วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สิงหา-กันยาระทึก! ลุ้นพายุถล่มน้ำท่วมกรุง ไขสาเหตุอีสานจมบาดาล

ตอนนี้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ตอนบนของประเทศยังคงไม่คลี่คลาย โดยจากข้อมูลของกรมบรรเทาสาธารณภัย ล่าสุด (31 ก.ค.) พบว่ามี 19 จังหวัด ประกอบด้วยภาคอีสานมากที่สุด 10 จังหวัด ประกอบด้วย สกลนคร นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ มุกดาหาร อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ

นอกจากนี้ ยังมีภาคอื่นๆ อีก 9 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ 2 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ ภาคกลาง 5 จังหวัด พิษณุโลก พิจิตร พระนครศรีอยุธยา สุโขทัย และลพบุรี ภาคใต้ 2 จังหวัด ได้แก่ ระนอง ชุมพร โดยสถานการณ์ในภาพรวมระดับน้ำทรงตัว และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

ถึงแม้ประเทศไทยจะประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่มาแล้วหลายครั้ง แต่ที่คนจดจำไม่ลืมก็คือปี พ.ศ. 2554 ที่โดนกันเกือบทุกจังหวัด ขวัญผวา เสียเงินเสียทองจากการซ่อมแซมบ้านเรือน ยังคงเป็นหนี้จนทุกวันนี้ก็มี

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ ปีนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ คงยากที่จะตอบ สิ่งที่ต้องหวังพึ่งก็คือประสบการณ์ในการแก้ปัญหาและรับมือต่างหาก ถือเป็นสิ่งสำคัญ และแน่นอน...เพื่อเรียนรู้ถึงอุบัติภัย ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงต้องคุยกับกูรูท่านนี้ นั่นก็คือ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช อดีตประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

ดร.สมิทธ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมอุตุนิยมวิทยา มีการแจ้งเตือนประชาชนช้าไปนิดนึง เมื่อมีการแจ้งข่าวเขาก็ไม่สามารถเตรียมตัว หรือป้องกันภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้น ความเสียหายจึงเกิดขึ้นรุนแรงกว่าที่คาดการณ์กันไว้ เพราะเราไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าด้วยข้อมูลทั้งหมด เช่น พายุอยู่ตรงไหน จะเข้ามาวันไหน ต้องรับมืออย่างไร ซึ่งข้อมูลที่มีการแจ้งให้ทราบนั้นยังไม่เพียงพอ ทำให้ประชาชนไม่ทราบว่าสิ่งที่จะต้องเผชิญนั้นมีความเสียหายมากน้อยเพียงไร

ทีมข่าวเฉพาะกิจฯ ถามว่า เพราะเหตุใด จ.สกลนคร ถึงโดนหนักกว่าจังหวัดอื่น ดร.สมิทธ ตอบว่า พายุลูกที่แล้ว (เซินกา) ได้สะสมเมฆฝนมาค่อนข้างนาน แล้วปรากฏว่ามันไม่ไปไหน โดยหยุดอยู่กับที่บริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ ธรรมชาติของพื้นที่ตรงนั้นมีลักษณะเหมือนแอ่งกระทะ ทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาไปรวมตัวอยู่ที่บริเวณดังกล่าว

ดร.สมิทธ อธิบายว่า ส่วนการระบายเป็นไปได้ยาก เพราะฝนตกลงมาอยู่เรื่อยๆ น้ำไม่มีทางระบาย สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ประชาชนก็ไม่ทราบ เป็นเหตุให้ความเสียหายจากภัยธรรมชาติขยายวงกว้าง

ไขคำตอบ ทำไม สกลนคร และภาคอีสาน ถูกฝนถล่มหนักจนน้ำท่วมหลายพื้นที่ 

ฝนที่ตกลงมามากๆ ครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่ผิดปกติทางธรรมชาติหรือไม่ อดีตประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า การที่มีพายุเข้าถือเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ผิดปกติคือ “มันไม่ไปไหน” กลับหยุดนิ่งในบริเวณดังกล่าว กลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ซึ่งทางภาครัฐเองจึงประกาศว่า เป็นพายุที่ไม่มีกำลังแรง ชาวบ้านก็เข้าใจว่าฝนจะตกไม่หนัก

หากศึกษาเรื่องนี้ดีๆ โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ จะทราบว่าขณะที่พายุหมุนอยู่ในบริเวณนั้น นอกจากจะทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีฝนตกแล้ว มันยังดึงความชื้นมาจากมหาสมุทรอินเดียมารวมอยู่ในพายุด้วย ส่งผลให้ “ทางผ่าน” ที่ความชื้นถูกดึงพาดผ่านมามีฝนตกลงมา หากสังเกตเมื่อ 2 วันก่อน กรุงเทพมหานครก็ได้เกิดฝนตกหนักด้วย เนื่องจากได้รับความชื้นจากมหาสมุทรอินเดียครั้งนี้

ทีมข่าวฯ ถามว่า ทำไมพายุดังกล่าวถึงไม่ไปไหน มีความผิดปกติอย่างไร ดร.สมิทธ​ กล่าวว่า เพราะปีนี้มีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ประเทศจีน จีนได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติรุนแรงกว่าปีก่อน โดยเฉพาะฝนและหิมะตกมากในทิศตะวันตกของประเทศ ขณะที่เส้นทางพายุนั้น ไม่พาดผ่านเส้นทางเดิม แต่มีการพาดพานขยับขึ้นเหนือมากขึ้น ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางเดินพายุ

อย่างไรก็ตาม จากการดูจากเรดาร์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เชื่อว่า สถานการณ์ตอนนี้เริ่มคลี่คลายเกือบหมดแล้ว คงต้องรอดูต่อไปว่าจะมีการก่อตัวพายุในทิศตะวันออกของทะเลจีนใต้อีกหรือไม่ แต่หากดูตามเส้นทางการก่อตัวของพายุ ก็เชื่อว่า ภายในเดือนนี้ (สิงหาคม) หรือเดือนหน้า (กันยายน) เราอาจจะต้องเจอพายุอีก ซึ่งตอนนี้เองก็เริ่มมีมรสุมที่ก่อตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำที่ทะเลจีนใต้ใกล้ประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ซึ่งถือเป็นโชคดีอย่างหนึ่ง ที่มีพายุ 1-2 ลูก ก่อนหน้านี้ไม่เข้าประเทศไทย แต่เลยไปยังประเทศจีนแทน ถ้าเราโดนพายุ 2 ลูกนี้อาจจะหนักมากๆ

“เวลาผมจะทำนายว่าประเทศไทยจะมีพายุกี่ลูกนั้น ผมไม่ได้คาดการณ์เอาเอง แต่เป็นการดูข้อมูลสถิติ โดยมองลึกไปที่ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยผมจะเข้าไปดูเส้นทางพายุย้อนหลัง 30-40 ปี ซึ่งจากข้อมูลพบว่านับจากนี้เป็นต้นไปจนถึงฤดูร้อน จะมีการก่อตัวของพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ มหาสมุทรทะเลจีนใต้ เป็นประจำ แต่พายุที่ก่อตัวนั้นก็ไม่ได้มาทุกปี”

เชื่อไม่เป็นอย่างปี 54 แต่ก็อย่าประมาท เพราะเดือนสิงหา กันยา ตุลา เป็นช่วงที่จะมีพายุเกิดขึ้นถี่ 

เมื่อถามว่าปีนี้จะเจอภัยธรรมชาติอย่างปี 2554 หรือไม่ ดร.สมิทธ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าเจอแบบปี 54 แต่ประมาทไม่ได้ เพราะเส้นทางพายุช่วงนี้จะพาดผ่านเฉพาะตอนบนของประเทศ จากนั้นเดือนสิงหาคม กันยายน และ ตุลาคม เส้นทางพายุจะเลื่อนลงมาด้านล่าง ฉะนั้น ภาคกลาง และ ภาคใต้ เองก็มีโอกาสที่จะประสบกับพายุ ซึ่งนี่คือเส้นทางพายุโดยธรรมชาติ และกรมอุตุนิยมวิทยาได้เก็บสถิติไว้

จากสถิติดังกล่าว ผมกลัว...ถ้าเส้นทางพายุเลื่อนมาด้านล่าง จะทำให้ฝนตกหนักในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร รวมไปถึงภาคใต้ ถ้าฝนตกลงมากเราเองอาจจะมีปัญหาตามมา..ถ้าไม่เตรียมตัวให้ดี โดยเฉพาะระบบการเตือนภัย และการระบายน้ำ”

ที่ผ่านมา เกิดฝนตกมาตลอด แต่บางครั้งฝนก็ไม่ได้ตกในเขื่อน แต่เป็นการตกนอกเขื่อน แต่ถ้ามีการบริหารจัดการไม่ดี มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนออกมา ก็จะทำให้เกิดน้ำท่วม เพราะน้ำนอกเขื่อนมีมากอยู่แล้ว แต่ปล่อยน้ำมาเพิ่มก็ยิ่งทำให้เกิดน้ำท่วมสูง

"ส่วนตัวแล้วอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวกับการเตือนภัยร่วมกันทำงาน ซึ่งตอนที่ตนเป็น ผอ.กรมอุตุฯ ในหลวง ร.9 พระองค์ท่านทรงสนพระราชหฤทัยเรื่องนี้มาก ตัวผมเองต้องเข้าไปถวายงานทุกวัน จากนั้นพระองค์ท่านก็จะทรงมีรับสั่งในการแก้ปัญหา ทั้งนี้ เรามีข้อมูลของกรมอุตุฯ อยู่แล้ว หากช่วงไหนมีวิกฤติต้องมาร่วมทำงานกันแบบ 24 ชั่วโมง ยิ่งปัจจุบัน กรมอุตุนิยมวิทยานั้นมีความทันสมัยมาก ได้มีความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น เป็นไปได้ควรจะส่งคนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมชลประทาน กฟผ. หรือหน่วยบรรเทาสาธารณภัยมาประจำที่กรมอุตุฯ ก็ยิ่งดี จะได้มีการแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที แล้วจะทำให้เกิดความเสียหายน้อยลง" ดร.สมิทธ กล่าวทิ้งท้ายให้คิด 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน