วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พธม.ลั่นสู้ต่อ จ่อยื่น ป.ป.ช.อุทธรณ์สลายม็อบเหลือง 7 ต.ค.นี้

"พันธมิตรฯ" ร่วมออกแถลงการณ์เรียกร้อง 4 ข้อยื่นอุทธรณ์คดีสลายชุมนุมปี 51 จ่อชง ป.ป.ช.7 ต.ค.นี้ พร้อมชวนผู้เสียหายมาเป็นโจทก์ร่วมฟ้อง ขอรัฐบาล สบายใจจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.60 ที่บ้านพระอาทิตย์ อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำรุ่น 1 นายประพันธ์ คูณมี นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายวีระ สมความคิด อดีตแกนนำรุ่น 2 และ นายสุริยะใส กตะศิลา อดีตผู้ประสานงานกลุ่มฯ พร้อมเครือข่ายผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ผู้บาดเจ็บ และญาติผู้เสียชีวิต ที่อยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51 ได้ร่วมกันหารือหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และพวกรวม 4 คน ในคดีสลายการชุมนุม โดยมีมติกลุ่ม พธม. ออกแถลงการณ์เรียกร้อง 4 ข้อ ยื่นอุทธรณ์คดี ดังนี้

1. กลุ่มพธม.ให้ความเคารพต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ แต่ไม่เห็นด้วยเพราะมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และมีขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง, มติ ป.ป.ช. ชุดที่มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธาน และมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ท่ีระบุว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการชุมนุมอย่างสงบ ปราศจากอาวุธและใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่การสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่นั้นไม่ได้ปฏิบัติตามหลักมาตรฐานสากลมีการใช้อาวุธ ระเบิดและแก๊สน้ำตาตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ดังนั้น ป.ป.ช. ควรใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

2. มติอดีตแกนนำ พธม.แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามการดำเนินคดีของ ป.ป.ช. ที่มีนายวีระ สมความคิด เป็นประธาน และในวันที่ 7 ส.ค. เวลา 11.00 น. จะยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป

3. จะติดตามการดำเนินคดีดังกล่าวต่อไป

4. หากพบว่าการดำเนินงานไม่ให้ความยุติธรรมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จะใช้ทุกช่องทางตามกฎหมายต่อสู้ให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมต่อประชาชนผู้รับผลกระทบ

ขณะที่ นายประพันธ์ กล่าวว่า ส่วนประเด็นการเสนอรายละเอียดให้ ป.ป.ช.เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์นั้น จะมีทั้งประเด็นข้อเท็จจริงใหม่ และทั้งข้อกฎหมาย โดยรายละเอียดต่อประเด็นข้อเท็จจริงใหม่ในเบื้องต้น อาทิ การเบิกความของพยานฝ่ายจำเลย ที่ระบุว่าผู้ชุมนุมตะโกนปลุกปั่นให้ฆ่ามัน ข้อเท็จจริงพบว่าเป็นการเบิกความของนายสุชาติ ลายนำ้เงิน อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน เพียงปากเดียว โดยไม่มีภาพวิดีโออ้างอิงเป็นหลักฐานใดๆ

ขณะที่การชุมนุมของกลุ่มพธม. ที่หลักฐานทั้งภาพนิ่งและเทปบันทึกการถ่ายทอดสดตลอดการชุมนุม ไม่ปรากฏว่า ผู้ชุมนุมตะโกนปลุกปั่นด้วยถ้อยคำดังกล่าว มีแต่ตำรวจที่ตะโกนและยิง ซึ่งการชุมนุมที่ศาลอ้างว่าไม่สงบนั้น ข้อเท็จจริงที่เป็นมูลเหตุความไม่สงบ เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐคือตำรวจที่ใช้อาวุธและแก๊สน้ำตา โดยอ้างตามมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 51 ที่ให้ใช้กำลังเข้าขอพื้นที่จากผู้ชุมนุมที่รัฐสภา เป็นต้น

ด้านนายสุริยะใส กล่าวว่า ในข้อต่อสู้จะนำรายละเอียดของคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่สั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ สำนักนายกฯ ชำระค่าเสียหายของผู้เสียหาย มูลค่า 32 ล้านบาท ชี้ชัดว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐทำเกินกว่าเหตุ และไม่เป็นไปตามหลักสากล รวมถึงรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อพฤติกรรมของรัฐบาลและการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเบื้องต้น

ส่วนการอุทธรณ์ที่ทำได้ส่วนของข้อกฎหมายนั้น เบื้องต้นตามที่ศาลฎีกาฯ ระบุว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่สงบ และไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เพราะการชุมนุมของพธม. มีก่อนกฎหมายฉบับนี้ จึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาตัดสินคดีนี้ ทั้งนี้ ทางกลุ่มเตรียมขอให้ผู้เสียหายจากเหตุการณ์เป็นโจทก์ร่วม และขอใช้ทนายของพธม.ดำเนินการต่อสู้ และขอให้รัฐบาลสบายใจได้ว่า จะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทางการเมือง

เมื่อถามว่า คำพิพากษาที่ออกมาจะถือเป็นแนวทางในการชุมนุมของภาคประชาชนในอนาคตหรือไม่อย่างไร นายประพันธ์ กล่าวว่า เป็นประเด็นใหญ่ที่ศาลควรเป็นผู้วางบรรทัดฐานที่ดีต่อสังคมเพราะการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เสื้อเหลือง กปปส. ศาลได้เคยวางบรรทัดฐานไปแล้ว ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มพธม.ที่หน้าอาคารรัฐสภาไม่ได้เป็นการเผาหรือบุกเข้าไปภายในอาคาร ไม่ได้มีการทำลายทรัพย์สินของทางราชการเป็นแค่การชุมนุม แต่บช.น.เอากำลังตำรวจเข้ามาสลายการชุมนุมตั้งแต่เวลา 6.15 น. ยิงตั้งแต่เช้า เที่ยง บ่าย เย็นถึงค่ำ ความวุ่นวายไม่ได้เกิดจากผู้ชุมนุม แต่เกิดจากการใช้กำลังสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่าประเด็นนี้เป็นเหตุผลให้มีการยื่นอุทธรณ์ได้แน่นอน ถ้าไม่มีประเด็น ป.ป.ช.ก็ผิดปกติ

ขณะที่นายพิภพ กล่าวว่า ยืนยันว่า เรายังมีความเป็นเอกภาพเพราะยังมีอีกหลายคดีที่ต้องต่อสู้ร่วมกัน และมีความรับผิดชอบต่อประชาชนที่ร่วมต่อสู้มาด้วยกันจึงจำเป็นต้องมีการตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง