วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไขดราม่า ตัดหัวกระทิง ‘แม่มะลิ’ คลายข้อสงสัยทำไมเป็นที่ต้องการ?

วิเคราะห์ดราม่าตัดหัวกระทิงแม่มะลิ แหล่งข่าวกรมอุทยานฯ เผย สาเหตุลักลอบล่าสัตว์ป่าเอาเนื้อบริโภค ประดับบ้าน แจง มูลค่าหัวกระทิงไม่ถึงหลักแสน ระบุ กฎหมายโทษหนัก คนแอนตี้...

หลังจากที่มีดราม่าตัดหัวแม่มะลินั้น มีจุดเริ่มต้นมาจาก ข้อความที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กของฮาลา บาลา โดยทีมอาสา ตชด.ได้เข้าช่วยเหลือกระทิงแก่ แม่มะลิ หลังตกหล่มโคลน เพราะจะลงไปกินน้ำ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ จากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่อุทยานมาตัดหัวกระทิงตัวดังกล่าวกลับไปไว้ที่สำนักงาน ถึงแม้จะมีคนอ้อนวอนแต่กลับไม่เป็นผล จึงเป็นต้นเหตุของเรื่องราวดราม่าในครั้งนี้

ทำให้ต้องร้อนถึง น.ส.กาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต้องรีบออกมาชี้แจงดราม่าก่อนที่เรื่องราวจะไปกันใหญ่โต ว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติบางลางนำหัวกระทิงมาไม่ใช่วัตถุประสงค์ เพื่อการประดับประดาสำนักงานตามที่เป็นข่าว หากแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติบางลาง ตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการไปเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครอง และดูแลรักษาอุทยานแห่งชาติ หรือการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการ โดยวัตถุประสงค์ของเจ้าหน้าที่ที่นำซากหัวกระทิงกลับมายังสำนักงาน เพื่อ

1. เป็นการปกป้องทรัพยากรในพื้นที่อุทยานฯ เนื่องจากหัวกระทิงเป็นสิ่งมีมูลค่าราคาแพง เพื่อเป็นการป้องกันการลักลอบขุดซากหัวกระทิงไปจำหน่าย หรือครอบครองส่วนบุคคล เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องนำหัวกระทิงมาเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานอุทยานแห่งชาติบางลาง เพื่อเป็นสมบัติของประเทศชาติ โดยทางอุทยานแห่งชาติบางลางได้จัดทำบัญชีซากสัตว์ป่า และจัดทำรายงานต่อกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช

2. เพื่อจัดเก็บซากสัตว์ป่าให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่เยาวชน และประชาชนที่เข้ามาเยี่ยมชมในพื้นที่ เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เกิดความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากร สัตว์ป่าในพื้นที่ และเกิดการเรียนรู้และทราบข้อมูลทางวิชาการ โดยเฉพาะหัวกระทิง นอกจากจะทำให้ได้เรียนรู้ลักษณะสัณฐานวิทยาของเขากระทิง เพื่อจำแนกชนิดจากเขาสัตว์แล้ว ยังสามารถเรียนรู้การประเมินอายุของกระทิงจากการนับวงพาลี ซึ่งปกติโคนเขาของกระทิงจะหยักเป็นลอนคลื่น เรียกว่า "พาลี" จะปรากฏเป็นรูปร่างเมื่อกระทิงอายุย่างเข้าปีที่ 6 ซึ่งหากไม่ตัด และนำออกมาทันที จะทำให้ลักษณะของพาลีที่เกิดขึ้นอาจถูกทำลายโดยแมลงที่กัดแทะปลอกเขาของซากกระทิง

ด้านแหล่งข่าวไม่ประสงค์ออกนาม จากกรมอุทยานฯ ได้เปิดเผยว่า การเลือกว่าจะตัดส่วนใดของซากสัตว์นั้น พิจารณาจากอวัยวะส่วนใดของสัตว์ที่มีค่า และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อหรือขายได้ ซึ่งกรณีนี้คือ หัว และเขาของกระทิง

ส่วนสาเหตุที่คนมักจะลักลอบล่าสัตว์ป่าอย่าง กระทิง เพื่อต้องการเอาเนื้อไปบริโภค ในกรณีที่มีเวลามากพอจะตัดหัวไปด้วย เพื่อยืนยันได้ว่าเป็นเนื้อกระทิงแท้ รวมถึง นำไปประดับบ้าน โดยเฉพาะเขาของกระทิง แต่มูลค่าไม่สูงมากไม่น่าจะถึงหลักแสน และไม่ได้เป็นที่ต้องการของคนอย่างกว้างขวางเหมือนกับงาช้าง ส่วนสัตว์ป่าชนิดอื่น เช่น หมี ใช้ได้หลายส่วน ทั้งบริโภคเนื้อ หรือนำไปค้าในรูปแบบอื่นได้อีกมากมาย

สำหรับสัตว์ชนิดใดที่มีมูลค่ามากที่สุดนั้น มองว่า สัตว์ป่าทุกชนิดประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ แต่จะประเมินค่าจากคุณค่าของสัตว์ป่าที่มีการทำประโยชน์ให้แก่ระบบนิเวศมากกว่า

นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังยืนยันด้วยว่า ทุกซากสัตว์ที่ตายโดยธรรมชาติ จะมีการเก็บรักษาเป็นของแผ่นดิน เป็นของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการนำส่งส่วนกลางเพื่อนำเข้าพิพิธภัณฑ์ ศึกษาข้อมูลทางวิชาการ หรือนำไปเก็บไว้ที่อุทยานฯ ก็ตาม ไม่มีเจ้าหน้าที่ถือครองส่วนตัวแน่นอน เพราะซากเหล่านี้ หากคนที่ไม่มีใบอนุญาตครอบครองจะมีความผิดตามกฎหมาย

แหล่งข่าวจากกรมอุทยานฯ ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันการล่าเพื่อเอาซากมาค้าลำบากมากขึ้น เพราะกฎหมายเข้มแข็ง อย่างเช่น หลังจากที่คลอด พ.ร.บ.งาช้าง ขึ้นมา โดยให้ผู้ที่มีไว้มาแจ้งครอบครองให้ถูกกฎหมาย และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการก็ไม่พบรายงานการล่าช้างป่า เพื่อเอางามาค้าอีก เนื่องจากกฎหมายมีบทลงโทษที่หนัก โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ รวมถึงยังมีการทำดีเอ็นเอช้าง ทำให้การจับช้างป่าไม่มีแล้ว

“ตอนนี้ไม่ค่อยมีคนต้องการเขากระทิงเท่าไร เพราะเทรนด์ปัจจุบันแอนตี้การนำซากสัตว์มาทำเครื่องประดับมากขึ้น คนปัจจุบันมองว่าการกระทำนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าโอ้อวด หรือดูว่าเป็นคนมีบารมี แต่เป็นสิ่งที่ไม่เป็นมงคลที่เอาจิตวิญญาณของสัตว์ที่ตายแล้วมาไว้ในบ้าน ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเหมือนสมัยก่อนที่นิยมกัน เรื่องนี้มันเอาต์เทรนด์แล้ว” แหล่งข่าวจากกรมอุทยานฯ ระบุ.

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ฮาลา บาลา