วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รู้จัก..โรคเลือด มะเร็งร้ายเม็ดเลือด

ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล


หากเอ่ยถึง...“โรคเลือด” หลายท่านอาจรู้สึกคุ้นหูและคิดว่าโรคเลือดก็คือ...“ภาวะโลหิตจาง” หรือไม่ก็...“โรคธาลัสซีเมีย” แต่จริงๆแล้วโรคเลือดมีความหมายกว้าง และครอบคลุมโรคต่างๆมากกว่านั้น โดยจะรวมไปถึง...โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคไขกระดูกฝ่อ

ในประเทศไทยพบว่ามีแนวโน้มพบผู้ป่วยโรคระบบโลหิตนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกายคนเรา แม้ร่างกายจะมีกระบวนการจัดการความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ถ้าวันใดเกิดความไม่สมดุลในร่างกาย เช่น วิตกกังวล การติดเชื้อ การได้รับสารเคมีบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน...

ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เสียสมดุลของกลไกทางภูมิคุ้มกัน “เซลล์ที่ผิดปกติ” ก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและควบคุมไม่อยู่จนกลายเป็น “มะเร็ง” ในที่สุด

ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์โลหิตวิทยากรุงเทพ โรงพยาบาลวัฒโนสถ บอกว่า โรคระบบโลหิตวิทยาเป็นกลุ่มโรคที่พบได้บ่อยทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันที่พบความรุนแรงและรักษาได้ยาก เมื่อเทียบกับโรคมะเร็งทั่วไป

นั่นเป็นเพราะว่า “ระบบเลือด” เป็นระบบที่สำคัญของร่างกายรองจากปอดและหัวใจ ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย โรคทางระบบโลหิตวิทยา หรือโรคเลือด หมายถึง โรคหรือความผิดปกติของเม็ดเลือด ไขกระดูก ระบบ reticuloendothelial ต่อมน้ำเหลืองและระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งปัจจัยของการแข็งตัวของเลือด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มมะเร็งระบบเลือด ซึ่งพบได้บ่อย เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) มะเร็งไขกระดูก (Multiple Myeloma หรือ MM)

และ 2.กลุ่มโรคเลือดที่ไม่ใช่มะเร็ง ซึ่งแบ่งได้ดังนี้ หนึ่ง...โรคที่มีภาวะโลหิตจาง เช่น โรคธาลัสซีเมียซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม โลหิตจางจากการขาดเหล็ก โลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 12 และโฟเลต...ผู้ที่เป็นโรคเหล่านี้จะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ออกกำลังกายแล้วเหนื่อย ในกรณีที่เป็นรุนแรงอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

สอง...โรคที่มีความผิดปกติของไขกระดูก เช่น โรคไขกระดูกฝ่อ เกิดจากการที่ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดได้น้อยลง ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการซีด เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง มีจ้ำเลือด...เลือดออก เป็นไข้และมีโรคติดเชื้อ สาม...โรคมะเร็งระบบเลือด เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน (Acute leukemia) โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง (Chronic leukemia) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

“ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันจะมีจ้ำเลือด จุดเลือดออก เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือเลือดประจำเดือนออกมาก มีไข้และโลหิตจาง...ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังมีม้ามโต หรือต่อมน้ำเหลืองโต ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองพบมีต่อมน้ำเหลืองโตที่บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ ก้อนโตเร็วแต่ไม่เจ็บ”

สี่...โรคที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น โรคเลือดไหลไม่หยุด โรคเลือดออกผิดปกติจากสาเหตุอื่นๆ เช่น โรคตับ หรือภาวะลิ่มเลือดกระจายทั่วไปในหลอดเลือด สุดท้าย...โรคที่มีการอุดตันของหลอดเลือดดำที่พบบ่อยคือ หลอดเลือดดำที่ขาอุดตัน ทำให้มีขาบวมข้างเดียว ก้อนเลือดอาจหลุดไปอุดที่หลอดเลือดในปอดได้

ศ.นพ.สุรพล อธิบายว่า โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นมะเร็งที่ร้ายที่สุด พูดกันเฉพาะเฉียบพลันนะ เอ็กซ์คิวลูคีเมีย เราควรรู้ก่อนว่าเป็นอย่างไร ปกติแล้วเม็ดเลือดมี 3 ชนิด เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด เม็ดเลือดที่อยู่ในเลือดมีคุณสมบัติอยู่สองอย่างคือหนึ่งเป็นเม็ดเลือดตัวที่โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ทำหน้าที่ได้

“เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่นำออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงอวัยวะ ส่วนต่างๆของร่างกาย ส่วนเม็ดเลือดขาวก็เหมือนทหารทำหน้าที่ป้องกัน...ต่อสู้เชื้อโรค ส่วนเกล็ดเลือดก็มีหน้าที่ทำให้เลือดหยุด”

แล้วคุณสมบัติอันที่สองก็คือจำนวนเม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิดที่ว่านี้ต้องมีจำนวนพอเหมาะพอดี ไม่มากไปไม่น้อยไป ซึ่งมีโรงงานที่สร้างเรียกว่าไขกระดูกอยู่ในโพรงกระดูก พวกเราส่วนใหญ่ผู้ใหญ่ก็อยู่ในกระดูกแบนๆ เช่น กระดูกกะโหลกศีรษะ กระดูกสันหน้าอก กระดูกสะโพก

การสร้างเม็ดเลือดในไขกระดูก...ก็เริ่มต้นจากเซลล์ตัวแรกที่เรียกว่า “สเต็มเซลล์” หรือ “เซลล์ต้นกำเนิด” แล้วก็เจริญตัวถัดไปแยกเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด...หลังจากนั้นก็จะมีการแบ่งตัวอีกสี่ห้าขั้นตอน จนกระทั่งได้เป็นตัวหนุ่มสาวถึงจะปล่อยไปในเลือด... ความต่างก็คือว่าเม็ดเลือดที่อยู่ในไขกระดูกยังเป็นเม็ดเลือดที่ทำหน้าที่ไม่ได้ พอโตเป็นหนุ่มเป็นสาว ทำหน้าที่ได้ก็ปล่อยออกไปในเลือด

“ลูคีเมีย” หรือ “มะเร็งเม็ดเลือดขาว” เป็นความผิดปกติของตัวอ่อนเม็ดเลือดขาวระยะที่ถัดมาจากเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์โดยที่มีการเพิ่มจำนวน เพิ่มแบบมะเร็ง เพิ่มแบบไม่หยุดยั้ง คือ...มีการเพิ่มตลอดเวลา

“ลูคีเมีย” ก็แบ่งแยกย่อยไปได้อีก 2 ชนิด ชนิดเฉียบพลัน กับ ชนิดเรื้อรัง ชนิดเฉียบพลัน...จะไม่มีการเจริญเป็นตัวที่แก่เลย เป็นแต่ตัวอ่อนทั้งนั้น พวกนี้จะสะสมอยู่ในไขกระดูกทำให้ไปเบียดการสร้างเม็ดเลือดปกติของไขกระดูก เพราะฉะนั้นก็จะมีผลทำให้เม็ดเลือดปกติลดลง ทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ลดลง

พอลดลงก็จะมีอาการผิดปกติ เช่น เม็ดเลือดแดงนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายมีน้อย อวัยวะต่างๆก็ขาดเลือดก็เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ซีด ส่วนเม็ดเลือดขาวพอต่ำก็มีไข้ เพราะเกี่ยวข้องกับการทำลายเชื้อโรค แล้วเกล็ดเลือดต่ำก็มีผลในเรื่องเลือดออกผิดปกติ มีเลือดออกตามผิวหนัง มีจ้ำเลือดใหญ่ๆหรือว่ามีเลือดออกจากอวัยวะสำคัญอื่น เช่น จมูก ไรฟัน หรือแม้กระทั่งปัสสาวะเป็นเลือด

“การรักษาทำอย่างนี้ ต้องเคมีบำบัดก่อน ให้ยาเคมีบำบัดไปฆ่า ทำลาย เซลล์มะเร็งลูคีเมียในไขกระดูก พอให้ยาปุ๊บ...เซลล์ในไขกระดูกก็ถูกทำลายไปด้วย ฉะนั้นการให้ยาไม่ใช่ว่าจะให้ทีเดียวตลอดเวลา แต่ต้องให้เป็นพักๆ สาม...สี่...ห้าวัน เจ็ดวันครั้ง พอให้เสร็จแล้วก็หยุดเพื่อให้ไขกระดูกฟื้นตัว”

คำว่าหายคือเซลล์มะเร็งในไขกระดูกน้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์... การสร้างเม็ดเลือดในไขกระดูกเป็นปกติ

ปัญหาสำคัญมีว่า...หายแล้วแต่โรคมะเร็งก็มีโอกาสกลับมาเป็นขึ้นอีก ปัจจุบันมีวิทยาการใหม่ในการรักษาด้วย “การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด” หรือที่เรียกว่า “การปลูกถ่ายไขกระดูก” เข้ามาใช้ ก็คือการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงแล้วตามด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์หรือการปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้ไขกระดูกของคนอื่น

“โรคจะเป็นกลับมาอีกเพราะมีเซลล์มะเร็งลูคีเมียเหลืออีกนิดๆหน่อยๆ ในไขกระดูก ตัวที่เหลือนี้เอง พอเพิ่มจำนวนขึ้นก็ทำให้เป็นโรคกลับมา... เราต้องฆ่าตัวที่เหลือ การให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงเข้าไปกับใช้สเต็มเซลล์ นอกจากสร้างเม็ดเลือดใหม่ ในเซลล์ไขกระดูกยังมีตัวที่ไปทำลายเซลล์ลูคีเมียโดยตรง ทำให้โรคหายขาดได้”

อีกข้อควรรู้...เวลาปลูกถ่าย คนให้ที่ดีที่สุดก็น่าจะเป็นพี่น้องที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกัน แต่ว่าพี่น้องพ่อแม่เดียวกันโอกาสที่จะเหมือนกันก็มีแค่ 25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง

ทีนี้...ถ้าบางคนไม่มีพี่น้อง หรือมีเช็กแล้วว่าให้ไม่ได้ ไม่เข้ากัน ก็ต้องหาคนอื่น ตอนนี้มีอยู่ 2 ทางเลือก หนึ่ง...หาจากผู้บริจาคประเทศไทยก็มีผู้บริจาคขึ้นทะเบียนที่สภากาชาดไทยดูว่าเข้ากันได้ก็เอามาใช้

สอง...เราสามารถที่จะใช้ญาติพี่น้องที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกันแค่ครึ่งเดียวได้ ยกตัวอย่าง เช่น พ่อแม่ให้ลูก ลูกให้พ่อแม่ หรือพี่ให้น้องเป็นเทคนิคปัจจุบันที่สามารถปลูกถ่ายให้ประสบความสำเร็จได้

“เซลล์ผิดปกติ” ที่จะกลายเป็น “มะเร็ง” เกิดขึ้นตลอดเวลาในผู้คนปกติ แต่ร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันเซลล์ผิดปกติที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลานี้อยู่แล้ว...อย่าเครียด อย่าจิตตก อย่ามีทุกข์...“อโรคยา ปรมาลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ.