วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บุกค้นบริษัทแปรรูปไม้ย่านคลองสามวา ยึดไม้พะยูง-ชิงชัน มูลค่า 30 ล้าน

รองอธิบดีกรมป่าไม้ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ลุยตรวจค้นบริษัทแปรรูปไม้ย่านคลองสามวา ยึดไม้พะยูง ไม้ชิงชัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ตรวจสอบ 7 วัน เปิดโอกาสเจ้าของนำเอกสารมาแสดง

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 1 ส.ค.60 นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ พล.ต.ต.สมนึก น้อยคง ผบก.น.3 พ.ต.อ.สุรพล ก้อมน้อย ผกก.สน.นิมิตรใหม่ พ.อ.พงษ์เพชร เกษศุภะ หน.ชุด ศปป.4 กอ.รมน. ส่วนกลาง เจ้าหน้าที่ทหารร้อย รส.ที่2 ร.2 พัน 2 รอ. เจ้าหน้าที่ สน.นิมิตรใหม่ สนธิกำลังตรวจค้นที่บริษัทโกลวู๊ดกรุ๊ปจำกัด เลขที่ 130/8 ถนนนิมิตรใหม่ แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กทม. หลังรับแจ้งว่าสถานที่ดังกล่าวลักลอบเก็บไม้ต้องห้าม เช่น ไม้พะยูง ไม้ชิงชัน ไว้เป็นจำนวนมาก

ที่เกิดเหตุพบเป็นโกดังเก็บไม้ชั้นเดียวเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ จำหน่ายไม้พื้น ไม้ปาร์เก้ ไม้แปรรูป วงกบ ประตู หน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์ไม้ต่างๆ พบนางฐิติมาภรณ์ พันธุ์เสือ อายุ 40 ปีเป็นผู้ดูแล จึงแสดงอำนาจตามคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้เพื่อเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบไม้ชิงชันขณะกำลังเตรียมใส่รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ จึงเข้าตรวจยึดเพื่อขอตรวจสอบไม้ทั้งหมด

นายอรรถพล เปิดเผยว่า ไม้ทั้งหมดนี้คาดว่าจะถูกตัดจากป่ารอยต่อ จ.แพร่ จ.น่าน และ จ.พะเยา แล้วมาซ่อนไว้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก่อนจะใส่รถบรรทุกส่งออกไปยังจุดผ่อนปรน ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และท่าเรือคลองเตย สำหรับการตรวจค้นครั้งนี้พบไม้ที่แปรรูป เช่น ไม้เหลี่ยม ไม้ตัด โดยไม้เหลี่ยมนั้นมีกว่า 9,000 ชิ้น มีขนาดรวมกัน 125 ลูกบาศก์เมตร มูลค่าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นไม้ชิงชัน ไม้พะยูง ทางเจ้าหน้าที่จะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 7 วัน โดยเปิดโอกาสให้เจ้าของบริษัทนำเอกสารมาแสดง หากไม้ชิ้นใดไม่มีเอกสารมาแสดง ก็จะยึดดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ขบวนการดังกล่าวมีการทำมานานและมีขนาดใหญ่โตในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา การจับกุมครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับก่อนใช้คำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้เพื่อเข้าตรวจค้น ทั้งนี้หากพบว่ามีความผิดตามประกาศ คสช.ที่ 106/2557 ก็จะถูกดำเนินคดีคือจำคุก 20 ปี ปรับสูงสุด 2 ล้านบาท.