บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คลัง แจงคนชราได้สิทธิรับเงินยังชีพ กองทุนผู้สูงอายุ ต้องรายได้น้อย

คลัง แจงขึ้นภาษีสุรา-ยาสูบ 2% เข้ากองทุนผู้สูงอายุ คาดบังคับใช้ต้นปีหน้า ไม่ทำให้ราคาสินค้าขยับขึ้นมาก ชี้คนชรา ได้รับสิทธิเงินช่วยเหลือเพื่อการยังชีพ ต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนคนจน ประมาณ 2-3 ล้านคน...

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึง การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ ในปี 61 ว่า เพื่อรองรับการสมทบเงินในกองทุนผู้สูงอายุ ที่คาดว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ผู้สูงอายุ ฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ช่วงต้นปีหน้า แต่จะเป็นการปรับขึ้นในอัตราที่น้อยมาก ซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบทำให้ราคาขายสินค้าปรับเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่เงินที่ได้เพิ่มขึ้น จะเอาไปช่วยแก้ปัญหาของภาครัฐในการดูแลผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย

ทั้งนี้ จำเป็นในการนำเงินจากภาษีสรรพสามิตส่งเข้ากองทุนผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ซึ่งมีจำนวนประมาณ 3.5 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งประเทศ สมควรได้รับการดูแลจากรัฐให้มีความมั่นคงทางรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างน้อยในระดับพื้นฐาน ประกอบกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอให้กองทุนผู้สูงอายุมีบทบาทในการดูแล และให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น โดยจัดหาแหล่งเงินอื่นเข้ามาสมทบในกองทุนผู้สูงอายุ เพื่อให้กองทุนสามารถให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ฉบับใหม่ กำหนดแหล่งเงินเพิ่มเติมสำหรับกองทุนผู้สูงอายุ โดยให้ได้รับเงินบำรุงกองทุนในอัตราร้อยละ 2 ของภาษีที่เก็บจากสินค้าสุราและยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต แต่ไม่เกินปีละ 4,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่ประสงค์จะบริจาคเข้ากองทุนผู้สูงอายุตามโครงการสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่นำมาจัดสรรเป็นเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยต่อไป

ส่วนผู้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อการยังชีพ จะต้องเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และเป็นผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งกระทรวงการคลังจะพิจารณากำหนดจำนวนเงินที่จะจ่ายให้แก่ผู้สูงอายุรายได้น้อยให้สอดคล้องกับจำนวนเงินกองทุนผู้สูงอายุที่จัดหามาได้ตามแหล่งเงินที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ในการดำรงชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้สูงวัยกว่า 2-3 ล้านคนทั่วประเทศ

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การกำหนดสัดส่วนเงิน เพื่อส่งเข้ากองทุนผู้สูงอายุเพิ่มจากภาษีสรรพสามิตสุรา ยาสูบ และเบียร์ในอัตรา 2% และจากมาตรการให้ผู้สูงอายุที่มีฐานะดีสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพคนชราเพื่อบริจาคเข้ากองทุนดังกล่าว โดยมีกำหนดเพดานเงินกองทุนไว้ที่ 4 พันล้านบาท ซึ่งน่าจะเพียงพอในการดูแลผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยในปัจจุบัน โดยที่ผ่านมาพบว่ามีผู้สูงอายุที่มีฐานะดีแสดงความประสงค์ที่จะเข้าร่วมโครงการสละสิทธิ์รับเบี้ยคนชราเป็นจำนวนมาก จะทำให้กองทุนผู้สูงอายุมีเงินเข้ามาใช้ในการดูแลกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น.