วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดึงหน้า ทับเส้นทาง! เปิดเบื้องหลังคลิปจุดจบทางเดินนักเลง แนะ 3 วิธียุติศึกสถาบัน

เปิดเบื้องหลัง คลิปยุติศึกเด็กช่างในพระนครศรีอยุธยา หลังมีปัญหา "ดึงหน้า" ทับเส้นทางกันบนถนนโรจนะ อาจารย์เปิดใจ เดินหน้าแก้ปัญหามายาวนาน มี 3 เทคนิคสำคัญควรนำมาใช้... 

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “โรคส่วนตัว ชายใหญ่” ได้แชร์คลิปวิดีโอเด็กนักเรียน 2 กลุ่ม ที่กำลังเผชิญหน้ากัน บนถนน อ.วังน้อย จากนั้นทั้งสองกลุ่มก็ได้จับมือทำสัญญาใจ โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าวระบุว่า

“วันนี้ใครผ่านไปผ่านมาบริเวณถนนโรจนะก่อนถึงคานหาม อาจจะสงสัยว่าเกิดเหตุอะไร ไม่มีเหตุใดๆ ทั้งนั้นครับ เป็นการรวมกลุ่มเคลียร์กันซึ่งๆ หน้าของลูกผู้ชายสายเลือดช่างอยุธยาด้วยกัน ความรุนแรงไม่ได้ช่วยให้อะไรมันดีขึ้น เกียรติยศและศักดิ์ศรีอยู่ที่ความรู้ความสามารถ และผลการเรียน ไม่ใช่สีของเสื้อชอป

วันนี้ทำสัญญาใจร่วมกัน เหตุเกิดจากบนถนนโรจนะก็ให้มันจบลงที่ถนนโรจนะ #จุดจบทางเดินของนักเลงคือโลงศพ จุดจบทางเดินของบัณฑิตคืออนาคตที่สดใส

อย่างไรก็ตาม ต่อมาเพจเฟซบุ๊ก ยูไลค์ ได้นำเรื่องราวดังกล่าวมาแชร์ต่อบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก จนทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งบางคอมเมนต์ได้ตั้งคำถามว่า “มีอะไรมาวัด” เหมือนกับจะถามว่าจะวัดผลอย่างไรไม่ให้เกิดการตีกันอีก ขณะที่บางคอมเมนต์ก็ชื่นชม “ทําแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยนะ อยากให้คิดใหม่ทําใหม่ ไม่ใช่เอะอะก็ตีกัน ฆ่ากันไปวันๆ” นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งระบุว่า “เป็นรุ่นพี่เข้าใจดี แต่ถ้าพวกเองโตขึ้นจะรู้ว่าสิ่งที่พวกเองทำก่อนหน้านี้ที่คิดว่าเท่ แต่พอจบมา ได้มาทำงานถึงเข้าใจ ทำไมคนถึงด่า โตมาจะเข้าใจกันเอง เชื่อพี่ดิมันก็แค่ช่วงนึงของวัยรุ่น”

อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้ติดต่อไปยังผู้ใช้เฟซบุ๊ก “โรคส่วนตัว ชายใหญ่” ก็ทราบว่า ผู้ที่โพสต์คลิปและภาพดังกล่าวชื่อ นายไพบูลย์ อัครส หัวหน้างานกิจการนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการอยุธยา กล่าวว่า เบื้องหลังคลิปดังกล่าว เริ่มมาจากเด็กปี 1 เริ่มมีปัญหากัน ซึ่งเราได้ข่าวมา จึงได้มีการติดต่อไปยังอีกวิทยาลัย โดยคนของเราก็เอาคนที่ “กวนตีน” ที่สุดลิสต์รายชื่อมาเลย ส่วนของเขาก็เช่นกัน มารวมกันฝั่งละ 10 กว่าคน ซึ่งจริงๆ แล้ว ถนนเส้นนี้มีเด็กนักเรียนของตนผ่านเป็นร้อยคน ทำให้มีเรื่องมีราวทับเส้นกันไม่ได้ ใครมีพวกเยอะกว่าขับไล่กวดกันแบบนี้ไม่ได้แล้ว เมื่อเรื่องมันเกิดที่ถนนโรจนะเส้นนี้ ก็ควรจะมาจบที่ถนนตรงนี้ ซึ่งทาง ผอ.ทั้ง 2 โรงเรียนได้มีการประสานกันก่อน

จากนั้นก็นัดเจอกัน 5 โมงเย็นเมื่อวาน (31 ก.ค.) จะตีกันก็ให้มันรู้ไป..โดยมีฝ่ายปกครองของทั้งสองฝ่ายไปสังเกต โดยไม่มีตำรวจ (แต่เราก็ประสานกันตลอด หากมีการประสานก็จะมาอย่างรวดเร็ว) แต่พอเด็กมาเผชิญหน้ากันก็ต้องวัดใจ... โดยผมแอบถามเด็กตัวเอง “เอ็งว่ามันจบไหม... อาจารย์ผมจบฝั่งนั้นมันไม่จบ” นอกจากนี้ ตนก็ถามอีกฝั่งหนึ่ง “ผมพร้อมจบอยู่แล้ว ผมไม่มีอะไร แต่ไอ้ฝั่งนู้นมันพร้อมจบหรือเปล่า” คำตอบต่างคนต่างระแวงกันและกัน สรุปแล้วการเแก้ปัญหาไม่ได้แก้ที่ไหน แต่แก้ที่ใจเราเอง ก็เลยพูดเพื่อให้เลิกระแวงกันและกัน และจับมือกันเป็นการจบศึก

คำมั่นสัญญาที่ให้กันไว้
1.เราใช้ถนนเส้นนี้ร่วมกันอย่างปลอดภัยได้
2.จะไม่ทะเลาะวิวาท หรือ เขม่นกัน โดยเราคุยกันถึงเรื่องอาชีวะสร้างชาติ

อาจารย์ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า จริงๆ เราพยายามแก้ปัญหาเด็กนักเรียนตีกันมานานแล้ว โดยเป็นความพยายามของผู้บริหารวิทยาลัยที่เป็นอาชีวะ ทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด หรือ ตำรวจในพื้นที่ ถามว่าห้ามเด็กตีกันได้ไหม ตอบว่า “ได้เพียงบางจุด”

ล่าสุด เกิดจากน้องใหม่ปีหนึ่งที่เข้ามา มันก็เป็นเรื่องที่อดไม่ได้ที่จะต้องมีเรื่องกันบ้าง ขนาดคนครอบครัวเดียวกันยังทะเลาะกันเลย แต่การแก้ปัญหาคือ เราต้องแก้ปัญให้เร็ว เคลมให้ไว ซึ่งที่ผ่านมาเอง ยอมรับว่าเคยมีการทะเลาะเบาะแว้งกันจนขั้นบาดเจ็บ ล้มตายก็มี แต่ต้องย้อนกลับไปนานมาก เราจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการจับเข่าพูดคุยกัน จากนั้นก็มีตำรวจเข้ามาช่วยเหลือ จัดโครงการ “เรียนช่างคนละที่แต่เลือดสีเดียวกัน”

พระนครศรีอยุธยา มีวิทยาลัยทั้งหมด 13 แห่ง แต่ที่มีปัญหากันบ่อยๆ จะมีอยู่ 4 แห่ง ที่เป็นวิทยาลัยสายช่าง ดังนั้นจึงเล็งเห็นว่าควรจะจัดมวยให้ถูกคู่ไปเลย ก็เลยจัด 4 วิทยาลัยนี้มาร่วมอบรม 1 ห้อง จะอยู่ได้ 4 คน จาก 4 วิทยาลัยมานอนด้วยกันเลย ซึ่งการทำแบบนี้เรียกว่า “กล้าแลก กล้าสั่ง” ซึ่งเราได้ขอความร่วมมือจากตำรวจ ผู้ปกครองด้วย เพราะหากมีปัญหาจะได้แก้ได้อย่างทันที ช่วงแรกใช้คนจำนวนมากพอสมควร...

“แค่ผู้ว่าฯ เปิดงานเสร็จ โอ้โห...ขวดน้ำมันปากันปลิวว่อน แต่หลักสูตรละลายพฤติกรรมของวิทยากรถือว่าใช้ได้เลย กระทั่งผ่านไปได้ด้วยดี จึงเป็นที่มาของการเกิดทูตสันติภาพ พออบรมเสร็จก็จะมีรุ่นพี่เกิดขึ้น จากนั้นรุ่นพี่ก็จะเข้ามาดูแลรุ่นน้อง ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคลิปนั้น รุ่นพี่ก็เป็นคนเข้าเคลียร์ให้ โดยมีครูมาสังเกตการณ์”

ปัจจุบันเราจัดโครงการนี้มาเป็นปีที่ 7 แล้ว ถามว่ามีวิวัฒนาการอย่างไร ครูไพบูลย์ กล่าวว่า เริ่มมีปรากฏการณ์แปลกๆ คือ เด็กบางคนแม้จะจบขาสั้นมาจากที่เดียวกัน แต่พอแยกออกเป็นขายาว แล้วมาเจอกันก็จะมีปรากฏการณ์ “ดึงหน้า” กัน ซึ่งเป็นภาษาวัยรุ่นประมาณว่ามีการเขม่นกัน ทำให้เกิดความหวาดระแวงกันและกัน บางคนก็มีเหน็บอาวุธมาเพื่อป้องกันตัว บางทีก็ขับมอเตอร์ไซค์เบิ้ลใส่กัน ด่ากัน ปาระเบิดใส่กันบ้าง

เมื่อถามว่า ยังมีบางกลุ่มหรือบางคนที่ยังไม่ยอมหรือไม่ อาจาย์ไพบูลย์ยอมรับว่ามี บางคนที่ยังไม่เปิดใจ เพราะยังไม่ได้หล่อหลอมเรื่องแบบนี้ รุ่นพี่บางคนก็ชวนน้องออกทะเล ซึ่งผมเรียกพวกนี้ว่าสัมภเวสี ซึ่งหมดสิทธิ์สอบไปแล้ว แต่แต่งชอปมาเรียน อย่างไรก็ตาม ก็มีที่รุ่นพี่บางคนเลิกทะเลาะวิวาท แต่หันกลับมาช่วยเคลียร์ ช่วยแก้ปัญหา บางคนที่เคยเป็นอริกันก็มาร่วมกันแก้ปัญหา

หากจะให้แนะนำวิธีแก้ปัญหานักเรียนตีกันไปยังจังหวัดอื่นๆ ควรทำอย่างไร...ได้คำตอบว่า 

1.ผู้บริหารวิทยาลัยที่มีปัญหากันต้องเปิดใจคุยกัน ยกตัวอย่างเช่น วิทยาลัยอื่นมีหลักฐานการทำผิดของนักเรียนของตน ผอ.ของผม ไปยืนหน้าเสาธงกล่าวขอโทษ เพราะผู้บริหารต้องแสดงความรับผิดชอบและพูดคุยกันในระดับหนึ่ง

2.เมื่อมีเหตุ เราใช้หลักการเหมือนประกันชีวิต มาเร็วต้องเคลมให้ไว เพราะเราปล่อยเรื่องไว้เขาจะแก้ปัญหากันเอง โดยที่ต้องรักษาสิทธิ์ทั้ง 3 ฝ่าย คือ 1.ครูกับครูเคลียร์กัน (ใจต้องเป็นกลาง) 2.ตำรวจ หากผิดอาญาให้ดำเนินคดี 3.ผู้ปกครอง ต้องมีส่วนร่วม

3.เรียกนักศึกษากลุ่มเสี่ยง เข้าโครงการ เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งปีนี้มีอบรมไปแล้ว 1 รุ่น.