วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“อ๊บ”​ เหยื่อดีเจอ้อนน้อย แพทย์ไขข้อสงสัยจากหน้าเละกลับไปเป๊ะเหมือนเดิมได้ไหม?

จากกรณีที่บล็อกเกอร์สาวด้านความสวยงามชื่อ Erk-Erk โพสต์คลิปขอความเป็นธรรม หลังจากน้องสาวชื่อ “อ๊บ” ถูกดีเจทอมอ้อนน้อยทำร้ายร่างกายโดยใช้แก้วตบจนเลือดท่วมหน้า เย็บเกือบ 100 เข็มจนต้องเสียโฉม มีรอยเเผลเป็นบนใบหน้าไปตลอดชีวิต ไม่มีทางรักษาให้หายเหมือนเดิม เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 60 นั้น

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 60 Erk-Erk โพสต์ขอบคุณทุกความช่วยเหลือและชาวเน็ตที่ช่วยกันแชร์ และเผยความคืบหน้าว่า “ดีเจอ้อนน้อย” ผู้ต้องหายังไม่เข้ามอบตัวตามหมายจับ และได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกรณีมีผู้กล่าว หรือจงใจไขข่าวซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงเป็นความเท็จ จะดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดแก่ผู้กระทำพร้อมด้วยหลักฐานพิสูจน์

ล่าสุดวันนี้ (31 ก.ค. 60) น.ส.ชื่นจิตร หรือ ดีเจอ้อนน้อย เตมีศักดิ์ ได้เดินทางเข้ามอบตัว ที่ สน.วังทองหลางและอนุญาตให้ประกันตัวเองด้วยเงินสด 150,000 บาท และจะมีการแจ้งวันนัดให้เข้ามารายงานตัวอีกครั้ง ภายหลังมอบตัวกับพนักงานสอบสวน ดีเจอ้อนน้อยร่ำไห้ขอโทษครอบครัวของอ๊บ โดยยืนยันว่าไม่มีเจตนา ที่ทำไปเพราะป้องกันตัว เนื่องจากอ๊บต่อว่าแฟนสาวของตนจนเกิดบันดาลโทสะ 

สำหรับ “อ๊บ” ผู้เคราะห์ร้าย ชาวเน็ตต่างเห็นอกเห็นใจและสงสารอย่างสุดซึ้ง และเป็นห่วงว่าจะเสียโฉมไปตลอดชีวิตจริงไหม จะมีแผลเป็นบนใบหน้าหรือไม่ ไทยรัฐออนไลน์สอบถามจาก นพ.วิษณุ โล่ห์สิริวัฒน์ หรือ คุณหมอบัว อาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ รพ.ศิริราช สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย ตอบข้อสงสัยในกรณีดังกล่าวว่า

การมีบาดแผลฉีกขาดบนในหน้าจากการถูกของแข็งกระแทก และมีเศษแก้วพบค้างอยู่ภายในแผลนั้น การดูแลรักษาแผลต้องทำเป็นขั้นตอน เพราะคนไข้อาจมีรอยเเผลเป็นที่เห็นชัดบนใบหน้าไปตลอดชีวิตและยากมากที่จะทำให้หายไป หลักการคือ แพทย์จะดูรักษาแผลให้เป็นแผลเป็นที่คุณภาพดีที่สุด ใกล้เคียงเนื้อเยื่อข้างเคียง ดูเหมือนเดิมที่สุด และไม่มีการดึงรั้งจนเสียการทำงานของอวัยวะบนใบหน้าเช่น ลูกตา เปลือกตา เป็นต้น

แผลเป็นเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะอยู่กับร่างกายไปทั้งชีวิต ไม่มีทางหาย มีแต่ว่าแผลเป็นนั้นคุณภาพดีแค่ไหน คือ ไม่เห็นชัด วิธีที่จะช่วยทุเลาไม่ให้แผลเป็นบนใบหน้าเด่นชัด กลายเป็นแผลเป็นนูน หรือคีลอยด์ หรือแผลเป็นขยายกว้าง คือ หลังตัดไหม พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด ทาครีมกันแดด และทายากันแผลเป็น หรือแผ่นปิดป้องกันแผลเป็นอย่างน้อย 3-6 เดือน และอาจต้องนวดแผลเบาๆ 2-3 เดือน เพื่อไม่ให้รอยแผลเป็นแข็งกระด้าง เนื่องจากอาจจะดึงรั้งอวัยวะของใบหน้าซึ่งมีผลกับสุขภาพร่างกาย เช่น หากแผลเป็นเหนือหางตา หรือเปลือกตาก็อาจจะทำให้ผิวหนังถูกดึงรั้ง ทำให้นอนหลับตาได้ไม่สนิทได้ และการรักษาเสริมอื่นๆ เช่น เลเซอร์บางตัว หรือการใช้ยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ก็อาจจำเป็นในการรักษาได้

ทั้งนี้ คุณหมอบัวได้แนะนำหลักการดูแลรักษา เผื่อว่าวันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากคนที่เรารักว่ามีบาดแผลที่ใบหน้าไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดๆ จะได้แนะนำแนวทางปฏิบัติตัวได้ถูก ดังนี้

1. การบาดเจ็บร่วมสำคัญ รักษาชีวิตก่อนรักษาแผล อย่าเพิ่งรีบดูแต่บาดแผล ต้องดูว่าการกระแทกที่รุนแรง หรือการถูกทำร้ายร่างกายนั้นอาจมีผลต่อสมอง กระดูกต้นคอ หรืออวัยวะในช่องอก ช่องท้องด้วยหรือไม่ ซึ่งอาจต้องรักษาด่วนและสำคัญกว่าแผล บางทีผู้ที่ไม่เข้าใจจะเร่งรีบให้หมอเย็บแผล แต่นั่นอาจทำให้พลาดการรักษา วินิจฉัยที่สำคัญกว่าได้

2. บริเวณใบหน้าเลือดออกได้ มากๆ เพราะมีเส้นเลือด และแขนงเส้นเลือดมากมาย ก่อนมา รพ. แนะนำให้กดด้วยแรงพอสมควร อย่าล้วง อย่าบีบ และอย่าตกใจ

3. ต้องเข้าใจการทำงานของแพทย์ห้องฉุกเฉิน ซึ่งบอกอยู่แล้วว่าห้องฉุกเฉิน เพราะฉะนั้นจะให้แพทย์ห้องฉุกเฉินซึ่งบางทีไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่ง เค้าต้องดูทั้งหมด ทั้งเคสเส้นเลือดในสมองแตก หัวใจขาดเลือด เด็กชัก จะมาแต่งเย็บแผล 2-3 ชั่วโมงคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นหากมีเคสผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้า อาจต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เช่น ศัลยแพทย์อุบัติเหตุ หรือศัลยแพทย์ตกแต่ง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการบาดเจ็บบริเวณใบหน้า มากกว่า และใช้เวลาสักนิด

4. จำนวนเข็ม ไม่ใช่ตัวบอกความรุนแรงของบาดแผล อันนี้ถือเป็นความเข้าใจผิดของสังคม แผลเล็กๆ 1-2 ซม. บางทีต้องเย็บถึง 40-50 ที เพราะต้องซ่อมเส้นเลือดเส้นประสาท และซ่อมกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น แล้วจึงเย็บผิวหนัง ดังนั้นความรุนแรงของแผล อย่ายึดติดแค่จำนวนเข็มแค่นั้น

สุดท้าย อาจารย์วิษณุ ฝากบอกว่าแผลเป็นในปัจจุบันเน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา และการป้องกันดูแลนั้นต้องประกอบไปด้วยหลายวิธีการไม่ใช่วิธีการหนึ่งใดเท่านั้น