วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จับมาเฟียอินเดีย ลวงเหยื่อร่วมชาติ เอาไปขังเรียกค่าไถ่1.5ล.

ตำรวจรวบ 3 มาเฟียอินเดีย หลังร่วมกับพวกอีก 2 คนที่หลบหนีไปได้ ก่อเหตุจับตัวเพื่อนร่วมชาติ 3 คน ไปเรียกค่าไถ่ 1.5 ล้านบาท เผยพฤติกรรมสุดแสบทำกันเป็นขบวนการ เปิดรับสมัครคนไปทำงานที่ประเทศแคนาดา อ้างต้องไปทำวีซ่าที่เมืองไทย เหยื่อหลงกลเดินทางมาเมืองไทยตามคำแนะนำ ถูกกลุ่มมาเฟียดักพาตัวจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปขังในบ้านเช่ากลางเมืองพัทยา ลงมือทำร้ายฟาดด้วยไม้เบสบอล ขวดยัดรูทวาร พร้อมข่มขู่ให้ญาติจ่ายเงินค่าไถ่ ก่อนจะอุ้มเหยื่อไปทิ้งบริเวณชายแดนกัมพูชา ตำรวจช่วยเหลือปลอดภัย

ตำรวจรวบมาเฟียอินเดียจับตัวเพื่อนร่วมชาติไปเรียกค่าไถ่รายนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 ส.ค. ที่ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ส่วนหน้า) จ.สมุทรปราการ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. (ปป 1) พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท. พ.ต.อ.ชูตระกูล ยศมาดี ผกก.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผอ.ฝ่ายรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมกันแถลง ข่าวจับกุม 3 ผู้ต้องหาชาวอินเดีย หลังก่อเหตุลักพาตัวชาวอินเดียด้วยกันไปเรียกค่าไถ่ ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการที่ 696, 695 และ 699 ประกอบด้วยนายคาเดียร์ คาน โมฮัมเหม็ด อายุ 41 ปี นายอาลี ไซเอ็ด อาห์สัน อายุ 44 ปี และนายซอมาน อายุ 27 ปี โดยจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 82/44 หมู่ 6 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมของกลางปืนบีบีกัน ไม้เบสบอล โทรศัพท์มือถือ รถกระบะ 2 คัน

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติแถลงว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 22 ก.ค.60 นายทันดัล เอ็มดี จีซานุดดิน อายุ 29 ปี ชาวอินเดีย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่าญาติชาวอินเดีย 3 คน ประกอบด้วย นายเช็ค ราจีฟ ฮอสเซ็น อายุ 34 ปี, นายเจียวล์ ฮอสเซ็น อายุ 35 ปี และนายซาเบีย อะฮาเม็ด อายุ 27 ปี เดินทางจากเมืองมุมไบมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อทำเรื่องจะไปทำงานที่ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา และถูกคนร้ายชาวอินเดียที่อยู่ในเมืองไทยจับตัวไปเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 1,500,000 บาท ขอให้ตำรวจติดตามช่วยเหลือด้วย ตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าผู้เสียหายทั้ง 3 คน เดินทางมาที่สนามบินและมีชายชาวอินเดียขับรถมารับออกไป ตำรวจติดตามสืบหาจนกระทั่งพบผู้ต้องสงสัยเป็นชาวอินเดียเปิดเต็นท์ขายรถมือสองอยู่ที่พัทยา จ.ชลบุรี จึงเข้าตรวจสอบในช่วงวันที่ 30 ก.ค. ระหว่างนั้นผู้เสียหายโทรศัพท์แจ้งให้ญาติทราบว่าถูกคนร้ายนำตัวไปทิ้งไว้ที่ประเทศกัมพูชา ติดกับชายแดนด้าน จ.สระแก้ว ตำรวจเดินทางไปรับตัวทั้ง 3 คนกลับมา พร้อมพาไปชี้ตัวผู้ต้องสงสัย ปรากฏว่าใช่คนร้ายทั้ง 3 คน จึงควบคุมตัวมาสอบสวน

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติแถลงอีกว่า สอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับพวกอีก 2 คนที่ยังจับกุมไม่ได้ ลักพาตัวชาวอินเดียทั้ง 3 คน ไปเรียกค่าไถ่และทำร้ายร่างกายจริง ต้องการเงินไปใช้จ่าย และรับว่าเพิ่งทำเป็นครั้งแรก แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะพฤติกรรมที่ทำเชื่อว่ามีการทำเป็นขบวนการตั้งแต่อินเดีย ส่งต่อมายังไทย ต้องสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อนำตัวผู้ร่วมขบวนการมาลงโทษ พร้อมกับตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ต้องหาที่มีอยู่ในเมืองไทยตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินด้วย หากมีผู้เสียหายชาวอินเดียรายใดถูกกลุ่มผู้ต้องหาจับตัวไปเรียกค่าไถ่มาแล้วก่อนหน้านี้สามารถติดต่อแจ้งความร้องทุกข์มายังตำรวจได้ ทั้งสายด่วน 1155 และสถานทูตไทยในอินเดีย เพื่อให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มแก่ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน

ด้านนายเจียวล์ ฮอสเซ็น อายุ 35 ปี 1 ในผู้เสียหาย กล่าวว่า ขอขอบคุณตำรวจไทยที่ให้การช่วยเหลือและจับกุมคนร้ายได้ ก่อนหน้านี้ตนและญาติทั้ง 3 คน สมัครงานผ่านนายหน้าทางอินเตอร์เน็ตที่อินเดียไปทำงานที่ประเทศแคนาดา นายหน้าบอกว่าไม่เสียค่าใช้จ่าย จะหักเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดเมื่อได้ทำงานที่แคนาดา แต่ต้องไปทำวีซ่าที่เมืองไทย ตนกับญาติหลงเชื่อเดินทางมาที่เมืองไทย และถูกกลุ่มผู้ต้องหาพาตัวไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองพัทยาตั้งแต่วันที่ 7-11 ก.ค. อ้างว่ารอวีซ่าผ่าน ก่อนจะย้ายไปพักที่บ้านหลังหนึ่งในเมืองพัทยา ลงมือทำร้ายร่างกายใช้ไม้เบสบอลตี ใช้ขวดยัดเข้ารูทวารหนักและยังโทรศัพท์ไปขู่ญาติที่อินเดียให้โอนเงินมาให้ ไม่เช่นนั้นจะฆ่าพวกตน แต่พอญาติโอนเงินมาไม่ครบก็นำพวกตนไปทิ้งไว้ที่กัมพูชา จึงติดต่อญาติแจ้งตำรวจมารับตัว

เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหากับกลุ่มผู้ต้องหาร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำร้ายร่างกายโดยการทรมาน หรือทารุณโหดร้าย เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ปล้นทรัพย์ มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและซ่องโจร นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดี