บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมื่อคนที่ผม (เคย) ไม่ชอบ เป็นคนรวยอันดับ 2 โลก

โดย ซูม

เมื่อวานนี้คุณ “ลมเปลี่ยนทิศ” เจ้าของคอลัมน์หน้า 5 ข้างๆผมเขียนถึงคนรวยที่สุดของโลก และคนรวยที่สุดของไทย จากการประกาศอันดับแบบเรียลไทม์ของฟอร์บส์เอาไว้หลายคน

ท่านผู้อ่านที่สนใจกรุณากลับไปเปิดอ่านได้นะครับ หากเผอเรอไม่ได้อ่านไปเมื่อวันวานละก็

ที่ผมจะนำมาเขียนขยายความในวันนี้เป็นคนรวยที่สุดอันดับ 2 ของโลกครับ ได้แก่ คุณ เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง Amazon.com เว็บไซต์ขายของที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาและของโลกในขณะนี้

โดยส่วนตัวแล้วผมรู้จัก (ข้างเดียว) คุณ เจฟฟ์ เบโซส์ มานานมาก

ถ้าจำไม่ผิดอ่านเจอประวัติของแกเมื่อปี 2001 ตอนไปนิวยอร์ก แล้วเจอกับเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรด เมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายนปีดังกล่าวเข้าพอดี

ช่วงนั้นผมอยู่ที่นิวยอร์กหลายวันช่วยคุณ ไพโรจน์ ปักษาษิณ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำนิวยอร์ก เขียนรายงานข่าวและเบื้องหน้าเบื้องหลังเหตุการณ์ “11 กันยายน” มาลงไทยรัฐทั้งหน้า 1 และคอลัมน์ของผม จนกระทั่งเหตุการณ์คลี่คลายลงไป จึงออกไปเดินดูโน่นนี่ของเมืองนิวยอร์ก

เผอิญว่าผมเป็นคนชอบหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ ทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ จะต้องหาเหตุเดินเข้าร้านหนังสืออยู่เสมอ และร้านหนึ่งที่ผมเข้าประจำที่อเมริกาก็คือ ร้าน Barnes&Noble นั่นเอง

ร้านนี้จะมีทุกเมือง และตามเมืองใหญ่จะมีหลายๆร้าน อย่างที่นิวยอร์กก็มี 4-5 ร้าน ผมจะแวะไปดูบ่อยๆ

ไปเที่ยวนั้น ปรากฏว่า ร้าน Barnes&Noble หายไปหลายร้านเลยสอบถามได้ความว่าร้านหนังสือกำลังแย่ เพราะเจอคู่แข่งจากการขายหนังสือทางออนไลน์ของ Amazon.com ที่เปิดกิจการมา 7-8 ปีแล้วขายดีมาก จนกระเทือนร้านหนังสือทุกแห่ง

ผมฟังแล้วก็ไม่ชอบใจ Amazon.com นับแต่วันนั้น และมองว่าเป็นผู้ร้ายที่เกิดขึ้นมาเพื่อจะทำลายความขลัง และเสน่ห์ของร้านหนังสือที่ผมรัก ว่าอย่างนั้นเถอะ

จึงไปหาประวัติมาอ่าน ทำให้ทราบว่า นาย เจฟฟ์ เบโซส์ นี่เอง เป็นผู้ก่อตั้ง ตอนนั้นแกยังหนุ่มอายุแค่ 30 กว่าปีเท่านั้น ลาออกจากงานในฐานะวิศวกรคอมพิวเตอร์ของบริษัทการเงินยักษ์ที่วอลล์สตรีท นิวยอร์ก ไปลงทุนเปิด Amazon.com ขายหนังสือออนไลน์ที่เมืองซีแอตเติลแทน

เอาโรงรถของแกเป็นโกดังเก็บหนังสือ ก่อนจะห่อส่งไปให้ผู้สั่งประสบความสำเร็จอย่างงาม ขายดิบขายดีกลายเป็นกิจการใหญ่โตมาโดยตลอด จนร้านหนังสือในสหรัฐฯกระเทือนไปหมดอย่างที่ว่า

ผมอ่านเรื่องราวเหล่านี้แล้ว ก็แอบภาวนาอยู่เงียบๆ ขออย่าให้แกประสบความสำเร็จมากไปกว่านี้เลย เพราะโกรธที่แกกำลังจะเป็นผู้ทำให้ร้านหนังสือเจ๊งหมด ว่างั้นเถอะ

ที่ไหนได้ยิ่งภาวนา (ความจริงก็แช่งน่ะแหละ) แกยิ่งรวยเอารวยเอา และอเมซอนของแกก็เพิ่มรายการของที่จะขายขึ้นเรื่อยๆ เป็นวีดิโอบ้าง ซีดีเพลงบ้าง ไปจนถึงเพชรนิลจินดา จนในที่สุดก็ขายทุกสิ่งทุกอย่าง และกลายมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก แพ้บิล เกตส์ ไปอย่างหวุดหวิดจากการประกาศอันดับล่าสุด

บิล เกตส์ มีทรัพย์สินมูลค่า 90,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ เจฟฟ์ เบโซส์ มี 87,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูสีอย่าบอกใครเชียว

ล่าสุดนี้ผมปลงแล้วครับ บอกตัวเองว่าอย่าไปโกรธแกเลย เพราะสิ่งที่เราอยากให้คงอยู่ตลอดไปคือ “หนังสือ” ต่างหากล่ะ

ทุกวันนี้ร้านหนังสือ Barnes and Noble ก็ยังมีอยู่ทั่วสหรัฐฯ ประมาณ 600 กว่าสาขา และเปลี่ยนวิธีการโดยไปขายร่วมกับร้านกาแฟสตาร์บัคส์บ้าง หรือร้านขายสินค้าอื่นๆบ้าง ถือว่ายังอยู่ได้

ก็นึกเสียว่าโลกมันต้องเปลี่ยน ร้านหนังสือแบบห้องแถวอาจจะน้อยลง แต่ก็ไปโผล่ที่ออนไลน์ หรืออินเตอร์เน็ตแทน ถือเสียว่าออนไลน์เป็นร้านหนังสือรูปแบบใหม่ที่ทำให้คนยังอ่านหนังสืออยู่

ตราบใดที่คนยังอ่านหนังสือ เราก็ควรพอใจ ไม่ว่าจะซื้อมาจากร้านหนังสือ หรือสั่งซื้อจากร้านออนไลน์...ขอให้อ่านก็แล้วกัน

ทุกวันนี้ผมหันมาคิดแบบนี้โดยไม่แอบแช่งใครอีกแล้วละครับ.


“ซูม”