วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปฏิรูปการศึกษา มองเห็นฝั่งหรือยัง

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์


เปิดรายงานผลการดำเนินงาน การ “ปฏิรูปการศึกษา” ที่สำคัญ ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษาครั้งที่ 1/2560 ให้คนไทยรู้ว่ามี...และกำลังเดินหน้าไปมากน้อยอย่างไร

ฉบับเต็มมีเกือบ 30 หน้า “สกู๊ปหน้า 1” ขอตัดตอนให้สั้นๆกระชับเพื่อความเข้าใจ...ตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. ปี 2557 จนถึงวันนี้ เป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้นในทุกด้าน

การปฏิรูปการศึกษาไทย...อย่างยั่งยืนเป็นหนึ่งในนั้น โดยเฉพาะ 10 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ การปฏิรูประบบครูและผู้บริหารโรงเรียน, การจัดการศึกษาปฐมวัย, การศึกษาขั้นพื้นฐาน, อาชีวศึกษา, อุดมศึกษา, ภาษาอังกฤษและภาษาจีน, การประกันคุณภาพการศึกษา, เทคโนโลยีทางการศึกษา, การตั้งกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษาตามรัฐธรรมนูญปี 2560, การปรับปรุงและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ

ลงลึกในรายละเอียด... “ปฏิรูประบบครู” เริ่มจากปรับปรุงทั้งการคัดเลือก ปรับระบบสอบคัดครูโดยใช้ข้อสอบกลาง เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ดำเนินงานโครงการครูคืนถิ่น ประกาศรับสมัครครูผู้ช่วยจากผู้ที่ไม่ได้จบครุศาสตร์ในสาขาวิชาขาดแคลนในการพัฒนาครูเพื่อให้ได้ครูที่ “เก่ง” และ “ดี” มาอยู่ในระบบ

จัดตั้ง “สถาบันคุรุพัฒนา” ปรับเปลี่ยนเกณฑ์วิทยฐานะครู การให้เงินงบประมาณเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาครูจำนวน 10,000 บาทต่อคนต่อปี และปรับโฉมคุรุสภา การพัฒนาผู้บริหารโรงเรียน

ด้าน การศึกษาปฐมวัย...ร่วมจัดการศึกษาภายใต้มาตรฐานเดียวกัน กำหนดโดยคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ จัดทำนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านเด็กปฐมวัย พ.ศ.2560-2564

ด้าน การศึกษาขั้นพื้นฐาน...การปรับหลักสูตร โครงสร้างชั่วโมงเรียนให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละโรงเรียน ปรับเปลี่ยนระบบการจัดการเรียนการสอน ห้องแล็บวิทยาศาสตร์...เน้นสะเต็มศึกษา เรียนรู้และสามารถบูรณาการความรู้ พัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ พัฒนาทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 หล่อหลอมคุณลักษณะนิสัยที่ดี...เพิ่มวิชาภูมิศาสตร์และไอซีที ปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

การปรับปรุงมาตรฐานตำรา ระบบการใช้หนังสือยืมเรียน การอ่านออกเขียนได้ การประเมินผลโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ โครงการโรงเรียนไอซียู การปรับเปลี่ยนแนวทางการให้ทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจน การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก การศึกษาทางไกลร่วมกับมูลนิธิทางไกลผ่านดาวเทียม โครงการโรงเรียนคุณธรรม ฯลฯ

ด้าน อาชีวศึกษา...มุ่งผลิตคนเพื่อตอบโจทย์ความต้องการแรงงานประเทศยุคไทยแลนด์ 4.0 ด้าน อุดมศึกษา...ก็จัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา ปรับระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย...แอดมิชชั่นแนวใหม่ การประกาศใช้ ม.44 เพื่อส่งเสริมการศึกษาระดับอุดมศึกษาในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และแก้ปัญหาธรรมาภิบาล

ภาษาอังกฤษและภาษาจีน...อบรมพัฒนาครูภาษาอังกฤษในรูปแบบบูตแคมป์ จัดตั้งศูนย์อบรมระดับภูมิภาค สร้างมาตรฐานภาษาอังกฤษ (CEFR-THAI)...เพิ่มชั่วโมงเรียนจาก 1 เป็น 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในระดับประถม 1-3 ...ก่อตั้ง สถาบันเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับอาชีวศึกษาทั้งระบบ...พัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีน

การประกันคุณภาพการศึกษา...ทบทวนความจำกันอีกที ย้อนไปในช่วงต้นปี 2559 ได้ข้อสรุปร่วมกันให้ประกาศชะลอการประเมินของ สมศ.รอบสี่ เพื่อทบทวน ปรับปรุงแนวทางการทำงานตลอดจนเกณฑ์ประเมินร่วมกัน คาดว่า...จะสามารถประกาศใช้กฎกระทรวงที่แก้ไขใหม่นี้ได้ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2560

“ครู” เป็นตัวแปรสำคัญในการปฏิรูประบบการศึกษา พัฒนาเด็ก ถ้าจำไม่ผิดก่อนหน้านี้สมัยรัฐมนตรีว่าการฯ พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ก็ให้ความสำคัญครูด้วยการเสริมเติมเต็มในเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง...ในโครงการซ่อมบ้านพักครูทั้งหมดทั้งประเทศหลายพันหลังจนอยู่ได้...ครูจะได้มีความสุขและมีขวัญกำลังใจ

โครงการนี้ใช้งบประมาณหมดไปเป็นพันล้านฯ ซ่อมแซมปรับปรุงบ้านพักครูที่อยู่ห่างไกล หลังคารั่ว ผุพังไปตามกาลเวลา ตั้งแต่ยุค คสช. ผ่านมาถึงวันนี้ก็มีโครงการโรงเรียนไอซียูทำเรื่องกายภาพของโรงเรียน

สำรวจ ประเมิน ให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนทุกด้าน เช่น โรงอาหาร ไม่มี พัง หลังคารั่ว ห้องน้ำ โซลาร์เซลล์ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ อะไรที่พังๆทำให้เรียนหนังสือไม่ได้ก็ไปทำหมด

โรงเรียนไอซียู เริ่มดำเนินการต้นปี 2560 ขณะนี้มีโรงเรียนในโครงการทั้งสิ้น 5,032 โรง...เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 4,000 โรงต่อปี น่าสนใจว่าโครงการนี้ยังได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากภาคเอกชนหลายแห่งเข้ามาเสริมเติมเต็ม และผลดำเนินงานทุกโรงเรียนในโครงการได้รับการแก้ปัญหาจนพ้นจากสภาวะไอซียูทั้งหมดแล้ว

E–to–E อีกโครงการที่โดนใจใครหลายคน เป็น “โครงการค่ายอาชีวะฤดูร้อน”...เปลี่ยนโรงงานเป็นโรงเรียน เปิดฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นเพื่อใช้ทำงานได้จริง เป็นหลักสูตรเฉพาะเจาะจงที่ผู้จ้างงานมีความต้องการและยังมีความขาดแคลนในตลาดแรงงาน หรือไม่ได้มีการสอนในโรงเรียนอาชีวะ เช่น ช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ช่างตรวจรอยร้าวอาคาร การทำบัญชีสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย

โครงการนี้...เริ่มต้นจากปัญหาที่ว่าจากเด็กที่เรียนจบแล้ว จำนวนไม่น้อยไม่มีงานทำ หรือที่เรียนที่วิทยาลัยข้างนอกไม่มีสอน ทำไม่ได้เพราะเครื่องไม้เครื่องมือมีราคาสูง นโยบายกระทรวงศึกษาธิการก็เลยให้เอกชน บริษัทต่างๆผนึกกำลังกัน โดยภาคฤดูร้อนที่ผ่านมามีกว่า 1,500 บริษัท เข้ามาร่วมกันจัดคอร์สให้เด็กเรียน...

เป็นการต่อยอดให้นักเรียนได้เรียนในสาขาอาชีพเฉพาะ ที่ตลาดแรงงานมีความต้องการ

เด็กที่จบใหม่ก็มาเรียนเสริมได้ นโยบายนี้ถูกเรียกให้เข้าใจง่ายๆว่า... “เปลี่ยนโรงงานเป็นโรงเรียน” ผู้บริหารจะชอบโครงการนี้มาก ทุกคนไม่สนใจอย่างอื่น สนใจแต่เรื่องนี้ ด้วยทำแล้วเห็นผลดีชัดเจนเชื่อมโยงไปถึงทวิภาคีแนวใหม่ ให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำ พัฒนาสถานศึกษาต้นแบบทวิภาคี สานพลังประชารัฐ

ปัจจุบันมีสถานศึกษาเข้าร่วม 68 แห่ง มีบริษัทเข้าร่วม 14 บริษัท ได้ผลผลิตเป็นนักเรียนอาชีวศึกษาที่ผ่านโครงการราวปีละ 8,000 คน ...เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาคณะกรรมการอาชีวศึกษาได้ลงนามร่วมกับบริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ใน 4 สาขาวิชา โดยมีนักเรียน 5,000 คน ฝึกงานใน 100 สาขา บิ๊กซี

เพื่อให้นักเรียนอาชีวะมีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการจริง พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานทันทีเมื่อจบการศึกษา

มีโอกาสเจอกับ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถามย้ำถึงความคืบหน้า “ปฏิรูปการศึกษาไทย” หลายคนบอกว่าเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง ก็บอกว่า เพราะการศึกษาไม่ได้ทำแล้วเกิดผลเดี๋ยวนี้ ไม่เหมือนกินข้าวแล้วอร่อยทันที เหมือนหุงข้าวต้องค่อยๆหุง...ท้องต้องใช้เวลา 9 เดือน ถึงจะแข็งแรง

“อยากให้เร็วกว่านี้ก็คงไม่ได้ เด็กคลอดก่อนกำหนดก็ไม่แข็งแรง ต้องมีเวลาของมัน ใจเย็นๆ”

การปฏิรูปอีกอันหนึ่งที่ประชาชนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว จริงๆในที่สุดจะถึงเด็กก็คือ การใช้ ม.44 ให้มีศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการภาคเพื่อทำหน้าที่บูรณาการกับทุกภาคส่วนในจังหวัดเรื่องการศึกษา

“ไม่ได้ยุบเขตการศึกษาแต่ให้มีศึกษาธิการจังหวัดและภาคเพื่อที่จะเชื่อมโยงกับเอกชน มีคณะกรรมการศึกษาจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดทำงานร่วมกัน”

“ปฏิรูปการศึกษา” ต้องดูกันยาวๆ ผลปรากฏจะค่อยๆเกิดชัดเจนขึ้น.