บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘ดิฉัน..ไม่ได้ทำผิด’ ‘ปู’ วิงวอน ขอความยุติธรรม (คลิป)

15 ผู้แทนสถานทูต-เกาะติด ‘ยิ่งลักษณ์’ แถลงปิดคดีข้าว สมช.ยัน ‘อุ้มโกตี๋’ ข่าวปล่อย

“ยิ่งลักษณ์” มาตามนัดแถลงปิดคดีจำนำข้าวด้วยวาจา มวลชนแห่ให้กำลังใจแน่นขนัดศาลฎีกานักการเมือง จนท.คุมเชิงสงบเรียบร้อย ไร้รุนแรง ต่างชาติส่งคนสังเกตการณ์ “ปู”ย้ำไม่ได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่ต้นทางคดี ป.ป.ช.เร่งรีบมีพิรุธ ฟ้องก่อนยัดหลักฐานทีหลัง ซ้ำยังสอดไส้หลักฐานเพิ่มระหว่างไต่สวน ขณะที่ คสช. ใช้ ม.44 อายัดเงินชี้นำคดี ย้ำไม่เคยละเลย-ทุจริต อ้อนวอนศาลทั้งน้ำตาไม่ได้ทำอะไรผิด ศาลนัดฟังคำพิพากษา 25 ส.ค. “บิ๊กตู่” สวนไม่เคยชี้นำ ขอประชาชนอย่าลากบ้านเมืองกลับไปติดหล่ม เมิน 8 คลังข้าวขอตรวจสอบใหม่ ตร.แจ้งข้อหายุยงปลุกปั่น “วัฒนา” ก่อนปล่อยตัว เลขาฯ สมช.ฟันธงอุ้ม “โกตี๋” ข่าวปล่อยทิ่มแทงภาครัฐ นายกฯถามใครกล้าขนอาวุธเข้าลาว “วัลลภ” เหาะ ข้ามห้วยลงเก้าอี้เลขาฯ สมช. พร้อมใช้ ม.44 เปิดตำแหน่งดามอก “สมเกียรติ”

คดีโครงการรับจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นจำเลยฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และละเลยไม่ระงับยับยั้งโครงการ ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เข้าถึงช่วงโค้งสุดท้าย วันที่ 1 ส.ค. เป็นการแถลงปิดคดีด้วยวาจาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก่อนจะมีคำพิพากษาจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง ในวันที่ 25 ส.ค.

แถลงปิดคดีโครงการรับจำนำข้าว

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 1 ส.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา ในฐานะเจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีการวม 9 คน นัดแถลงปิดคดีด้วยวาจาในคดีจำนำข้าว คดีหมายเลขดำที่ อม.22/ 2558 ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

จนท.คุมเชิงสงบเรียบร้อย

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. กล่าวถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณรอบศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีมวลชนมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ขณะนี้สถานการณ์โดยรวมยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีตำรวจนครบาล 2 ตำรวจควบคุมฝูงชน และตำรวจหญิงกองร้อยน้ำหวาน จำนวน 238 นาย ดูแลความเรียบร้อยโดยรอบ จะไม่มีการขัดขวางกลุ่มผู้ที่มาให้กำลังใจ ซึ่งจะเดินทางกลับไม่มีการพักค้างคืนเนื่องจากในวันพรุ่งนี้จะมีการพิพากษาคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตร

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า สถานการณ์ทั่วไปเรียบร้อยดี ขอความร่วมมือมวลชนห้ามแสดงพฤติกรรมในลักษณะหมิ่นศาลทั้งโห่ฮาหรือชูป้ายเพราะจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ชุมนุม ส่วนวันที่ 25 ส.ค. ซึ่งเป็นวันตัดสินจะใช้มาตรฐานในการดูแลควบคุมฝูงชนเดียวกันโดยใช้แผนกรกฎ 52 ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 500 นาย โดยพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์

“ปู” มาเอง–มวลชนล้นหลาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลนำแผงรั้วเหล็กมากันพื้นที่บริเวณประตูทางเข้าหน้าศาลฎีกา ขยายอาณาเขตพื้นที่ห้ามเข้าเป็นบริเวณกว้างกว่าทุกครั้ง มีกำลังตำรวจ บก.น.2 บก.สปพ. (191) กำลังคอมมานโด กองปราบปราม และกองร้อยน้ำหวานเข้าดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้ม งวด เนื่องจากมีกลุ่มคนมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์จำนวนมาก รวมถึงนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย ทันทีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางมาถึง กลุ่มมวลชนที่มารอตั้งแต่เช้ามืดได้ตะโกนร้อง “ยิ่งลักษณ์สู้สู้” โบกมือสวัสดีทักทาย ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายเมื่อทุกคนอยากเข้าไปสัมผัสและให้กำลังใจอดีตนายกฯอย่างใกล้ชิด ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีสีหน้ายิ้มแย้มรับดอกไม้ของฝากนานาชนิดจากกลุ่มผู้ให้กำลังใจ

พร้อมแถลงยันความบริสุทธิ์

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีว่า ขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกคนที่ได้เสนอข่าวของตนมาจนถึงวันนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการแถลงปิดคดี และขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่มาให้กำลังใจทุกครั้งในการต่อสู้คดี ส่วนตัวมีความพร้อมอย่างยิ่งในการแถลงปิดคดีด้วยวาจาครั้งนี้ โดยจะเข้าไปชี้แจงในชั้นศาลเพื่อยืนยันว่าตนเองมีความบริสุทธิ์ไม่ได้ทุจริตนอกจากนี้โครงการรับจำนำข้าวก็เป็นประโยชน์แก่ชาวนาก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง จึงชี้แจงได้ว่าสิ่งที่ตัวเองถูกชี้มูลตั้งแต่ชั้น ป.ป.ช.นั้นไม่เป็นธรรม

ไม่ได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่ต้นคดี

ต่อมาเวลา 09.30 น. ศาลโดยนายชีพ จุลมนต์ และองค์คณะ 9 คน ออกนั่งบัลลังก์ แล้วให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำเลยแถลงปิดคดีทันที น.ส.ยิ่งลักษณ์แถลงปิดคดีโดยมีผู้สังเกตการณ์จากประเทศต่างๆประมาณ 15 คน โดยนักการเมืองพรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดงเต็มห้องพิจารณา น.ส.ยิ่งลักษณ์แถลงว่า ขอพูดจากหัวใจที่ไม่ได้รับการดำเนินการที่เป็นธรรมจาก ป.ป.ช.และอัยการ กับขอนำเอาแนวคิดของนาย สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีและองคมนตรีว่า ความยุติธรรมมีต้นทางคือ พนักงานสอบสวนหรือตำรวจ อัยการอยู่ตรงกลาง และศาลเป็นปลายทาง ทางการสอบสวนต้นทางไม่ดีจะส่งผลกระทบถึงปลายทาง ป.ป.ช. คือต้นทางรวบรวมชี้มูลอย่างเร่งรีบมีข้อพิรุธ 1.การที่ ป.ป.ช.ฟ้องคดีโดยมีเอกสารเพียง 329 หน้า และชี้มูลความผิดหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ตนพ้นตำแหน่งเพียงหนึ่งวัน 2.ก่อนฟ้องคดีอัยการทักท้วงว่า สำนวนมีข้อไม่สมบูรณ์ต้องตั้งคณะกรรมการร่วม แต่ต่อมาอัยการก็ฟ้องคดีไปตามนั้น เช่น ลักษณะโครงการนี้สามารถยับยั้งได้หรือไม่ มีประเด็นเรื่องการปฏิบัติมิชอบหรือไม่ มีความเสียหายหรือไม่

ป.ป.ช.ฟ้องก่อนยัดหลักฐานทีหลัง

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า 3.ในเรื่องการระบายข้าว สภาพของข้าวไม่มีในรายงานของ ป.ป.ช.มาก่อน แต่เป็นเรื่องฟ้องก่อนหลักฐานมาทีหลัง 4.โจทก์เพิ่มข้อเท็จจริงนอกสำนวนระหว่างไต่สวนในศาล เช่น การตรวจสอบข้าวที่เหลือ มีคณะกรรมการที่ไม่มีประสบการณ์ มีข้อพิรุธเรื่องการคัดเกรดข้าว มีการสร้างหลักฐานใหม่ เป็นการจงใจให้เห็นว่าการระบายข้าวมีปัญหาจะเอาผิดอาญาและแพ่งกับตนให้ได้ ทั้งที่ภายหลัง คสช.มีนโยบายเรื่องข้าวสอดคล้องกับรัฐบาลของตน มีการอ้างว่าการกระทำของตนต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อสอดคล้องกับความคิดของ คสช.ที่จะเอาผิดกับตน ส่วนการดำเนินการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ทาง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดมาทีหลังด้วยเอกสาร 60,000 แผ่น ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับสำนวนตอนแรก เป็นการสร้างเรื่องสร้างมาตรฐานใหม่ที่ไม่ชอบ แล้วมาชี้มูลให้ตนรับผิดตามแพ่งโดยลำพังถึง 35,000 ล้านบาทอย่างไม่เป็นธรรม

ครวญใช้ ม.44 อายัดเงินชี้นำคดี

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า คสช.ยังใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้กรมบังคับคดีอายัดเงินในธนาคารตนไปหมด ถือว่าเป็นการชี้นำคดี และขัดต่อหลักรัฐ-ธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญให้สันนิษฐานว่า จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์และจะปฏิบัติกับคนนั้นอย่างคนกระทำผิดไม่ได้ ต่อไปถ้าดำเนินการอย่างนี้จะไม่มีใครกล้ามาเป็นผู้นำนโยบาย หรือผู้นำประชาชนอีก เมื่อสำนวน 60,000 แผ่น เข้าสู่การพิจารณาโดยไม่เป็นไปตามขั้นตอนก็ขัดรัฐธรรมนูญอีก เพราะเป็นเรื่องฟ้องนอกสำนวน ตนจึงไปขอให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดตามมาตรา 212 อีก เพราะสำนวน ป.ป.ช.ไม่ชอบ จึงขอให้ศาลโปรดอย่ารับฟังพยาน 60,000 หน้านอกสำนวนมาเป็นผลร้ายกับตน

ไม่เคยละเลยเพิกเฉย-ทุจริต

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวต่อไปว่า ตนไม่เคยทำผิดกฎหมายอาญา ฐานปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติมิชอบ ไม่ได้ทำผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. และไม่มีกฎหมายใดให้รัฐบาลยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวได้ ตนไม่เคยละเลยเพิกเฉยเพราะไม่เคยมีการทักท้วง ไม่เคยคิดทุจริต รับฟังข้อคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวง การคลัง เคยตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มาช่วยดูแลนโยบาย เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯมารับทราบและให้ช่วยดูแลอย่าให้มีการทุจริต เมื่อสั่งการไปแล้ว คณะกรรมการต่างๆต้องรับผิดชอบ แต่ไม่มีการค้านหรือขอให้ยุติการดำเนินการ รัฐบาลมีการปรับวงเงิน ลดจำนวนเงินก็ไม่มีการทุจริต

อ้อนวอนทั้งน้ำตาไม่ได้ทำอะไรผิด

“ดิฉันเป็นเหยื่อทางการเมือง เรื่องนโยบายข้าวเป็นการช่วยชาวนา ดิฉันเป็นผู้ให้นโยบาย ขอศาลอย่ารับฟังพยานหลักฐานที่ยื่นเข้ามาใหม่ที่สร้างความเข้าใจผิด จนกระทั่งมีการนำไปสู่กระบวนการให้ดิฉันต้องรับผิดในเงินสามหมื่นห้าพันล้านบาท” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวก่อนมีอาการสั่นร้องไห้ แต่ยังแข็งใจแถลงต่อไปว่า “ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงใช้ประสบการณ์ของคนเกิดต่างจังหวัด ที่รับรู้ปัญหาของกระดูกสันหลังของชาติให้ได้รับการดูแล ให้มีการพิสูจน์ว่าชาวนาจะต้องมีชีวิตดีขึ้น ลูกต้องได้เรียน สิ่งเหล่านี้ทำให้ดิฉันอดทน เพื่อให้ชาวนาลืมตาอ้าปาก ขอให้ศาลยกฟ้อง ขอให้ไม่รับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบ ไม่ฟังหัวหน้า คสช.และไม่ควรรับฟังคำชี้นำศาล”

ศาลนัดฟังคำพิพากษา 25 ส.ค.

หลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์แถลงปิดคดีด้วยวาจาแล้ว องค์คณะฯอ่านรายงานกระบวนพิจารณาให้ยกคำร้องล่าสุดของจำเลยที่ยื่นเมื่อวันที่ 26 ก.ค.60 ขอให้เพิกถอนคำสั่งและกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบกรณีไม่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 212 เนื่องจากศาลเห็นว่า ก่อนที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรมมีอำนาจวินิจฉัยก่อนว่าเข้าข้อกำหนดในการส่งหรือไม่ใช่ว่าต้องส่งทุกกรณี ดังแนวคำพิพากษาศาลฎีกา 10660/2553 การที่ไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ใช่เพราะมีกระบวนพิจารณาผิดระเบียบจึงให้ยกคำร้อง โดยศาลนัดให้ฟังคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

มวลชนยังคึกส่งกำลังใจกลับบ้าน

ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงปิดคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินออกมาทักทายกลุ่มมวลชนที่มาให้กำลังใจท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก บรรดากองเชียร์ตะโกน “รักยิ่งลักษณ์” และ “ยิ่งลักษณ์สู้สู้” ทำเอาอดีตนายกฯ ถึงกับยิ้มไม่หุบ ต่างพยายามมอบดอกไม้ของที่ระลึกเพื่อให้กำลังใจ ขณะที่สื่อมวลชนเกือบ 200 ชีวิตระดมกำลังทำข่าว ทำให้การรายงานข่าวและถ่ายภาพเป็นไปอย่างโกลาหล เบียดเสียด ก่อนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางกลับ

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นเวลายาวนานกว่า 2 ปี ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องต่อสู้คดีจำนำข้าว ไม่เคยขาดนัดพิจารณาแม้แต่ครั้งเดียว ต้องชื่นชมหัวจิตหัวใจและถือเป็นแบบอย่างของนักสู้ ยืนยันว่าคำแถลงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์คือความจริงที่ออกมาจากใจ

“บิ๊กตู่” สวน “ปู” ยันไม่เคยชี้นำศาล

เมื่อเวลา 15.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงปิดคดีโครงการจำนำข้าวด้วยวาจาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า เป็นขั้นตอนตามกฎหมาย ขอร้องอย่าไปวิพากษ์วิจารณ์กันมากนัก ตนไม่เคยต้องไปสั่งอะไรกับกระบวนการยุติธรรม เพียงแต่ให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น โดยไม่ไปก้าวล่วง ถือเป็นหลักการของรัฐบาลที่ต้องเป็นเช่นนี้ สั่งไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ร้องขอต่อศาลให้ความยุติธรรม ไม่รับฟังการชี้นำจากฝ่ายใด แม้แต่หัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผมไปชี้นำตรงไหน ยังไม่ได้ชี้นำเลย เพียงแต่ชี้แจงว่าผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร เป็นขั้นตอนของพยานฝ่ายโจทก์อยู่แล้ว ผมแค่ต้องร่วมมือกับหน่วยงานที่จะนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเท่านั้นเอง”

ขออย่าลากบ้านเมืองกลับสู่ปัญหา

นายกฯกล่าวว่า ที่ถามว่าหลังศาลมีคำตัดสินในวันที่ 25 ส.ค. สถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตนเอง แต่ขึ้นอยู่กับกลุ่มประชาชน กลุ่มนักการเมือง ส่วนตัวคิดแต่เพียงว่าเราต้องเดินหน้าประเทศไปด้วยกระบวนการยุติธรรม เมื่อถามว่า จะให้คำแนะนำประชาชนอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเหมือนปี 57 พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ขึ้นอยู่กับพวกเราว่าจะกลับไปสู่หนทางเดิมหรือไม่ ถ้าไม่อยากกลับไปอยู่ที่เดิมซึ่งมีปัญหามาก ก็ต้องดูว่าปัญหาประเทศอยู่ที่ไหน อยู่ที่ใคร และวันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ รัฐบาลกำลังเดินหน้าประเทศ ส่วนคดีความต่างๆก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเขาก็ทำงานอย่างเป็นอิสระอยู่แล้ว อย่าเอามาพันกัน

เมิน 8 คลังข้าวขอตรวจสอบใหม่

นายกฯกล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่โกดังข้าว 8 แห่ง เรียกร้องรัฐบาลระงับการระบายข้าวและขอให้มีการตรวจสอบใหม่ว่า ตามข้อเท็จจริงว่าข้าวเป็นอย่างไร ข้าวเสียหรือไม่ ทุกอย่างมีการตรวจสอบไปแล้ว โดยเจ้าของทุกโกดังมีการลงนามรับทราบมีการตรวจสอบมากกว่าการไปยืนตรวจ เอาดีเอ็นเอไปตรวจว่าเป็นข้าวไทย หรือต่างประเทศหรือข้าวปลอมปน มีทั้งหมด ชี้แจงมาหลายรอบแล้ว

“วัฒนา” มอบตัวขอปล่อยชั่วคราว

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “วันนี้มอบตัว” ทราบว่าวันนี้ บก.ปอท. จะไปขอให้ศาลอาญาออกหมายจับตน ในข้อหาความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 โดยกล่าวหาว่าตนโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กในลักษณะยุยงให้เกิดความปั่นป่วน อีกทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์ คสช. ซึ่งความจริงแล้วเป็นการให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่มีความตอนใดที่จะทำให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบ เพื่อเป็นการยืนยันเจตนาว่าตนไม่เคยคิดหลบหนี เช้าวันนี้เมื่อเสร็จการรับฟังแถลงการณ์ด้วยวาจาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะไปที่ บก. ปอท. เพื่อมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและพร้อมที่จะให้สอบปากคำทันที จากนั้นจะขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวอันเป็นสิทธิของชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ

ตร.แจ้งข้อหาก่อนปล่อยตัว

ต่อมาเวลา 11.00 น. นายวัฒนา พร้อมทนายความ เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาฐานความผิดยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ขณะที่นายวัฒนากล่าวกับผู้สื่อข่าวยืนยันว่าไม่ใช่การปลุกระดม แต่ให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำตามประเพณี ผิดด้วยหรือ แค่โพสต์ว่าใครอยากมาก็มา จากนั้นนายวัฒนาเดินทางกลับโดยไม่มีการควบคุมตัว

ถึงคิว “สมชาย-บิ๊กจิ๋ว” ลุ้นระทึก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 2 ส.ค. เวลา 09.30 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อม.2/2558 ที่ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จากกรณีรัฐบาลนายสมชายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขอคืนพื้นที่การชุมนุมจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยมีรายงานว่า ศาลฎีกาฯ จะใช้รูปแบบเดียวกับการแถลงปิดคดีจำนำข้าวด้วยวาจาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ

เลขาฯ สมช.ชี้อุ้ม “โกตี๋” ข่าวปล่อย

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกระแสข่าวชายชุดดำอุ้มนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หายไปจาก สปป.ลาว เข้ามาฝั่งไทยว่า นายวุฒิพงศ์อาจจะหลบไปเฉยๆ เพื่อสร้างกระแสข่าว รัฐบาลต้องพิสูจน์ต่อไป พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุว่าเป็นสิ่งที่ยากที่อยู่ดีๆ หายตัวไป สามารถอ้างได้หลายเรื่องเพื่อสร้างข่าว ส่วนภาพอุปกรณ์ที่ใช้ในโซเชียลมีเดียนั้นไปเอามาจากไหนก็ได้ ประชาชนต้องใช้วิจารณญาณ ในกลุ่มโกตี๋อาจแตกแยกกัน เป็นไปได้ที่จะสร้างข่าวให้เห็นภาพว่าเป็นการกระทำของรัฐ ขณะนี้ได้ประสานสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้ส่งตัวโกตี๋กลับมา อาจยังอยู่ใน สปป.ลาว หรือหลบซ่อนที่ไหนก็ได้

นายกฯถามใครกล้าขนอาวุธเข้าลาว

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.ว่า เห็นข่าวมาหลายวันแล้ว ทราบจากสื่อ จากโซเชียลมีเดีย หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงยังไม่มีรายงาน ข่าวเรื่องนี้ไม่ได้เกิดในประเทศไทย ลองคิดเอาง่ายๆ ถ้าใครไปทำก็แล้วแต่ มีการขนอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปขนาดนั้น ไปทำในดินแดนของคนอื่นทำได้หรือเปล่า หน่วยในพื้นที่ของประเทศเขาก็มี คิดให้ถูกต้องตามหลักการคิดด้วย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจาก สปป.ลาว มาตลอดแจ้งมาว่ายังไม่ทราบที่พำนักที่ชัดเจน ก็ติดตามอยู่และมีข้อมูลมาแค่นั้น ต้องขอบคุณที่ให้ข้อมูลมา ฝ่ายความมั่นคงจะติดตามต่อไป

นายกฯรับมอบแสตมป์รัชกาลที่ 10

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เป็นประธานการประชุม คสช.และเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประชุม นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำคณะผู้บริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เข้าพบนายกฯเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดนิทรรศการประชาสัมพันธ์ดวงตราไปรษณียากร 65 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และมอบกรอบรูปบรรจุแสตมป์ที่ระลึกดวงแรกรัชกาลที่ 10 ให้แก่นายกฯ ซึ่งแสตมป์ดังกล่าวได้ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นภาพพระฉายาลักษณ์พระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรม ราชวงศ์ ประกอบอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร.บนพื้นภาพสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ พร้อมเทคนิคพิเศษปั๊มฟอยล์ทอง

แจงปมโอน “วัลลภ” รู้มั่นคง–ทหาร

ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์กรณีที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบโอนย้าย พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนใหม่ว่า ถือเป็นการพิจารณาของฝ่ายความ มั่นคงว่าในช่วงนี้จะต้องมีผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับงานด้านความมั่นคงและการทหารที่จะเข้ามาดูแลส่วนนี้ โดยที่เราต้องดูแลคนเก่าไม่ให้เขาเสียกำลังใจด้วย คนเดิมที่มีข่าวว่าจะได้ขึ้นมาเราก็ต้องปรับให้เขาสูงขึ้น แต่ก็ยังคงทำงานในด้านความมั่นคงใน สมช.อยู่

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า มีความมั่นใจในตัว พล.อ.วัลลภ ให้เข้ามาดูแลด้านความมั่นคง เพราะมีความสามารถด้านภาษา เคยเป็นผู้ช่วยทูตทหารมาก่อน ส่วนจะมีการเปิดตำแหน่งรองรับนายสมเกียรติ ศรีประเสริฐ รองเลขา สมช.หรือไม่ ต้องถามนายกฯ

แจ้ง ครม.อัพเกรดเอฟ 5

พล.อ.ประวิตรยังกล่าวถึงโครงการอัพเกรดเครื่องบินขับไล่ F-5 mod ระยะที่ 2 จำนวน 4 เครื่อง มูลค่า 3,200 ล้านบาท ผูกพัน 4 ปี (ตั้งแต่ปี 2560-2563) โดยโครงการระยะแรกมีขึ้นมาแล้วในปี 2557 ว่า โครงการนี้เป็นโครงการเก่า ในระยะที่ 2 ซึ่งอนุมัติไปแล้ว ครั้งนี้เป็นเพียงแค่นำมาแจ้งให้ที่ประชุม ครม. รับทราบว่าจะปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณของกองทัพอากาศในการพัฒนาเพื่อให้มีฝูงบินครบ

ไฟเขียวตั้ง “วัลลภ” นั่งเลขาฯ สมช.


พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้ง พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผอ.สำนักแผนและนโยบายกลาโหม เป็นเลขาฯ สมช. นายอนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ เป็นอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย เป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค นายเกียรติภูมิ วงศ์รจิต เป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นางประนอม คำเที่ยง เป็นอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายสมศักดิ์ อรรฆศิลป์ เป็นอธิบดีกรมการแพทย์ นายมรุต จิรเศรษฐสิริ เป็นรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายเฉลิมชนม์ แน่นหนา เป็นที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และมีมติรับโอนนายกมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

เล็งออก ม.44 ดามใจคนอกหัก

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมร่วมระหว่าง คสช.และ ครม.ว่า ที่จากเดิมที่เคยมีคำสั่ง หัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 เรื่องการกำหนดตำแหน่งของผู้ทรงคุณวุฒิประจำส่วนราชการในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เปิด 100 ตำแหน่ง สำหรับผู้ที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ที่ประชุมมองว่ายังมีข้าราชการอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้มีความผิด และพร้อมเป็นคู่แข่งในการปรับย้ายให้ตำแหน่งสูงขึ้น แต่เวลานั้นยังไม่อาจปรับย้ายไปได้ เพราะอาจมีคนที่เหมาะสมกว่า เช่น นายสมเกียรติ ศรีประเสริฐ รองเลขาธิการ สมช. ที่มีอาวุโสพร้อมที่จะขึ้นเลขาฯ แต่ความเหมาะสมในสถานการณ์ขณะนั้นควรจะเป็นคนอื่น ก็ออกมาตรา 44 ให้รองเลขาธิการ สมช.คนดังกล่าวปรับซีให้สูงขึ้น แต่ยังอยู่ที่หน่วยงานเดิม จึงเตรียมที่จะออกคำสั่งตามมาตรา 44 ให้ใช้คำสั่งเรื่องนี้ใช้เป็นการทั่วไปทั้งหมด จะได้ไม่ต้องออกคำสั่งเฉพาะออกมาอีก

คำสั่ง คสช.เปิดตำแหน่งหมุนเวียน

ช่วงเย็นวันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2560 เรื่อง การกําหนดตําแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิประจําส่วนราชการ อาศัยอำนาจตามมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และ ม.44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว หัวหน้า คสช.จึงมีคำสั่งมีตําแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิประจําส่วนราชการ เพื่อใช้เป็นอัตราหมุนเวียนเฉพาะตัว 10 ตําแหน่ง สําหรับการแต่งตั้ง หรือบรรจุและแต่งตั้งบุคคล ตามที่นายกฯเห็นสมควรให้ ย้าย โอน หรือเลื่อนขึ้นเพื่อแต่งตั้ง โดยให้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการตามที่นายกฯกําหนด คือ ผู้ทรงคุณวุฒิประจําส่วนราชการระดับกระทรวงหรือกรม จํานวน 5 ตําแหน่ง และ ผู้ทรงคุณวุฒิประจําส่วนราชการระดับกรม จํานวน 5 ตําแหน่ง คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 1 ส.ค. พ.ศ.2560

ตั้ง “ซุปเปอร์บอร์ด” ยุทธศาสตร์ชาติ

พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้รายงานในที่ประชุม ครม. ว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ได้มีการประกาศ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ส.ค. หลังจากประกาศใช้แล้ว จะมีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธาน และรองประธานและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 17 ตำแหน่ง แต่งตั้งให้เสร็จภายใน 30 วัน ในส่วนของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จะเป็นคณะกรรมการย่อย 11 คณะ แต่ละคณะจะมีคณะกรรมการ 15 คน โดยจะต้องแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน

กมธ. แก้ 2 ปม พ.ร.บ.พรรคการเมือง

ที่รัฐสภา นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แถลงผลประชุมกมธ. ร่วม 3 ฝ่าย ถึงการพิจารณาข้อโต้แย้งเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองว่า ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งข้อโต้แย้งร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ไม่ตรงเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 4 ประเด็น กมธ.ร่วมพิจารณาแล้วเห็นว่า มี 2 ประเด็นไม่ตรงเจตนารมณ์ให้แก้ไขทบทวนใหม่ คือ 1.มาตรา 51 (4) ที่ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ สนช.ให้ความเห็นชอบระบุให้หัวหน้าพรรคลงสมัครเลือกตั้งได้เฉพาะ ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 เท่านั้น กมธ.ร่วมพิจารณาแล้วมีมติให้แก้ไขเป็นให้หัวหน้าพรรค การเมืองสามารถลงสมัครได้ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 2.การให้เพิ่มเติมมาตรา 51/1-51/4 เรื่องบทลงโทษในระบบไพรมารีโหวต จากเดิมร่างที่ สนช.เห็นชอบไม่ได้ระบุบทลงโทษกรณีกระทำผิดในระบบไพรมารีโหวต เป็นให้มีบทลงโทษหากกระทำผิดในระบบไพรมารีโหวต โดยจะมีเฉพาะโทษจำคุก และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง 5 ปี ถือเป็นโทษสูงสุด แต่ไม่มีโทษเรื่องยุบพรรค