วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ไทย-อินโดนีเซีย" ขยายมิติความสัมพันธ์ร่วมโชว์ "โขนรามายณะ" แดนชวา : ผลักดัน "2018 ปีวัฒนธรรมอาเซียน"

การแสดงโขนรามเกียรติ์ หรือรามายณะร่วมไทย-อินโดนีเซีย ณ เวทีการแสดงกลางแจ้งปรัมบานัน ที่เมืองยอกยาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวอินโดนีเซีย รวมถึงคนไทยที่พำนักในอินโดนีเซีย โดยคณะผู้แทน รัฐบาลไทยมีเจ้ากระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) วีระ โรจน์พจนรัตน์ นำทีมนักแสดงโขนจากกรมศิลปากรไปทำการแสดงระหว่างวันที่ 20-23 ก.ค.ที่ผ่านมา และที่สำคัญคือ การแสดงโขนรามายณะครั้งนี้นักแสดงไทยและอินโดนีเซียยังได้แสดงร่วมกันเป็นครั้งแรก ในตอนพระรามเดินดง และตอนจองถนน

ทีมข่าววัฒนธรรม ได้มีโอกาสร่วมติดตามคณะผู้แทนไทยซึ่งเดินทางไปเยือนเมืองชวาครั้งนี้ด้วย โดยนอกจากจะได้ชื่นชมความยิ่งใหญ่อลังการของการแสดงโขนซึ่งเป็นมรดกร่วมทางวัฒนธรรมในอาเซียน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอินโดนีเซียแล้ว ยังได้ติดตาม รมว.วัฒนธรรม เข้าพบและหารือทวิภาคีกับ นายมูฮัดญีร์ เอฟเฟนดี รมว.ศึกษาธิการและวัฒนธรรมอินโดนีเซีย รวมถึงเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอินโดนีเซีย การบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกบุโรพุทโธ ทั้งมอบโล่บุคคลและหน่วยงานทั้งชาวไทยและอินโดนีเซียที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-อินโดนีเซีย

นายวีระ เปิดเผยถึงการเยือนอินโดนีเซียครั้งนี้ว่า “หลังการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนประเทศไทยได้จัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมประชาคม อาเซียน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในการนำมิติ วัฒธรรมสร้างสัมพันธ์ที่ดีและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับประเทศต่างๆ วธ.จึงมีนโยบายบูรณาการการทำงานด้วยการนำมิติวัฒนธรรมเชื่อมโยงทั้งการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน รวมถึงเรื่องของความมั่นคง เป็นทีมไทยแลนด์ที่เราต้องสนับสนุนมิติอื่นๆของรัฐบาลด้วย ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน เป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของ ไทยรองจากมาเลเซีย และสิงคโปร์ ดังนั้นวัฒนธรรมจะเป็นจุดเชื่อมความสัมพันธ์ด้านอื่นๆระหว่าง ไทยและอินโดนีเซีย”

รมว.วัฒนธรรม ขยายความเพิ่มเติมด้วยว่า “โขน ไทยเป็นที่รู้จักของชาวอินโดนีเซีย และการแสดง รามายณะของที่นี่ก็ได้รับความนิยมมีการสืบทอดและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญปรัมบานันที่ปรากฏเป็นฉากหลังของการแสดงเป็นศาสนสถานฮินดูที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ขณะนี้อยู่ระหว่างบูรณะหากสำเร็จก็จะเป็นศาสนสถานของฮินดูที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นอกจากนี้ คณะยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารจัดการมรดกโลก โดยเฉพาะบุโร-พุทโธซึ่งเป็นพุทธสถานที่มี อายุเกือบ 1,300 ปี เป็นหนึ่งในมรดกโลก ครั้งหนึ่งได้เกิดแผ่นดิน ไหว ยูเนสโกและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกซึ่งรวมทั้งไทยก็มาช่วยกันบูรณะ โดยหินที่นำมาก่อสร้างทุกก้อนมีการบันทึกตัวเลข ไว้ หากต่อไปเกิดแผ่นดินไหว หินที่กระจายลงมาสามารถนำกลับไปที่เดิมได้ และทุกขั้นตอนของการบูรณะ ได้ถูกบันทึกไว้และรวบรวมเป็นจดหมายเหตุ ทำให้คนรุ่นต่อๆไปได้เรียนรู้ ถือเป็นอีกประเด็นสำคัญของกลุ่มประชาคมอาเซียนที่มีเวทีแลกเปลี่ยนความร่วมมือในการบริหารจัดการมรดกโลก”

สำหรับการหารือทวิภาคีกับ รมว.ศึกษาธิการและวัฒนธรรมอินโดนีเซีย นายวีระ เปิดเผยว่า “ได้หารือต่อยอดการส่งเสริมและเพิ่มพูนความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างกันมากขึ้น นอก เหนือจากด้านศิลปะการแสดง โดยทั้งสองฝ่ายจะจัดกิจกรรมเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมสาขาอื่นๆ เพิ่มขึ้น อาทิ ภาพยนตร์ การแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณ คดีและพิพิธภัณฑ์ การแลกเปลี่ยนครูผู้สอน ภาษาและวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนเยาวชนในค่ายศิลปวัฒนธรรม การนำเสนอวรรณกรรมร่วม “อิเหนา-ปันหยี” เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก การจัดกิจกรรมวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้หารือถึง ข้อเสนอของฝ่ายไทยถึงความเป็นไปได้ที่จะร่วมกันประกาศให้ปี 2018 เป็นปีวัฒนธรรมอาเซียนเพื่อกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกมีความร่วมมือด้านวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้ไทยได้ส่งหนังสือถึงประเทศสมาชิกอาเซียนผ่านเลขาธิการอาเซียนแล้ว หากทุกประเทศเห็นพ้องเป็นฉันทมติก็จะนำเสนอสู่ที่ประชุมอาเซียนซัมมิต เพื่อประกาศเป็นทางการต่อไป”

ด้าน นายพิชยพันธุ์ ชาญภูมิดล เอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ชี้ถึงความสัมพันธ์ไทย-อินโดนีเซียว่า “มีความคล้ายคลึงทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม ภาพยนตร์ วรรณคดี โดยเฉพาะรามเกียรติ์ รวมถึงในแง่ความเป็นอยู่ อาหารการกิน การแต่งกายก็ใกล้เคียงกัน และคนอินโดฯก็มาเที่ยวเมืองไทยจำนวนมาก ปีที่แล้วมาประมาณ 5 แสนคน ขณะที่คนไทยมาเที่ยวอินโดนีเซียประมาณ 9 หมื่นกว่าคน โอกาสการเติบโตด้านการท่องเที่ยวยังมีสูง หรือภาพยนตร์ไทยที่เข้ามาฉายในอินโดนีเซียก็เป็นที่ยอมรับ สิ่งเหล่านี้จะพัฒนาความใกล้ชิดมากขึ้น นำไปสู่การส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้า การลงทุน เพราะ คนอินโดนีเซียและคนไทยถ้าได้รู้จักกันแล้วก็มีความรู้สึกสนิทเข้ากันง่ายโดยไม่ได้มีข้อจำกัดด้านประวัติศาสตร์ หรือความรู้สึกที่แตกต่างของความเป็นอาเซียนด้วยกัน”

ทีมข่าววัฒนธรรม เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการนำศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมีความสุนทรีย์ งดงาม สร้างสรรค์ เป็นหัวใจหลักในการเชื่อมมิตรภาพระหว่างประเทศ

สำคัญที่สุดคือ การเกิดผลต่อยอดสู่การเชื่อมความสัมพันธ์ในมิติด้านอื่นๆ ที่จะเสริมสร้าง ความแข็งแกร่งให้กับประชาคมอาเซียนด้วยกัน.


ทีมข่าววัฒนธรรม