วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คน 69.75% หนุนแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจ เชื่อเพิ่มความโปร่งใส ยุติธรรม

คนส่วนใหญ่ 69.75% หนุนแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจ เพิ่มโปร่งใส อีก 79.83% เห็นด้วยให้อัยการควบคุมการสอบสวนคดีโทษจำคุกเกินห้าปี หรือคดีที่มีการร้องเรียน และ 90.31% ต้องการให้บันทึกภาพ-เสียง สอบปากคำบุคคลเป็นหลักฐาน...

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งร่วมกับคณะนิติศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ปฏิรูปตำรวจอย่างไรจึงจะได้ใจประชาชน” จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไปทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,003 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจในระบบงานสืบสวนสอบสวน ซึ่งเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการแยกระบบงานสอบสวนออกจากตำรวจ เพื่อสร้างหลักประกันความเป็นอิสระและความยุติธรรมในการดำเนินคดีอาญาให้กับประชาชน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 69.75 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะเป็นการแยกระบบงานจับกุมและงานสอบสวนออกให้เป็นสัดส่วน เช่นเดียวกับในบางประเทศที่ใช้ระบบดังกล่าว เป็นการช่วยลดภาระงานของตำรวจ และป้องกันการใช้อำนาจในการสอบสวนในทางที่ผิด สร้างความเชื่อมั่นในระบบงานสอบสวนมากขึ้น มีความโปร่งใสและยุติธรรมมากขึ้น และประชาชนต้องการเห็นแนวทางใหม่ๆ ในการปฏิรูปตำรวจ

รองลงมา ร้อยละ 24.31 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะการสืบสวนสอบสวนถือเป็นหน้าที่ของตำรวจ ซึ่งมีความเชื่อมั่นว่าสามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ดี เพราะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ หากแยกงานระบบสอบสวนออกไป อาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อน ล่าช้า และขาดความต่อเนื่อง ร้อยละ 0.55 ระบุว่า จะเป็นหน่วยงานใดสอบสวนก็ได้ แต่ขอให้เกิดความยุติธรรมกับทุกๆ ฝ่าย และร้อยละ 5.39 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการให้พนักงานอัยการ มีอำนาจตรวจสอบควบคุมการสอบสวนคดีที่มีโทษจำคุกเกินห้าปี หรือคดีที่มีการร้องเรียน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 79.83 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะเป็นการป้องกันการทุจริตในระบบงานสอบสวน เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนที่ไม่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย ที่อาจโดนยัดเยียดข้อกล่าวหาจนนำไปสู่การจับผู้ต้องหาผิดตัว ซึ่งอัยการเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านกฎหมาย มีความน่าเชื่อถือ เป็นการถ่วงดุลอำนาจ แบ่งการทำงาน ช่วยกันดูแลตรวจสอบ และมีความเป็นกลางมากขึ้น

ขณะที่ ร้อยละ 12.83 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะมีฝ่ายที่คอยตรวจสอบและควบคุมอยู่แล้ว อัยการมีภาระงานเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว อาจเกิดความซ้ำซ้อน อีกทั้งไม่มั่นใจในเรื่องของความโปร่งใส ความเป็นกลาง และประสบการณ์ในการควบคุมงานสอบสวนของอัยการ ร้อยละ 0.35 ระบุว่า ขึ้นอยู่กับรูปคดี และควรพิจารณาเป็นรายคดีไป และร้อยละ 6.99 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกหมายเรียกบุคคลมาแจ้งข้อหาหรือเสนอศาลออกหมายจับ ควรได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.61 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะเป็นการทำงานร่วมกันหลายๆ ฝ่าย กระบวนการต่างๆ จะได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชัดเจน ป้องกันการจับแพะ หรือการยัดเยียดคดีให้กับผู้ต้องหา เป็นการสร้างความโปรงใส่และความยุติธรรมให้กับผู้ต้องหามากขึ้น รองลงมา ร้อยละ 29.15 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะกระบวนการต่างๆ อาจจะล่าช้า และยุ่งยากจนเกินไป อาจส่งผลเสียต่อรูปคดี เพราะบางคดีต้องใช้ความรวดเร็วในการออกหมายจับ และยังไม่เชื่อมั่นต่อการพิจารณาและการตัดสินใจของอัยการ ร้อยละ 0.65 ระบุว่า ขึ้นอยู่กับรูปคดี และควรพิจารณาเป็นรายคดีไป และร้อยละ 7.59 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการให้มีการบันทึกภาพและเสียงการสอบปากคำบุคคลเป็นหลักฐานไว้ให้อัยการและศาลตรวจสอบได้เมื่อจำเป็นทุกคดี เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามที่กำหนด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 90.31 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะจะได้มีหลักฐานเก็บไว้เพื่อการตรวจสอบ หลักฐานที่มีอยู่จะเป็นหลักฐานที่แท้จริง ไม่มีการบิดเบือน ในกรณีที่เกิดปัญหาการร้องเรียน เช่น การข่มขู่ผู้ต้องหา จะได้มีหลักฐานยืนยัน ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ต้องหาและเจ้าพนักงานสอบสวน เป็นการป้องกันความคลาดเคลื่อนของรูปคดี และสร้างมาตรฐานใหม่ในการสอบสวนหรือการให้ปากคำ

ขณะที่ร้อยละ 6.84 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป การสอบปากคำควรเป็นความลับ ทั้งนี้ผู้ต้องหาอาจถูกบังคับ หรือข่มขู่ให้พูดในสิ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตของผู้ให้ปากคำ กรณีหากมีข้อมูลรั่วไหลออกมา ร้อยละ 0.80 ระบุว่า ขึ้นอยู่กับรูปคดี และควรพิจารณาเป็นรายคดีไป และร้อยละ 2.05 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ