บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กยท.หนุน สินเชื่อผู้ประกอบการน้ำยางข้นหมื่นล้าน ยกระดับราคาให้สูงขึ้น

กยท.หนุนสินเชื่อผู้ประกอบการน้ำยางข้น แปรรูปยางเพิ่มมูลค่า วงเงิน 10,000 ล้านบาท พร้อมชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 3% หวังดูดซับยางออกจากระบบ ช่วยยกระดับราคาให้สูงขึ้น สร้างเสถียรภาพราคายาง

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางผันผวนให้เกิดเสถียรภาพด้านราคามากขึ้น กยท. จึงได้อนุมัติโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน แก่ผู้ประกอบกิจการยาง เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการยางสามารถรับซื้อผลผลิตไปแปรรูปเป็นยางประเภทต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป

โดยกำหนดระยะเวลาโครงการตั้งแต่ พ.ค. 2560 – เม.ย. 2562 และระยะเวลาในการอนุมัติวงเงินกู้จนสิ้นสุดการชำระเงินกู้ตามโครงการฯ 1 ปี ไม่เกิน 30 เม.ย. 2562 โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการชดเชยดอกเบี้ยในอัตราไม่เกิน 3% กับผู้เข้าร่วมโครงการฯ หรือคิดเป็นเงินช่วยเหลือจำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาท จากวงเงินกู้ 10,000 ล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการ โดยใช้แหล่งสินเชื่อวงเงินกู้เดิมจากธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ประกอบการใช้บริการอยู่แล้ว

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนสินเชื่อฯ 10,000 ล้านบาท จะเป็นผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้นที่จดทะเบียนในประเทศไทย และมีผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยมากกว่า 50% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 35 บริษัท 49 โรงงาน วงเงินกู้รวมประมาณ 9,600 ล้านบาท

ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถดูดซับยางออกจากระบบประมาณ 20% ของผลผลิตน้ำยางข้น เป็นการผลักดันราคายางให้สูงขึ้นโดยใกล้เคียง หรือสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง และรักษาเสถียรภาพราคายางไม่ให้เกิดความผันผวนมากเกินไป

นายชัยพจน์ เรืองวรุณวัฒนา นายกสมาคมน้ำยางข้นไทย กล่าวว่า โครงการนี้ทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และรัฐบาล ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาราคายาง ซึ่งผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้นที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องยื่นขอรับการสนับสนุนสินเชื่อที่ กยท. เพื่อรวบรวมคำขอส่งให้ธนาคารที่ให้การสนับสนุนสินเชื่อต่อไป

โดยแหล่งสินเชื่อใช้วงเงินกู้เดิมจากธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ประกอบการใช้บริการอยู่แล้ว และรัฐบาลจะเงินชดเชยดอกเบี้ยสนับสนุนในอัตราไม่เกิน 3% จำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาทจากวงเงินกู้รวม 10,000 ล้านบาท คาดว่าเมื่อฐานของราคายางปรับสูงขึ้นเกษตรกรชาวสวนยางมีอำนาจการใช้จ่ายมากขึ้น