วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชาวพุทธเศร้า! โบสถ์วัดดังที่อยุธยาทรุดยกหลัง พังเสียหาย 10 ล้าน (คลิป)

พระอุโบสถอายุ 40 ปี วัดสันติธรรมาราม ที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ทรุดเอียงจมดินไป 2 เมตร พังเกือบทั้งหลัง จนท.โยธาตรวจแล้วต้องทุบทิ้งหมด แล้วสร้างใหม่ คาดว่าต้องใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท...

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 3 ส.ค.60 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าพระอุโบสถอายุ 40 ปี วัดสันติธรรมาราม (ตาลเดี่ยว) เลขที่ 17 หมู่ 3 ต.วังน้อย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ทรุดพังเกือบทั้งหลัง จึงเดินทางไปตรวจสอบพบพระและชาวบ้านกำลังช่วยย้ายพระพุทธรูปและสิ่งของภายในโบสถ์ออกมาไว้ด้านนอกอย่างทุลักทุเล คงเหลือพระประธานองค์ใหญ่ไว้ 5 องค์ หวั่นโบสถ์จะพังลงมาทั้งหลัง ตรวจสอบความเสียหายโบสถ์ทรุดพังทางด้านทิศตะวันออกพื้นเอียงลึกกว่า 2 เมตร หลังคา กระเบื้องพื้นรอบ เสมา พระพุทธรูป ซุ้มทางเข้า และภายในโบสถ์เสียหายจำนวนมาก ไม่มีพระได้รับบาดเจ็บ

พระครูสังฆรักษ์ ศุภพงษ์ สุขิโต อายุ 30 ปี เจ้าอาวาส กล่าวว่า โบสถ์หลังนี้สร้างมานานประมาณ 40 ปีห่างจากคลอง 26 ประมาณ 200 เมตรคาดว่าช่างก่อสร้างได้ถมดินและทรายเมื่อน้ำท่วมใหญ่ปี 54 ได้เซาะดินออกไปหมดทำให้ด้านล่างเป็นบ่อน้ำ พระสงฆ์ยังใช้ทำพิธีสังฆกรรมต่างๆ ตลอดมาจนกระทั่งเมื่อวันที่ 2 ส.ค.60 ประมาณ 15.00 น.ได้ยินเสียงดังครืนที่โบสถ์จึงเดินมาดูฝาผนังโบสถ์ด้านซ้ายทรุดเอียงลงมาเล็กน้อย จนถึงรุ่งเช้าพระและกรรมการวัดออกไปสำรวจโบสถ์ทรุดต่อหน้าต่อตาเสียงดังสนั่นไปทั้งวัด พังเสียหายทั้งหมดจึงเร่งขนย้ายพระพุทธรูปและสิ่งของออกจากโบสถ์ จากนั้นได้แจ้งเจ้าหน้าที่ อบต. เทศบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอ และตำรวจมาตรวจสอบและรายงานให้เจ้าคณะตำบลทราบตามลำดับ

เจ้าอาวาส กล่าวต่อว่า ทางเจ้าหน้าที่โยธา อบต.วังน้อยได้ตรวจสอบแล้วต้องทุบทิ้งทั้งหมดและสร้างใหม่ขึ้นทั้งหลังในช่วงระหว่างซ่อมแซมก็ต้องให้พระภิกษุและสามเณรไปทำสังฆกรรมที่วัดใกล้เคียงและถ้ามีพระมาบวชใหม่ก็ต้องใช้โบสถ์วัดอื่นไปก่อน เพราะวัดจำเป็นต้องมีพระอุโบสถซึ่งสร้างใหม่ต้องใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จึงฝากบอกบุญมายังผู้มีจิตศรัทธาร่วมสร้างโบสถ์ ได้ที่เบอร์บัญชีวัดสันติธรรมาราม ธนาคารกรุงไทย สาขาประตูน้ำพระอินทร์ เลขบัญชี 126-0-22705-7

พ.ต.อ.สามารถ แก้วมณี ผกก.สภ.วังน้อย ได้ลงตรวจสอบความเสียหายและสั่งการให้เป็นพื้นที่อันตรายห้ามบุคคลภายนอกเข้าใกล้เด็ดขาดโดยใช้สายขึงโดยรอบ และติดป้ายอันตรายห้ามเข้า และได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับแล้ว เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ.