วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คิวลุ้นก่อนรอดไม่รอด

มาตามนัดจริงๆ

ภาพมวลชนกองเชียร์หลายร้อยคนแห่มาให้กำลังใจ “น้องปู” อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการแถลงปิดคดีด้วยวาจาเป็นนัดสุดท้าย ในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เสียงตะโกน “ยิ่งลักษณ์สู้ๆ” ดังลั่น

เช่นเดียวกับแกนนำสำคัญของพรรคเพื่อไทยที่มากันพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้ง “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดัง “เดอะเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช. “เสี่ยอ้วน” นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย

รวมถึง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ที่กำลังลุ้นคั่วแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ก็ไม่พลาดคิวสำคัญ

“นางเสือ” โผล่มาให้กำลังใจ “นางสิงห์” ด้วยเหมือนกัน

แต่ก็เป็นแค่ห้วงเวลาสั้นๆ กับ 1 ชั่วโมงเต็ม ตามถ้อยแถลงยาว 20 หน้า 6 ประเด็น อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์แถลงหักล้างข้อกล่าวหา โดยเฉพาะวรรคทองท่อนท้าย

“ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด แต่สิ่งที่ทำคือ ใช้ประสบการณ์ของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่เกิดในต่างจังหวัด มีโอกาสได้รับรู้สัมผัสความทุกข์ยากแสนสาหัสของชาวไร่ชาวนา ซึ่งประเทศนี้เคยเรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติและเรียกร้องให้คนไทยทุกคนเกื้อหนุนดูแล

และดิฉันก็ได้ทำแล้วในโครงการรับจำนำข้าว แม้การผลักดันนโยบายสาธารณะเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชาวนาครั้งนี้จะทำให้ดิฉันต้องเจ็บปวดก็ตาม ในการต้องอดทนต่อสู้คดีกับฝ่ายโจทก์ที่พยายามบิดเบือนกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

สุดท้ายก่อนที่ศาลจะตัดสินคดีนี้ ดิฉันใคร่ขอวิงวอนศาลได้โปรดพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบและโดยสุจริต ไม่รับฟังการชี้นำจากฝ่ายใดๆ แม้แต่หัวหน้า คสช.ผู้กุมชะตาและอำนาจรัฐที่พูดชี้นำคนในสังคมเกี่ยวกับคดีของดิฉันเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ถ้าเรื่องนี้ไม่ผิดแล้วจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้อย่างไร

ซึ่งคำพูดนี้เป็นการชี้นำเสมือนว่ามีการกระทำผิดแล้ว ทั้งๆที่ศาลยังไม่ได้ตัดสิน จึงขอความเมตตาศาลโปรดพิจารณาพิพากษายกฟ้อง”

น้ำเสียงสั่นเครือ เจือน้ำตากลางศาล

แต่จะมีผลอย่างไรต่อทิศทางของคดีหรือไม่ รออีก 24 วันได้รู้กัน

09.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม ดีเดย์นัดชี้ชะตา

แต่ที่ต้องลุ้นตัวโก่งก่อนเลย ตามคิว 2 สิงหาคม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บุกล้อมอาคารรัฐสภา เมื่อปี 2551

โดยผู้ถูกฟ้องประกอบด้วยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจ นครบาล เป็นจำเลย

อีกหนึ่งคดีประวัติศาสตร์ที่อดีตนายกรัฐมนตรี 2 คนเป็นจำเลย

แถมอีกหนึ่งคนสำคัญที่สปอตไลต์ฉายส่องก็คือ พล.ต.อ.พัชรวาท น้องชายในสายเลือดของ “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

มันจึงหนีไม่พ้นส่งผลต่อโฉมการเมืองในห้วงอำนาจพิเศษ

ด้วยเงื่อนไขที่โยงถึงภาวะทางใจของ “พี่ใหญ่” ขุมอำนาจปัจจุบัน

ตามรูปการณ์แบบที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดใหม่ที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ เป็นประธาน ต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มพันธมิตรฯ กรณีจะถอนคดีดังกล่าวออกจากศาลฎีกาฯ

มาถึงตรงนี้ก็คือยื้อไม่ไหว คดีไหลมาถึงจุดวัดดวง

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ผลที่ออกมาคงจะเป็นบรรทัดฐานของคดีม็อบการเมืองในสถานการณ์ต่อเนื่องจากวิกฤติความแตกแยกทางการเมืองทั้งที่จ่ออยู่ในศาลและที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

จากปรากฏการณ์ “กฎหมู่” เหนือ “กฎหมาย”

ทีมข่าวการเมือง