บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปล่อยวางความแค้น ย้อนดูรากเหง้า อุเทน - ปทุมวัน 2 วิทยาลัยช่างสร้างชาติ

มีคำกล่าวจากอาจารย์ของผู้เขียนท่านหนึ่ง ท่านเคยพูดว่า “หากว่าเริ่มหลงทางจากความตั้งใจ ให้มองย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้น...”

กว่า 20-30 ปีมาแล้ว ที่เราเห็นข่าวเด็กนักเรียนตีกัน โดยเฉพาะนักเรียนสายช่าง ที่มักก่อเหตุรุนแรง ทำให้เกิดการบาดเจ็บ ล้มตาย หากให้ประมาณการ ก็คงตายไปแล้วหลายร้อยชีวิต

และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็เกิดเหตุสลดอีกครั้งกับ 2 โรงเรียนช่างคู่อริ ที่ยากสมานรอยร้าว คือ โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย หรือชื่อในปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โรงเรียนช่างแห่งแรกของสยามประเทศ และ วิทยาลัยช่างกลปทุมวัน หรือชื่อในปัจจุบันคือ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

หากให้เปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยสายสามัญในปัจจุบัน 2 สถาบันนี้ก็ไม่ต่างจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็คือ โรงเรียนช่างชั้นนำของประเทศ แน่นอนบุคลากรที่ร่ำเรียนจบจาก 2 สถาบันนี้ นับเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศ ที่เป็นหนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงในการสร้างชาติ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ 2 สถาบันนี้กลับ “ติดหล่มความแค้น” ที่ถึงตอนนี้มีใครตอบได้หรือไม่ว่าเริ่มต้นมาจากอะไร และก็ยากจะคาดเดาว่ามันจะจบลงอย่างไร ถึงแม้ภาครัฐหลายหน่วยงานจะร่วมมือร่วมใจ หรือ 2 สถาบันช่างจะพยายามแก้ปัญหา แต่จนแล้วจนรอดก็กลับมาที่ “อีหรอบเดิม”

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น “หากเริ่มหลงทาง ก็ต้องมองกลับไปจุดเริ่มต้น” วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขอนำตำนานของสถาบันช่างทั้งสองแห่งมาเปิดเผย

จุดเริ่มต้นจาก “เพาะช่าง” เปิดตำนาน "อุเทนถวาย"

เรื่องราวของอุเทนทวาย ที่หยิบยกมาจากงานเขียนของ “บุญเตือน ศรีวรพจน์” อดีต ผอ.สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ที่เขียนลงในนิตยสารเล่มหนึ่ง ระบุว่า 

จุดเริ่มต้นของอุเทนถวายนั้น ต้องย้อนกลับไปในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชปรารภไว้ แต่ยังมิทันได้โปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการ ก็เสด็จสวรรคตก่อน

กระทั่งปี 2456 กระทรวงธรรมการ หรือกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน ซึ่งมีเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) เป็นเสนาบดี ได้จัดการก่อสร้างโรงเรียนฝึกการหัตถกรรมเพื่อถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่บริเวณถนนตรีเพชร และนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานนามพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “โรงเรียนเพาะช่าง” และเสด็จพระราชดำเนินเปิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2456 ครั้งนั้นมีพระราชดำรัสตอบความตอนหนึ่งว่า

“ตามที่เจ้าพระยาพระเสด็จฯ อ่านรายงานเรื่องสร้างโรงเรียนแห่งนี้ว่า ได้กระทำขึ้นเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ถวายสมเด็จพระบรมชนกนาถของเรานั้น เราเชื่อว่าถ้ามีวิถีอันใดที่กิตติศัพท์อันนี้จะทราบถึงพระองค์ได้ แม้จะเสด็จอยู่สถานที่ใดก็ตาม คงจะยินดีและพอพระราชหฤทัยเป็นอันมาก เพราะว่าพระองค์ได้มีพระราชประสงค์อยู่นานแล้วที่จะทรงบำรุงศิลปวิชาการของไทยเราให้เจริญ ตัวเราเองก็เคยได้ฟังกระแสพระราชดำริอยู่เสมอ เราเห็นพ้องด้วยกระแสพระราชดำรินั้นตั้งแต่ต้นมา คือเราเห็นว่าศิลปวิชาช่างเป็นสิ่งสำคัญอันหนึ่ง ซึ่งสำหรับแสดงให้ปรากฏว่าชาติได้ถึงซึ่งความเจริญเพียงใดแล้ว...ฯลฯ... เราเคยได้ปรารภกับเจ้าพระยาพระเสด็จฯ และผู้เกี่ยวข้องด้วยการศึกษาที่จะใช้วิชาช่างที่ตั้งขึ้นใหม่จากพื้นเดิมของเราแล้ว และขยายให้แตกกิ่งก้านสาขางอกงามยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนเอาพันธุ์พืชของเราเองมาปลูกลงในพื้นแผ่นดินของเรา แล้วบำรุงให้เติบโตงอกงาม ดีกว่าเอาพันธุ์ไม้ต่างประเทศมาปลูกในแผ่นดินของเราอันไม่เหมาะกัน"

โดยความประสงค์เช่นนี้ เมื่อเจ้าพระยาเสด็จฯ มาขอชื่อโรงเรียน เราขอระลึกผูกพันอยู่ในความเปรียบเทียบกับต้นไม้ดังกล่าวนี้ เราจึงขอตั้งชื่อให้โรงเรียนนี้ว่า “โรงเรียนเพาะช่าง”

โรงเรียนเพาะช่าง มีการเรียนการสอนวิชาหัตถกรรมไทยมาแต่แรก มีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ทรงเป็นที่ปรึกษา ตั้งแต่ปี 2462 ก่อนจะเข้ามาเป็นผู้บัญชาการโรงเรียน และมีส่วนสำคัญในการพัฒนาโรงเรียน กระทั่งสิ้นพระชนม์ วันที่ 8 ก.ค.2466 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานเพลิงศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง และทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินการพระราชกุศล เป็นเงิน 10,000 บาท ให้สร้างโรงงานนักเรียนเพาะช่าง ตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย

ส่วนการก่อตั้งอุเทนถวาย เริ่มต้นจากคณะราษฎรยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ต่อมา เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ได้มีคำสั่งเรื่องตั้งโรงเรียนวิสามัญศึกษาช่างก่อสร้าง เป็นการส่งเสริมวิชาช่างไทย ความในคำสั่งมีดังนี้

บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรที่จะจัดตั้งโรงเรียนช่างก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนฝึกหัดวิชาชีพต่อไป เพราะฉะนั้นให้ตั้งโรงเรียนวิสามัญศึกษาขึ้นที่โรงงานของโรงเรียนเพาะช่างถนนพญาไท เชิงสะพานอุเทนถวาย ตำบลพญาไทโรงหนึ่งให้ชื่อว่า “โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย” แล้วขึ้นแขวงวิสามัญกับให้มีกรรมการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นคณะหนึ่ง ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่งแต่ ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2475
(ลงนาม) เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
เสนาบดี

โดยที่มานามอุเทนถวายนั้น มาจากสถานที่ตั้งโรงงานโรงเรียนเพาะช่าง การก่อสร้างโรงงานโรงเรียนเพาะช่าง เพราะช่วงเวลาดังกล่าวขาดแคลนช่างที่เป็นคนไทย ส่วนมากหัวหน้าช่างมักจะเป็นชาวจีน เพื่อเป็นการทำนุบำรุงวิชาช่างก่อสร้างไทย ปี 2474 จึงได้มีการเปิดสอนวิชาช่างแผนกแบบแปลน และเปิดวิชารับเหมาก่อสร้างขึ้นที่เชิงสะพานอุเทนถวาย อันเป็นที่ตั้งโรงงานเพาะช่างที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้สร้างขึ้น ในปี 2466 ซึ่งตอนนั้นให้ชื่อว่า โรงเรียนเพาะช่าง แผนกก่อสร้าง

ส่วนที่มาของชื่อ สะพานอุเทนถวายนั้น ก่อสร้างโดยเงินบริจาคของข้าราชการและพนักงานกรมสรรพากร จำนวน 8,015 บาท 40 สตางค์ ครั้งนั้น เจ้าพระยายมราชเสนาบดีกระทรวงวัง ซึ่งกำกับดูแลกรมสุขาภิบาล เสนอชื่อสะพานทูลเกล้าฯ ถวายให้เลือก 4 ชื่อ ได้แก่ สะพานอุเทนอุทิศ สะพานสรรพากรอุทิศ สะพานบริวารถวาย และ สะพานเบญจมราชูทิศ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “อุเทนถวาย”

4 เหตุผล หล่อหลอมเป็น ช่างกลปทุมวัน

จากหนังสือ “สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน” ที่จัดพิมพ์ขึ้นเนื่องในวโรกาส สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นประธานเปิดพระอนุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ 22 ม.ค.2552 ระบุว่า

...เมื่อประเทศไทยเข้าร่วมสนธิสัญญากับฝ่ายพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในรัชกาลที่ 6 และได้ส่งกองทัพไปเข้าร่วมรบในยุโรป เมื่อพุทธศักราช 2460 นั้น การเดินทางของทหารไทยในสมัยนั้น เดินทางโดยทางเรือรบจากอ่าวไทยไปทางมหาสมุทรอินเดียเข้าทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและเข้าสู่ทวีปยุโรป เหตุกรณ์ในครั้งนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ประเทศไทยตื่นตัวที่จะพัฒนาการทหารให้ทำหน้าที่ปกป้องอาณาเขตทางทะเลให้มั่นคง ด้วยประเทศไทยมีฝั่งทะเลที่ยาวจากทิศตะวันออกลงไปสู่ภาคใต้ และฝั่งทะเลทางด้านตะวันตกซึ่งยาวกว่าหลายพันไมล์ ได้รับงบประมาณสั่งซื้อเรือรบที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในราชการ เครื่องจักรกลของเรือนี้เองเป็นที่มาของคำว่า "ช่างกล" เรือรบที่สั่งซื้อจากยุโรป จำเป็นจะต้องศึกษาวิธีใช้วิธีซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักรกลที่ประจำเรือ เป็นหน้าที่สำคัญของทหารที่ประจำเรือ การศึกษาวิธีใช้เครื่องกลเรือของทหารเรือสมัยนั้น ช่วงแรกๆ ค่อนข้างจะเสียเปรียบประเทศผู้ขายอย่างยิ่ง เพราะจะส่งช่างมาสอนให้โดยเฉพาะ หรือมิฉะนั้นฝ่ายไทยก็ส่งทหารไปศึกษายังประเทศที่สั่งซื้อโดยตรง ซึ่งเป็นการให้ความรู้เฉพาะบางส่วนที่จำเป็นกับการใช้งานเท่านั้น นอกนั้นถือเป็นความลับที่ไม่มีการเปิดเผยความรู้ให้ และเมื่อเครื่องจักรกลมีปัญหาหรือขัดข้อง ก็ต้องใช้ช่างจากประเทศสั่งซื้อมาดูแลแก้ไขหรือซ่อมบำรุงรักษา เป็นการเสียงบประมาณสูง และเสียเวลานานในการรอคอยช่าง ที่กว่าจะเดินทางมาถึงเมืองไทยด้วย

อย่างไรก็ตามกองทัพเรือได้มีโรงเรียนนายเรือสอนหลักสูตรวิศวกรรมเครื่องเรือกล มีชื่อเฉพาะเรียกว่า "แผนกพรรคกะสิน" มาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เปิดสอนมาจนถึงปีพุทธศักราช 2474 แผนกพรรคกะสินจึงยุบการสอนเสีย

นายเรือเอกทิพย์ ประสานสุข ร.น. ตำแหน่งกองช่างตรวจเรือกรมเจ้าท่า ได้เล่าไว้ว่า ในบทความ "บันทึกจากอดีตช่างกล โรงเรียนช่างกลเกิดขึ้นได้อย่างไร" ว่า "พุทธศักราช 2474 เป็นเวลาที่ผู้มีอำนาจในวงราชการอาจเห็นว่าโรงเรียนนายเรือพรรคกะสินจะไม่มีประโยชน์ หรือมีประโยชน์น้อยไปไม่ทราบ ท่านจึงได้สั่งให้ยุบเลิกโรงเรียนนายเรือแผนกพรรคกะสินเสีย คงเหลือไว้แต่โรงเรียนนายเรือแผนกพรรคนาวินเท่านั้น ฉะนั้นนายทหารเรือฝ่ายพรรคกะสินรุ่นปี 2473 จึงเป็นนายทหารรุ่นสุดท้ายที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือแผนกพรรคกะสิน เมื่อผลปรากฏเช่นนี้ วิชาอาชีพฝ่ายช่างในเมืองไทยย่อมร่อยหรอหมดสิ้นไปทีละน้อยๆ เพราะการเรียนฝ่ายช่าง ที่พอจะเป็นที่เชื่อถือได้ในเวลานั้น ไม่มีโรงเรียนช่างที่ไหนดีไปกว่าที่นี่" 

เนื่องมาจากเหตุผลดังกล่าว นาวาเอก พระประกอบกลกิจ (เจ๋อ จันทรเวคิน) ขณะนั้นมียศเป็นนาวาตรี หลวงประกอบกลกิจ และดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนนายเรือแผนกพรรคกะสิน และโรงเรียนนายทหารเรือชั้นสูงแผนกพรรคกะสินเกิดความรู้สึกห่วงใยว่าเรื่องวิชาช่างจะไม่เจริญก้าวหน้าต่อไปในกาลข้างหน้า ท่านจึงเรียกข้าพเจ้าพร้อมด้วยพลเรือตรีสงบ จรูญพร ร.น. ซึ่งขณะนั้นต่างก็มียศเป็นเรือโทในฐานะเป็นศิษย์ของท่าน ไปพบและชี้แจงว่าท่านมีความประสงค์แรงกล้าจะจัดตั้งโรงเรียนอาชีพช่างกล มีความประสงค์เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาดังต่อไปนี้


1. เพื่อเป็นการสนับสนุนให้อาชีพทางการช่างของเมืองไทยดำรงอยู่


2. เพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรดานายทหารกองทุน ซึ่งได้พ้นจากหน้าที่ราชการไปแล้ว ให้ได้มาเป็นครูและทำการอบรมศิษย์ช่างกลต่อไป


3. เพื่อเป็นการแก้ปัญหาในเรื่องโรงงานต่างๆ ซึ่งในขณะนั้นบรรดาคนงานซึ่งได้ปฏิบัติงานอยู่ตามแผนกช่างต่างๆ ของโรงงานกรมอู่ทหารเรือ คนงานส่วนมากล้วนแต่เป็นชาวต่างชาติทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่โรงงานนี้เป็นโรงงานของรัฐบาล ท่านให้เหตุผลว่า ถ้าหากเรามีแต่เฉพาะนายช่างอย่างเดียวเท่านั้น กิจการฝ่ายช่างก็จะดำเนินไปด้วยดีไม่ได้ นายช่างเมื่อเปรียบเทียบกับร่างกายก็เท่ากับมันสมอง แต่ถ้าส่วนอวัยวะต่างๆ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของมันสมองแล้ว ก็ไร้ประโยชน์ การที่ท่านจะคิดสร้างโรงเรียนอาชีพช่างกลขึ้นมาก็เพื่อจะได้ให้ช่างกลคั่นกลางเพื่อได้มาประกอบเป็นอวัยวะ ในเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วร่างกายนั้นจึงจะจัดได้ว่าสมบูรณ์ทุกประการ


4. เพื่อให้ชาวไทยได้รู้จักรักวิชาชีพ ท่านจึงได้กำหนดวิชาที่จะอบรมศิษย์ โดยวิธีถอด แบบอย่างของการศึกษาในโรงเรียนนายเรือแผนกพรรคกะสิน มาจัดตั้งหลักสูตรการสอน โดยมีการศึกษาวิชาทางตำราในภาคครึ่งวันเช้า ส่วนในภาคบ่ายให้นักเรียนฝึกหัดวิชาการช่างทางภาคปฏิบัติ โดยให้ได้เข้าฝึกงานในโรงงาน และต้องปฏิบัติงานด้วยฝีมือของตัวเอง ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนได้มีความชำนาญงานและมีความอดทนและไม่ต้องกลัวต่อความสกปรกโสมม โดยให้อบรมงานในแผนกช่าง 10 ประเภท ตามลำดับความสำคัญ คือ
 1.ช่างตีเหล็ก 
2.ช่างตะไบ 3.ช่างบัดกรีและประสาน
 4.ช่างปรับ 
5.ช่างยนต์
 6.ช่างไฟฟ้า 
7.ช่างกลึง
 8.ช่างหล่อ
 9.ช่างเดินเครื่องจักร
 10.ช่างออกแบบ

ทั้งนี้ เพื่อให้นักเรียนได้มีความรู้ทางตำรา และให้ฝึกความชำนาญในหน้าที่งานช่างในทางปฏิบัติด้วย จึงจะจัดว่าเป็นช่างกลที่ดีได้ ส่วนเรื่องโรงงาน เพื่อได้ใช้เป็นสถานที่สำหรับฝึกงาน ซึ่งขณะนั้นโรงเรียนยังไม่มีโรงงานของตัวเอง ท่านได้ข้อความกรุณาต่อราชการทหารเรือ เพื่อได้นำนักเรียนไปฝึกหัดงานในโรงงานกรมอู่ทหารเรือ และในโรงงานของโรงเรียนนายเรือฝ่ายพรรคกะสิน 


จากเหตุผล 4 ประการดังกล่าวแล้ว ท่านจึงขอร้องให้ข้าพเจ้าและพลเรือตรีสงบ จรูญพร ร.น. ได้ช่วยชักชวนบรรดาเพื่อนทหารชั้นผู้น้อยและสำหรับตัวท่านเองจะได้ชักชวนบรรดาเพื่อนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ โดยขอร้องให้ช่วยกันเสียสละเงินเดือนเป็นรายเดือนคนละเล็กละน้อยให้พอเพียงแก่กัน สนับสนุนให้โรงเรียนทรงตัวอยู่ได้ บรรดานายทหารที่ประจำการอยู่ในปี พ.ศ.2474 ส่วนมากได้เห็นชอบด้วย ดังที่ท่านได้ทราบรายนามทหารผู้ยอมเสียสละเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้วพร้อมกับบรรดาครูที่ต้องทำหน้าที่อบรมสั่งสอนให้ความรู้แก่นักเรียน ซึ่งเกือบจะเรียกได้ว่า มิได้หวังผลตอบแทนใดๆ 
ด้วยแนวความคิดของ นาวาเอก พระประกอบกลกิจ ที่กล่าวมานี้ บรรดานายทหารเรือส่วนใหญ่เห็นดีด้วย ท่านจึงมีหนังสือเวียนขอความร่วมมือเรี่ยไรเงินจากบรรดานายทหารเรือคนละ 100 บาท เพื่อจัดตั้งโรงเรียนช่างกล การเก็บเงินในครั้งนั้นใช้วิธีเก็บเงินเป็นรายเดือน เดือนละ 5 บาท เก็บจนกว่าจะครบ 100 บาท ผู้ที่เป็นกำลังช่วยเหลือคือ พลเรือตรีสงบ จรูญพร ร.น. และพลเรือเอกทิพย์ ประสานสุข ร.น. ชักชวนบรรดาเพื่อนๆ นายทหารด้วยกัน จำนวน 100 คน

เราจะได้เห็นว่า ที่มาของการก่อตั้งทั้ง 2 สถาบัน ล้วนมาจากเจตนารมณ์เพื่อการสร้างชาติ แล้วไยยังต้องไล่ตีฆ่ากันไม่จบสิ้น หากเป็นไปได้ หากปล่อยวางความแค้นเคือง ลดความขัดแย้งลงได้ ผู้ที่จบมาจาก 2 สถาบันนี้ก็ล้วนร่วมกันสร้างชาติ พัฒนาประเทศได้มากมาย เห็นได้อย่างตัวอย่างดีๆ จากรุ่นพี่ บุคคลที่มีชื่อเสียงที่จบมาจาก 2 สถาบันนี้.