วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ไก่อู' โต้ข่าวสั่งลบภาพ ภริยานายกฯ แต่งชุดดำทำบุญตักบาตรวันเฉลิมฯ

"สรรเสริญ" ปัดสั่งลบภาพภริยา "บิ๊กตู่" ใส่ดำร่วมงานตักบาตร ยันอาจารย์น้องแต่งตัวถูกต้องตามประกาศสำนักนายกฯ จนท.ไล่ล่ามือบิดเบือนหวังทำลายเครดิต รบ.

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 60 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงกรณีมีข่าวลือส่งต่อกันทางแอปพลิเคชันไลน์ และสื่อต่างๆ ว่า ตนสั่งให้หนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนลบภาพ นางนราพร จันทร์โอชา ภริยาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่แต่งกายชุดดำประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และถวายพระพรชัยมงคลกับถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 65 พรรษา ในวันที่ 28 ก.ค. ที่บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต นั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

"การแต่งกายของ นางนราพร หรือ อ.น้อง ภริยาของนายกรัฐมนตรี เป็นไปตามประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้การแต่งกายของ ครม. เป็นชุดปกติขาวไว้ทุกข์ ส่วนคู่สมรสที่เป็นหญิงแต่งกายชุดไทยจิตรลดา หรือชุดไทยอมรินทร์ สีดำ ดังจะเห็นได้ว่าคู่สมรสที่เป็นสตรีของคณะรัฐมนตรีก็แต่งกายเช่นเดียวกันกับ อ.น้อง" พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันยังมีการตัดต่อบิดเบือนภาพข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ภรรยาของนายกรัฐมนตรี จงใจแต่งกายขัดกับที่กำหนดในหนังสือของสำนักนายกฯ เสมือนเป็นการไม่ถวายพระเกียรติกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาอีก

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ระยะนี้มีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง ขอให้พี่น้องประชาชนรับข้อมูลข่าวสารอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของเล่ห์กลทางการเมือง การทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอาจเป็นเรื่องธรรมดาของการเมืองที่เกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย แต่การบิดเบือนข้อมูล ดึงเอาผู้ไม่เกี่ยวข้องอย่างภรรยาท่านนายกฯ หรือคู่สมรสของ ครม.ต่างๆ มาทำลายชื่อเสียงนั้น ถือเป็นเรื่องน่าอาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพยายามดึงเอางานพิธีในโอกาสสำคัญของชาติเข้ามาเกี่ยวข้องอีก เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้จริงๆ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งตรวจสอบหาตัวผู้สร้างข่าวบิดเบือนเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย