาเหตุทั้งหมด โดยเกิดมาจากเด็กชายอั๋นมักจะออกไปเล่นกับเพื่อนแล้วกลับเข้าบ้านไม่เป็นเวลา โดยวันเกิดเหตุ (4 ส.ค.60) เด็กชายอั๋นได้ไปหาปลากับเพื่อนแล้วกลับบ้านค่ำด้วยเกรงว่าน้าซึ่งเป็นผู้ปกครองจะทำโทษด้วยการตี ซึ่งโดนตีเป็นประจำ เนื่องจากกลับบ้านค่ำจึงได้โบกรถสามล้อไปยังโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดมแล้วนั่งรอบนรถกระบะของลุงซึ่งมานอนเฝ้าไข้ญาติที่โรงพยาบาลอยู่แล้ว เมื่อลุงของเด็กชายอั๋นลงมาพบว่าหลานชายนั่งรออยู่บนรถจึงได้สอบถาม เด็กชายอั๋นจึงกุเรื่องขึ้นว่าถูกรถตู้เพื่อนบ้านจับลักพาตัวขึ้นรถตู้มาก่อนจะหนีออกมาได้ขณะที่จอดซื้อส้มตำ 

พ.ต.อ.สุธี ยังกล่าวอีกว่าสำหรับเรื่องราวต่างๆ ที่เผยแพร่ทางโซเชียลนั้น ขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดความแตกตื่นข้อมูลข่าวสารต้องมีการตรวจสอบหรือเสพจากสื่อที่สามารถเชื่อถือได้ก่อนที่จะเกิดความวุ่นวายดังกล่าว และขอให้ชาวเน็ตที่แชร์เรื่องราวดังกล่าวออกไปให้ลบหรือหยุดแชร์เนื่องจากไม่เป็นความจริง