บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้องเท่าเทียมกัน

หากทุกฝ่ายยอมรับไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ย่อมทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ มีความยุติธรรม ไม่ใช่ไม่ผิด ก็ยอมรับ แต่เป็นลบก็ไม่ยอมรับ

ทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งสังคมอยู่กันไม่เป็นสุข

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษา “ยกฟ้อง” 4 จำเลยคดีสลายม็อบพันธมิตร

1.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ

2.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ

3.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.

4.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 ในรัฐบาล “สมชาย” ที่ไม่เคยได้เข้าทำงานในทำเนียบแม้แต่ครั้งเดียว

แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ระบุเอาไว้ว่า คดีในลักษณะนี้สามารถที่จะยื่นอุทธรณ์ได้แม้จะไม่มีหลักฐานใหม่ก็ตาม

เพียงแต่จะต้องดำเนินการให้เรียบร้อยภายในเวลา 30 วัน กำหนดให้โจทก์สามารถ ยื่นอุทธรณ์ได้กรณีก็ต้องเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.

อยู่ที่ว่า ป.ป.ช.จะยื่นหรือไม่ยื่นก็ได้ แต่จะต้องมีเหตุผลที่ตอบสังคมได้

แกนนำกลุ่มพันธมิตรได้มีการประชุมกันแล้ว และตัดสินใจที่จะให้เรียกร้องให้ ป.ป.ช. ยื่นอุทธรณ์เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ว่าที่จริงแล้วรัฐธรรมนูญปี 60 นั้นมีเจตจำนงที่จะให้โอกาสแก่โจทก์และจำเลยสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ เพราะก่อนหน้าเมื่อศาลตัดสินแล้วก็จบทันที

ไม่มีความผิดก็หลุด แต่ถ้าผิดก็ต้องว่าตามที่ศาลสั่งอย่างไร?

ทั้งนี้ บรรดานักการเมืองพยายามเรียกร้องให้ใช้สิทธิในการเปิดโอกาสให้มีการยื่นอุทธรณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายจำเลย

การที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ยื่นอุทธรณ์ได้จึงเป็นเรื่องที่ดี

ป.ป.ช.จึงควรทำหน้าที่ให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและทำให้การตัดสินคดีนี้ดำเนินการครบทุกกระบวนการ

ทำให้ไม่ต้องมีปัญหาค้างคาใจ

และทำให้คดีจบและทุกฝ่ายให้การยอมรับ

กระบวนการยุติธรรมของเมืองไทยนั้นมีปัญหามาตลอด โดยเฉพาะระดับต้นน้ำ กลางน้ำ จนทำให้การตัดสินของศาลถูกมองไปในแง่มุมต่างๆ

ทั้งๆที่ความจริงแล้วการพิจารณาคดีต่างๆนั้นขึ้นอยู่กับสำนวนการสอบสวนที่ให้ศาลพิจารณา ผลจะออกมาอย่างไรก็อยู่ที่ดุลพินิจ ให้เป็นไปตามกฎหมายและความยุติธรรม

ไม่ได้เกี่ยวกับแรงกดดันจากภายนอก ไม่ได้เกี่ยวกับว่ารัฐบาลสั่งได้ กลุ่มการเมืองมีอิทธิพล แต่มักจะพูดกันมากว่าสองมาตรฐาน ถูกกลั่นแกล้ง ทำนองนั้น

คือหากตัดสินเป็นบวกก็ชอบ และอวยว่าให้เป็นยุติธรรม

พอตัดสินเป็นลบก็ไม่พอใจกล่าวว่าร้ายต่างๆนานา

ที่สำคัญก็คือพยายามนำความรู้สึกนี้ไปปลุกระดมมวลชนที่สนับสนุน เพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างที่ผ่านมา

เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งมาตลอด

จากนี้ไปการตัดสินของศาลครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องยอมรับและนำไปสร้างเป็นบรรทัดฐานที่ทุกฝ่ายจะต้องให้การยอมรับ อีกทั้งไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตามจะต้องยอมรับเช่นกัน

หากรู้เท่ารู้ทันในเรื่องนี้ด้วยความเข้าใจ ก็จะเป็นหนทางหนึ่งที่สามารถนำไปเชื่อมต่อเพื่อสร้างความปรองดองได้

เมื่อทุกคน ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม ความยุติธรรมอย่างเสมอภาคกันแล้ว สังคมก็จะไม่เกิดปัญหาด้านความรู้สึกอย่างที่ผ่านมา

เพราะทุกคนมีความเท่าเทียมกันในเบื้องต้น!!!

“ลิขิต จงสกุล”