วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯ ยันไม่สืบทอดอำนาจ ชี้ปฏิรูป-ยุทธศาสตร์ฯ เป็นภารกิจต้องขับเคลื่อน

นายกฯ ขอบคุณแม่น้ำ 5 สาย ร่วมเป็นสะพานฝ่าน้ำเชี่ยวกราก ขจัดความขัดแย้งแตกแยกคนในชาติ อ้อนอย่าทิ้ง "คสช.-รบ." ไว้ข้างหลัง ย้ำวางยุทธศาสตร์ชาติ-ปฏิรูปประเทศ เพื่อเป็นเข็มทิศ ไม่ได้คุมสืบทอดอำนาจ ขอให้กำลังใจ รมต.บ้าง

เมื่อวันที่ 31 ก.ค.60 ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในพิธีรับมอบงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ตอนหนึ่งว่า วันนี้ถือเป็นวันแสดงความสำเร็จในการร่วมมือร่วมใจในการทำงานของทุกคน เพื่อประชาชนคนไทยทั้งชาติในอนาคตที่ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันให้ได้ ลดความหวาดระแวง พิจารณาตามขั้นตอนความเหมาะสมของสถานการณ์ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เหตุผลก่อนที่ตนเข้ามา ทราบกันอยู่แล้ว โดยไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นคนที่ดี คนเก่ง และคงไม่มีใครอยากเข้ามา โดยช่วงนั้นทราบกันดีมีแรงกดดันสูงทั้งภายในและภายนอกประเทศ อยู่ในภาวะไม่สงบสุข มีวิกฤติการเมืองหลายๆ อย่างเกิดขึ้น ประชาชนขัดแย้งแตกแยกรุนแรง ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต ส่งผลกระทบความเชื่อมั่นโครงการต่างๆ หยุดชะงัก เบิกจ่ายใช้จ่ายงบประมาณไม่ได้ และเศรษฐกิจชะลอตัว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาการกระทำผิดกฎหมายที่เรื้อรังมานาน ไม่ว่าจะด้วยการปล่อยปละละเลย การทุจริต การขาดวินัยของคนไทย โดยเฉพาะกฎหมายจราจรที่ไม่ปฏิบัติกัน ซึ่งใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ รัฐบาลต้องหามาตรการที่ทำให้เขาพอใจ อย่ามองว่าจะต้องใช้กฎหมายอย่างเดียว หรือจะใช้อำนาจตนอย่างเดียวแล้วจะทำได้ทั้งหมด อะไรที่ทำได้ก็คือทำได้ และต้องแก้ปัญหาให้ประชาชนด้วยในทุกๆ เรื่อง พัฒนาอย่างเท่าเทียมไม่ทิ้งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง ต้องเร่งกำจัดจุดอ่อนเหมือนเกมกำจัดจุดอ่อน สร้างความแข็งแกร่งให้กับการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีการกำหนดวิสัยทัศน์ประเทศถึงปี 2579 คาดว่าประเทศมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน รัฐบาลคิดในเชิงบริหาร ไม่ได้คิดเพื่อจะสืบทอดอำนาจ มีเป้าหมายแผนงานชัดเจน ส่วนการปฏิรูประเทศที่มีทั้งการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปตำรวจตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอย่าไปคิดว่าไม่ดีแล้วต้องปฏิรูป แต่ต้องดูว่าเกิดประโยชน์กับใครอย่างไร ไปล้มทั้งหมดคงไม่ได้ รวมถึงการกระจายอำนาจท้องถิ่น ถ้าเลิกวันนี้ก็ปั่นป่วนหมด ควรทำให้เขาแข็งแรงก่อน ไม่ทุจริต วันนี้ต้องทำแผนงานให้สอดคล้องกัน ไม่มีทางล็อบบี้สำนักงบประมาณได้ ต้องมาให้ตนอนุมัติ เพื่อให้เกิดผลในทุกพื้นที่ การทำอะไรต้องคำนึงถึงเงินด้วย ดูความจำเป็น อย่างบัตรทอง 30 บาทก็ต้องให้ งบประมาณขาดอยู่แล้วเราต้องทำ ล้มไม่ได้อยู่แล้ว ประชาชนเองเดือดร้อน ไม่ยอมให้แก้ เขาเคยชินแบบนี้มาตลอด ซึ่งต้องมีแผนปรับปรุง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องสำคัญยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปนั้น เป็นคู่แฝดที่ต้องทำคู่ขนาน โดยยุทธศาสตร์เป็นเข็มทิศนำทางเพื่อเดินไม่ตกหลุม ส่วนการปฏิรูปเป็นการปรับเครื่องยนต์ให้มีสมรรถนะให้ไปได้เร็วขึ้น และปรับปรุงรักษาที่ชำรุดจากการทุจริต ระบบการบริหารราชการไม่หยุดชะงัก วันนี้เราอยู่บนสะพานข้ามน้ำอันเชี่ยวกราก ท้ายสุดตกสะพานไม่เป็นไร เพราะสะพานต้องถูกทุบทิ้ง แต่ต้องว่ายน้ำให้เป็น ซึ่งตนไม่กลัวเพราะว่ายน้ำเป็น ใส่เสื้อชูชีพดูแลตัวเอง แต่ประเทศชาติต้องมาก่อน โดยธรรมะจะคุ้มครองพวกเรา และต้องปรับกล่องควบคุมคือ กฎหมายต่างๆ เราต้องไม่ปล่อยภาระไว้ที่ใคร ฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามอย่าทิ้งรัฐบาลและ คสช.ไว้ข้างหลัง ในเมื่อท่านไปกันหมดแล้วมาบอกให้รับไปแบบนี้ไม่ได้ต้องช่วยกัน ส่วนการปฏิรูปต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง บางอย่างปฏิรูปแบบพลิกฝ่ามือเลยไม่ได้ บางเรื่องยากเพราะประชาชนเยอะ ต้องคิดแบบผู้มีปัญหา แต่เอาเขามาคิดด้วย เปิดเวทีให้เขา และแก้ปัญหาทุกระดับ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เรื่องการขนส่งทางรางจะมีการตั้งกรมการขนส่งทางรางหรือไม่ เพราะต้องทำหน้าที่ควบคุมการขนส่งทางรางทั้งหมด การลงทุนต่างๆ กรมนี้จะทำหน้าที่ควบคุมทั้งหมด เพื่อลดภาระของหน่วยงาน ทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ใช่ตั้งมาแล้ว สุดท้ายสหภาพฯ ไม่เอาด้วย อย่างนี้ไปไหนไม่ได้ ตรงนี้เป็นเรื่องของทั้งประเทศ อย่าขัดแย้งในเรื่องเหล่านี้ เพราะเป็นเรื่องการจัดทำโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าโครงสร้างไม่เกิด อย่างอื่นก็ไม่เกิด สังคมต้องเรียนรู้ ที่เราต้องทำวันนี้เพราะวันหน้ารถจะได้ไม่ติด หรือจะให้ติดอย่างนี้ตลอดไป ผมจะได้ไม่ต้องสร้าง ที่จะทำมีทั้งรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟโมโนเรล ทางด่วนต่างๆ ก็ต้องทำไปให้เสร็จมากที่สุด อย่ามองว่ารัฐบาลหรือตน หรือใครได้ประโยชน์ ถ้ามองอย่างนั้นก็ไปหาหลักฐานมา จะตรวจสอบให้ทั้งหมด

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้หนักใจมีหลายคนมาบอกว่า อยากเอาคนนั้นคนนี้ออก ถามว่าแล้วจะเอาใครทำมีไหม เสนอตัวมาที่จะเป็นรัฐมนตรี มาแล้วถูกตรวจสอบเลอะเทอะไปหมด ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน ถูกตรวจสอบทรัพย์สิน ห้ามประกอบธุรกิจ ถ้าอยากเป็นรัฐมนตรีต้องยอมให้ตรวจสอบทุกอย่าง ถูกกล่าวหาประวัติ ทุกอย่างใส่ร้ายป้ายสีได้เยอะ เพราะฉะนั้นต้องเสียสละ มาเป็นรัฐมนตรีรับเงิน 1 แสนบาท ไม่มีรายได้อื่น วันนี้รัฐมนตรีถูกให้ตนย้ายทุกวัน ทุกรัฐมนตรีแหละ ปัญหามันเยอะ ไม่ได้อยู่ที่รัฐมนตรี ไม่เช่นนั้นก็ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีทั้งหมด เปลี่ยนนายกฯ ด้วย เพราะตนต้องรับผิดชอบ เพราะนั่งทำงานด้วยกันทั้งหมด

"ไม่ใช่ผมทำคนเดียว ไม่ใช่ทุกคนชอบแต่ลุงตู่ ไม่ชอบรัฐมนตรีผมเลยสักคน แล้วผมจะอยู่กับใคร ใครจะทำ ให้กำลังใจกันบ้าง ถ้ามันมีหลงหูหลงตาบ้าง ไม่ใช่รัฐมนตรีโลกลืม ก็คุณไม่ฟัง ฟังแต่ผมคนเดียว แล้วก็คุณก็บ่นผมทุกวัน ถามรัฐมนตรีทำไมไม่พูด เขาบอกพูดทุกวัน แต่ไม่มีใครฟัง สื่อเป็นอย่างนี้ ไปโทษเขาไม่ได้ ท่านต้องพูดแบบผม" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ทั้งนี้ช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอฝากภารกิจนี้ไว้กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศชุดใหม่ สานต่อภารกิจที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้สำเร็จ อยากให้ทุกคนให้กำลังใจ ขอให้ปรบมือให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ สปท. และปรบมือให้ตัวเองทั้งหมด ขอบพระคุณอีกครั้ง ไม่มีการตำหนิซึ่งกันและกัน เลิกแล้วต่อกัน มีหน้าที่ก็ทำกันต่อไป ทุกท่านคือผู้ที่เริ่มกับตนตรงนี้ วันนี้ปัญหาของโลกใบนี้ ความมั่นคง ความขัดแย้ง สงครามก่อการร้ายสุดโต่ง ปัญหาสังคม การศึกษา โรคระบาด การแบ่งขั้วแบ่งฝ่าย เป็นปัญหาที่ต้องเจอ เราต้องลดความขัดแย้งให้มากที่สุด หามาตรการทำทุกอย่างให้ลดความขัดแย้งในประชาชนให้ได้ ขอฝากให้ระวังการใช้สื่อโซเชียลมีเดียด้วย ก่อนจะเชื่อให้ใช้สติปัญหาคิดให้ดี "หลายเรื่องของผมก็โดนเยอะ ไม่เป็นไรสู้ได้ เพราะผมคิดว่าผมยังไม่ได้ทำอะไรผิด ผิดอยู่วันเดียว 22 พ.ค.หน่อยเดียวเท่านั้นเอง ก็เพราะมันมีเรื่องเลยต้องทำ".