วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กรธ. เคาะที่มา ส.ว. จาก 20 กลุ่ม แบ่งสายกันทุจริต เพิ่มโทษใหม่ 3 กรณี

กรธ.เคาะที่มา ส.ว. มี 200 คน มาจาก 20 กลุ่ม แบ่งสายเลือกไขว้สกัดฮั้วในพื้นที่ เพิ่มโทษใหม่ 3 ประเด็น ซื้อ-ขายเสียง ข่มขู่ จ้างลงคะแนน เจอคุก 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่น-สองแสน แบนเลือกตั้ง 10 ปี

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. เวลา 09.30 น.ที่โรงแรมรอยัล พลา คลิฟ บีช จ.ระยอง มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่เป็นวันที่ 3 เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 3 ฉบับ โดยช่วงเช้านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. เป็นประธานการประชุม เป็นการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จากนั้นเวลา 10.00 น. นายนรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. แถลงว่า ขณะนี้ กรธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.เสร็จแล้วในเบื้องต้น

โดยหลักการที่ กรธ.กำหนดไว้ คือ วุฒิสภาต้องไม่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือพรรคการเมือง แยกกันเด็ดขาดระหว่างสภาสูงกับสภาล่าง วุฒิสภาต้องทำหน้าที่เป็นสภาพลเมือง ห้ามนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง กรธ.กำหนดไว้ว่า ให้ส.ว.มี 200 คน มาจาก 20 กลุ่ม ดังนี้

1.กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง (ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร แต่ไม่รวมผู้พิพากษา ตุลการ อัยการ ตำรวจ ข้าราชการครูและอาจารย์)
2. กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม (ผู้พิพากษา ตุลการ อัยการ ตำรวจ ผู้ประกอบวิชาชีพ หรือทางสอนกฎหมายที่มิใช่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐ)
3. กลุ่ม การศึกษา ได้แก่ ครู อาจารย์ นักวิจัยและผู้บริหารการศึกษา
4. กลุ่มการสาธารณสุข
5. กลุ่มอาชีพทำนาและปลูกพืชล้มลุก
6. กลุ่มอาชีพทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง
7. กลุ่มอาชีพพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคลอื่นที่มิใช่หน่วยงานของรัฐ
8.กลุ่มประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค
9. กลุ่มประกอบกิจการด้านการค้า ธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม
10. ผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ
11. สตรี
12.คนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มอัตลักษณ์อื่นๆ
13. กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี นักกีฬา การาแสดงและ บันเทิง
14. กลุ่มประชาสังคม กลุ่มองค์กรสาธารณประโยชน์
15. กลุ่มสื่อสารมวลชนและผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม
16.ผู้ประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยวหรือการบริการ
17. กลุ่มประกอบธุรกิจขนาดใหญ่
18.กลุ่มอุตสาหกรรม
19.กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพอาชีพอิสระ
20.กลุ่มด้านอื่นๆ นอกเหนือจาก 19 กลุ่ม

นายนรชิต กล่าวว่า โดยคุณสมบัติให้ กกต.วินิจฉัยว่าผู้สมัครอยู่ในกลุ่มใด หากผู้สมัครเข้าได้หลายยกลุ่มต้องเลือกว่าจะสมัครกลุ่มใดได้เพียงกลุ่มใด และการแสดงหลักฐานให้ กกต.กำหนดว่าจะใช้อะไรบ้าง หลักฐานต้องชัดเจน ไม่ต้องให้ใครมารับรองหรือรับการยืนยันว่าอยู่ในกลุ่มใด เพื่อไม่ให้มีความยุ่งยาก หากมีการคัดค้านให้ กกต.วินิจฉัย และให้คำวินิจฉัยของ กกต.ถือเป็นที่สิ้นสุด ส่วนการสมัครสามารถสมัครได้แห่งเดียวและกลุ่มเดียว โดยมีเงื่อนไขคือ มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เคยศึกษา หรือทำงานอยู่ตามระยะเวลาที่กำหนด คือ ไม่น้อยกว่า 3 ปี ส่วนค่าสมัครกำหนดไว้ที่ 2,500 บาท ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของค่าสมัครส.ส. ใครสมัครแล้วไม่มีชื่อให้ยื่นคำร้องต่อ กกต.ภายใน 7 วัน

ทั้งนี้ นายนรชิต กล่าวอีกว่า ส่วนวิธีการเลือก คือ ให้เริ่มเลือกตั้งแต่ละดับระดับอำเภอทั้ง 20 กลุ่ม ขั้นตอนแรกให้แต่ละกลุ่มเลือกกันเองจากผู้สมัครทั้งหมดภายในกลุ่ม ให้เหลือ 5 คน โดยผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 5 คนแรก จากนั้นจะเป็นการเลือกไขว้เลือกกลุ่มอื่น ให้เหลือกลุ่มละ 3 คน คือ คนที่ได้คะแนนสูงสุด 1-3 เป็นตัวแทนระดับอำเภอ แต่หากคะแนนเท่ากันให้จับฉลาก ถ้ากลุ่มใดไม่มีคนสมัคร ก็ให้ส่งไประดับจังหวัดเท่าที่มี ซึ่งในขั้นตอนการเลือกไขว้

ขณะนี้กรธ.มี 2 แนวคิดคือ 1 ให้เลือกไขว้กันทุกกลุ่ม 2 แบ่งเป็นสาย จับฉลากว่ากลุ่มใดอยู่สายไหน เหมือนการแบ่งสายแข่งฟุตบอลโลก จากนั้นจับฉลากอีกครั้งว่าสายใดจะต้องเลือกไขว้กับสายใด ส่วนการเลือกระดับจังหวัด ให้ใช้วิธีเดียวกับระดับอำเภอ โดยเลือกให้เหลือตัวแทนจังหวัดกลุ่มละ 1 คน จะส่งผลให้ตัวแทนในแต่ละจังหวัดจะมีไม่เกิน 20 คน จากนั้นการเลือกในระดับประเทศก็จะใช้วิธีการเช่นเดียวกัน และต้องเลือกให้เหลือกลุ่มละ 10 คน รวมแล้วจะได้ส.ว.ทั้งหมด 200 คน ซึ่งร่างพ.ร.บ.นี้มีบททั่วไป 100 มาตรา และมีบทเฉพาะกาล กำหนดไว้ว่า ในวารระเริ่มแรกให้นำรายชื่อ 200 คน ที่เลือกมาตามกระบวนการ เสนอ คสช.เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 50 คน ตามมาตรา 269 (ค) ของรัฐธรรมนูญ 60 และนำไปรวมกับ ส.ว.ที่ได้รับการสรรหาจากคสช.194 คนและมาตามตำแหน่งที่กำหนดไว้อีก 6 คน ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.หทารสูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. และผบ.ตร. รวมเป็น 250 คน เมื่อเลือกเสร็จให้ให้ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 7 วัน

ส่วนข้อห้ามและบทลงโทษ คือ ห้ามหาเสียงไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แต่ให้ทำประวัติเอกสารแนะนำตัวได้ โดยส่งให้กกต.จัดทำและส่งให้ผู้สมัคร ส่วนบทลงโทษเป็นไปตามหลักการของร่างพ.ร.บ.เดิม 2550 แต่กำหนดโทษใหม่ใน 3 ประเด็น คือ 1.กรณีมีผู้สนับสนุนให้ผู้สมัคร หรือจ้างคนมาสมัครหรือไม่ให้สมัคร เพื่อตนเองหรือผู้อื่น 2. กรณีที่กรรมการบริหารพรรคการเมือง ส.ส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำการช่วยเหลือผู้สมัครให้เป็นส.ว. 3.การจูงใจให้มาซื้อ ขายเสียง ทั้งการให้เงินหรือการข่มขู่ ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้จะมีบทลงโทษ จำคุกระหว่าง 1-10 ปีปรับ สองหมื่น-สองแสน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี