บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภาคปฏิบัติ “ฝืด” ภาคบังคับยกเครื่องเรือแป๊ะ : เพ้อเจ้อปรับครม. ขอโอกาสประชาชน

พายุฝนถล่มภาคอีสานจมบาดาล

โดยเฉพาะจุดโฟกัส จังหวัดสกลนครต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 30 ปี ถึงขั้นที่อ่างเก็บน้ำพัง น้ำไหลทะลักเข้าท่วมเมือง ต้องปิดสนามบินชั่วคราว

ชาวบ้านขนของหนีน้ำกันจ้าละหวั่น ธุรกิจห้างร้านเสียหายไปตามๆกัน

ตามสภาวะปัจจุบันทันด่วน อย่างที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 2 ได้ระดมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แทบจะภายใน 24 ชั่วโมงภายหลังน้ำทะลักเข้าท่วม

พร้อมๆกับข้าราชการฝ่ายพลเรือน นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะไปบัญชาการช่วยเหลือประชาชน ตรวจสภาพทางระบายน้ำในจังหวัดสกลนครและนครพนม

ระดมทั้งกองทัพและมหาดไทย

และที่สังเกตได้ว่า รวดเร็วกว่าทุกครั้ง รอบนี้มีตัวแทนของฝ่ายบริหาร พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รีบบินด่วนไปเยี่ยมเยือนและช่วยเหลือผู้ประสบภัย

พร้อมเปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัย ทรงรับสั่งให้นายกรัฐมนตรีดูแลและบรรเทาความ เดือดร้อนของประชาชนให้มากที่สุด

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.จะยกคณะชุดใหญ่ ทั้งรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมประชาชน

ใช้เวลาเกือบ 1 วันเต็มๆในการปฏิบัติภารกิจ เคลียร์น้ำท่วมสกลนคร

สะท้อนระดับวิกฤติที่ไม่ธรรมดา

และแน่นอน ตรงนี้จะเป็นบทพิสูจน์ ในมุมรัฐบาลทหาร คสช.ที่ยึดโยงอยู่กับประชาชน เมื่อเทียบกับรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ทุกครั้งยามเกิดภัย ไม่มีอะไรจะเกินไปกว่าน้ำใจของคนไทย

โดยการระดมการช่วยเหลือทั้งในส่วนของภาครัฐ ที่รัฐบาลได้เปิดรับบริจาคผ่านกองทุนเงินช่วยเหลือ

ผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี บัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทำเนียบรัฐบาล เลขที่บัญชี 067-0-06895-0

พร้อมๆกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาล ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง

และขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

รวมไปถึงภาคเอกชน สื่อมวลชน ที่อาสาเป็นสื่อกลางในการรับบริจาคเงิน สิ่งของอุปโภค บริโภค นำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคอีสาน

เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มาสนับสนุน นอกเหนือไปจากงบประมาณฉุกเฉินที่รัฐบาลต้องจัดให้

ถือเป็นสถานการณ์ของภัยธรรมชาติที่เหนือการคาดเดา

ในขณะที่ปราฏการณ์ที่ประเมินได้ล่วงหน้า กับการเมืองในห้วง “สิงหาอันตราย” ตามปฏิทินที่มีการนัดหมายอ่านคำพิพากษาคดีสำคัญที่เป็นผลตกค้าง

มาจากวิกฤติความแตกแยกทางการเมือง

ถึงตรงนี้ผ่านพ้นหนึ่งคดี ภายหลังศาลฎีกาแผนก

คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษา “ยกฟ้อง” คดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม

การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯในขณะนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.ในขณะนั้น ในกรณีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯที่บุกล้อมรัฐสภาปี 2551

ท่ามกลางเสียงเป่าปากด้วยความโล่งอกของฝ่ายจำเลย สวนทางกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะการแสดงออกของแกนนำและเครือข่ายพันธมิตรฯที่ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน

ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา การตัดสินผิดถูกในกระบวนการยุติธรรม มันต้องมีฝ่ายได้ฝ่ายเสีย

ไม่มีทางถูกใจทุกฝ่าย

แต่ด้วยระบบนิติรัฐ คำตัดสินของศาลถือเป็นที่สุด เพราะบ้านเมืองต้องมีขื่อแป

ที่แน่ๆมันจะเป็นบรรทัดฐานของพวกนิยม “กฎหมู่” อยู่เหนือ “กฎหมาย”

เท่าที่ประเมินบรรยากาศภาพรวม สังคมส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรกับผลการตัดสินที่ออกมา นั่นน่า จะเป็นสิ่งที่สะท้อนอารมณ์คนไทยเบื่อม็อบเต็มทนแล้ว

และตามสถานการณ์ก็ยังอยู่ในขอบเขตการควบคุมของรัฐบาลทหาร คสช.ที่เน้นงานด้านความมั่นคง

เป็นจุดเด่นที่ชาวบ้านให้คะแนนจากการไม่มีม็อบมาป่วนเมือง

แต่ “จุดด้อย” ที่ยังแก้ไม่ตกก็เป็นเรื่องของภาค

ปฏิบัติ การติดขัดในเชิงบริหาร

โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ออกแรงปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง ประคองตัวเลขจีดีพี ดันการเจริญเติบโต

ทางเศรษฐกิจอยู่ในโซนบวกต่อเนื่อง

แต่เรื่องของเรื่อง “สมคิด” ลุยถั่วอยู่ลำพัง ก็ยังเดินหน้าได้ไม่เต็มสูบ

ท่ามกลางเงื่อนไขแรงเสียดทานทั้งภายใน

และภายนอกประเทศ นั่นไม่เท่ากับ “สนิมเนื้อใน” ภายในห้องเครื่อง “เรือแป๊ะ” เองที่ฉุดการขับเคลื่อนการบริหารเศรษฐกิจ

อย่างที่เห็นข่าวทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งนายสมคิด รวมทั้ง “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ต้องคอยไล่บี้ จ้ำจี้จ้ำไชการทำงานแบบรายกระทรวง

สถานการณ์แบบที่กระทรวงคมนาคม ถ้าไม่ใช้มาตรา 44 ผ่าทางตัน โครงการรถไฟความเร็วสูงก็ไม่เดินหน้า เมกะโปรเจกต์ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจก็อืดเป็นเรือเกลือ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีปัญหาเรื่องการ บริหารราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ มีเสียงเรียกร้องให้ปรับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง แต่กลายเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯที่โดนเด้งจากเก้าอี้

หรือที่กระทรวงพาณิชย์ก็เกิดเหตุเหยียบตาปลากันระหว่างฝ่ายบริหาร ข้าราชการต่อต้านการแต่งตั้งโยกย้ายแบบเล่นพรรคเล่นพวก ขัดขา ขบเหลี่ยม ใส่เกียร์ว่าง งานไม่เดินหน้า

หันไปที่กระทรวงมหาดไทย ภายใต้ปีกของ “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็เต็มไปด้วยเสือซุ่ม สิงห์เงียบ กั๊กงบประมาณ หวงเงินทอน แทนที่จะเป็นหน่วยหลักที่พร้อมทั้งบุคลากร เครือข่าย เครื่องไม้เครื่องมือ แต่กลายเป็นไอ้เข้ขวางคลอง ไม่สนองงานบูรณาการขับเคลื่อนร่วมกับกระทรวงอื่น

สภาพการณ์ปัญหาเห็นอยู่ตรงหน้า ข่าวประจานออกมารายวัน

แต่ก็อีกนั่นแหละ พล.อ.ประยุทธ์คนที่ถืออำนาจสูงสุด ยืนยันกระแสข่าวการปรับ ครม.ที่ลือกัน

เป็นแค่เรื่อง “เพ้อเจ้อ” ยังไม่เคยคิดอะไรสักอย่าง

เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร ที่บอกปัดกระแสปรับคณะรัฐมนตรี ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสม

หากจะมีการปรับเปลี่ยนต้องไปว่ากันหลังพระราชพิธีสำคัญ

ตามอาการหัวขบวน คสช.ไม่อยากเสี่ยงกับแรงกระเพื่อม

เลี่ยงปมเกรงใจพี่น้องเพื่อนฝูง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยเงื่อนไขสถานการณ์ ปัญหาเร่งด่วนที่เร้า

อยู่ตรงหน้า ทั้งภาวะปากท้องของชาวบ้าน ไหนจะโอกาสเศรษฐกิจฟื้นหรือไม่ฟื้น ขึ้นอยู่กับศักยภาพในการขับเคลื่อนของทีมรัฐบาลในภาพรวม

ประชาชนเดือดร้อน ประเทศเสียโอกาส ตาม

สภาพการณ์ของปัญหารอได้หรือไม่

ที่สำคัญตามเงื่อนเวลาที่ย่างเข้าสู่ปีที่ 4 ของ คสช. ถึงจุดต้องแถลงโชว์ผลงานปลายเดือนสิงหาคมนี้

ตามรูปการณ์เยี่ยงนี้ รัฐบาลพูดเรื่องผลงานก็เปล่าประโยชน์

ลำพังปมปัญหาเชิงบริหาร ปั่นเนื้องานไม่ออกก็หนักแล้ว รัฐบาลทหาร คสช.ยังต้องเสี่ยงกับสถานการณ์ “ล่อแหลม” ตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า น้ำท่วมใหญ่ภาคอีสาน

มันมีแน่ พวกที่จ้องงาบงบประมาณฉุกเฉินตาเป็นมัน

และตามปรากฏการณ์แบบที่โลกโซเชียลแฉ

ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดสกลนคร ไม่นำเรือท้องแบน รถบรรทุก อุปกรณ์เครื่องจักร

ออกช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย

ตั้งแง่สงสัยในพฤติการณ์แปร่งๆของหน่วยราชการ

ซึ่งนั่นก็สะท้อนว่า สังคมเฝ้าจับตา พร้อมจับผิดตลอดเวลา

ถ้าเกิดปมทุจริตงบฯน้ำท่วม เหตุไม่ชอบมาพากลมาประจานซ้ำ ดูไม่จืดแน่

เอาเป็นว่า โดยสถานการณ์ถือเป็นภาคบังคับต้องยกเครื่องเรือแป๊ะ แก้ปัญหาการบริหารฝืด

เดิมพันมันเกินกว่าจะคิดกันแค่แรงกระเพื่อมภายใน คสช.

มัวเกรงอกเกรงใจกันในฝ่ายคุมเกมอำนาจ

ในเมื่อประชาชนให้โอกาส พล.อ.ประยุทธ์ มาตลอด 3 ปี แถมยังพร้อมจะต่อเวลาให้หลังเลือกตั้ง ในการนำพาประเทศช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายการปฏิรูป

“นายกฯลุงตู่” ไม่คิดจะให้โอกาสประชาชนบ้างหรือ.

“ทีมการเมือง”