วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลากคอครบ5คน อุ้มเสี่ยเต็นท์รถ มีอดีตทหารร่วม

ตำรวจตามรวบอดีตทหารยศร้อยโท สมคบกับอดีตทหารยศจ่าและพลทหาร ตั้งแก๊งรับงานปล้นทรัพย์เจ้าของเต็นท์รถมือสอง ส่วนผู้ว่าจ้างเป็นคนรู้จักเคยนำรถมาขายให้ แต่อาจไม่พอใจเพราะเอารถไปขายต่อได้ราคาดีกว่าเดิม จนถึงขั้นมีการฟ้องร้องกันอยู่ในศาล “ศรีวราห์” รุดสอบด้วยตัวเอง แต่ผู้ต้องหาทั้งหมดยังให้การปฏิเสธ

จากกรณีนายธนบดี จิตตา อายุ 21 ปี ทำธุรกิจซื้อขายรถยนต์มือสอง แจ้งความกับตำรวจ สน.ห้วยขวาง หลังถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ 6 ราย อ้างตัวเป็นตำรวจอุ้มขึ้นรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ ทะเบียน 4500 เชียงใหม่ ถูกข่มขู่ทำร้ายร่างกายปล้นทรัพย์สินของมีค่ารวม 3 ล้านบาท เหตุเกิดบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเดอะ สตรีท ถ.รัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง เมื่อคืนวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติหมายจับคนร้ายตามภาพวงวรปิดทั้งหมด 4 คน จับกุมนายกันตพิชญ์ งามเอก อายุ 21 ปี 1 ในแก๊งคนร้ายได้ที่ห้องพัก ซ.รัชดา 36 เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ต่อมาเมื่อช่วงเช้า (4 ส.ค.) เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายอานนท์ หรือไก่ สาระสันต์ นายสุชาติ หรือต้อย นิลศิริโก นายกฤษณะ หรือต่าย พงษ์สว่าง และนายศุภกร หรือจ่ายุทธ ชัยเน ผู้ร่วมก่อเหตุได้ครบแก๊ง ก่อนควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สน.ห้วยขวาง

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 4 ส.ค. ที่ สน.ห้วยขวาง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.ส.4 พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ รอง ผบก.น.1 พร้อมด้วย พ.ต.อ. กัมพล รัตนประทีป ผกก.สน.ห้วยขวาง และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน นำตัวนายกันตพิชญ์ หรือมาร์ค งามเอก อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15/218 ซ.รัชดา 36 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร นายอานนท์ หรือไก่ สาระสันต์ อายุ 38 ปี อดีตพลทหาร อยู่บ้านเลขที่ 191 ซ.สุขุมวิท 62 แขวงบางจาก เขตพระโขนง นายสุชาติ หรือต้อย นิลศิริโก อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17 หมู่ 5 ต.นาคาใหญ่ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี นาย กฤษณะ หรือต่าย พงษ์สว่าง อายุ 30 ปี อดีตทหารยศร้อยโท อยู่บ้านเลขที่ 19/1 หมู่ 5 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และนายศุภกร หรือจ่ายุทธ ชัยเน อายุ 35 ปี อดีตทหารยศจ่า อยู่บ้านเลขที่ 999/1 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ ผู้ต้องหาร่วมกันปล้นทรัพย์ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ร่วมกันพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต มาสอบสวนเพิ่มเติมที่ห้องปฏิบัติการฝ่ายสืบสวน สน.ห้วยขวาง เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ แต่ยินดีนำชี้ที่เกิดเหตุเพื่อประกอบคำให้การ ต่อมานายสงกานต์ อัจฉริยะ-ทรัพย์ ทนายความ พร้อมนายธนบดี จิตตา ผู้เสียหาย ได้มาชี้ตัวผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาที่จับเพิ่มอีก 4 คน มายืนรวมกับผู้ต้องหาตัวปลอมเพื่อให้นายธนบดีชี้ยืนยัน

พล.ต.ต.ชยพลกล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตำรวจ สน.ห้วยขวาง เร่งรัดสืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุ ประทุษร้ายต่อทรัพย์ นายธนบดี จิตตา อายุ 21 ปี ผู้เสียหาย แอบอ้างเป็นทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบ หน่วงเหนี่ยว กักขัง และทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ต่อมาเจ้าหน้าที่จับกุมนายกัณตพิชญ์ หรือมาร์ค งามเอก อายุ 21 ปี หนึ่งในผู้ต้องหาได้ ส่วนผู้กระทำความผิดที่เหลือ พนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติออกหมายจับจากศาลอาญา จนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา จับกุมผู้ร่วมกระทำผิดได้ทั้งหมด พร้อมแจ้งข้อหา ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพา อาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมดยกแก๊ง ยืนยันเป็นที่แน่ชัดว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ไปตรวจค้นหาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายถูกประทุษร้าย และอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุ ส่วนทรัพย์สินของผู้เสียหายหากพบว่าอยู่กับใครให้ดำเนินการในข้อหารับของ โจร ซึ่งจะขยายผลต่อไปอีก นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติเบื้องต้นของผู้ต้องหาทั้งหมดยังไม่พบว่ามีประวัติก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว

ส่วนนายธนบดีกล่าวว่า ทรัพย์สินที่หายไปประกอบด้วยนาฬิกา 3 เรือน โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง กระเป๋าหลุยส์ 1 ใบ กระเป๋าใบใหญ่ 1 ใบ กุญแจรถเบนซ์ กระเป๋าสตางค์ พร้อมเงินสด 13,000 บาท รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท โดยในวันเกิดเหตุ นายกัณตพิชญ์โทรศัพท์นัดตนให้ออกมาพบ เนื่องจากอยู่ในช่วงพิจารณาคดีที่นายกัณตพิชญ์แจ้งความเรื่องการซื้อขายรถยนต์ ทั้งนี้ ตนไม่ทราบสาเหตุที่นายกัณตพิชญ์ก่อเหตุเพราะไม่มีเรื่องอะไรโกรธเคืองกัน ส่วนเรื่องรถยนต์ที่ตนรับซื้อจากนายกัณตพิชญ์ ในราคาถูก ได้ชี้แจงกับนายกัณตพิชญ์ไปเรียบร้อยแล้ว ตนรับซื้อรถยนต์มาในราคา 3.3 แสนบาท ขายต่อราคา 4.7 แสนบาท ต่อมาเปลี่ยนมืออีกครั้งราคาอยู่ที่ 5 แสนกว่าบาท เป็นเพียงปัญหาเดียวเพราะนายกัณตพิชญ์คิดว่ายังไม่ได้เงินตามจำนวนที่เขาคิดว่าน่าจะได้