วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'นิด้าโพล' เผย ปชช. 'หนุนไต่สวนลับหลัง-ไม่นับอายุความ' คดีนักการเมือง

"นิด้าโพล" ชี้ ปชช.หนุนใช้ ก.ม.อาญานักการเมือง ป้องจำเลยหนีคดี-มีผลบังคับย้อนหลัง ไม่นับอายุความ เชื่อช่วยปราบทุจริต ลดเอื้อประโยชน์พวกพ้องได้ระดับหนึ่ง

เมื่อวันที่ 30 ก.ค.60 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง "คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-27 ก.ค. จากประชาชน 1,251 หน่วยตัวอย่าง โดยเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับศาลควรมีอำนาจพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย กรณีจำเลยไม่มาศาล หรือจับจำเลยไม่ได้ภายใน 3 เดือนนั้น พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 69.54 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะหลบหนีคดี หากรอให้จำเลยมาให้การอาจใช้ระยะเวลานาน คดีไม่คืบหน้าจนหมดอายุความในที่สุด และการพิจารณาคดีจะได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่ร้อยละ 25.58 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ศาลไม่ควรสรุปความหรือพิจารณาโดยไม่สอบถามจำเลย อาจเกิดความไม่ยุติธรรมแก่จำเลย เป็นการให้อำนาจศาลมากเกินไป และร้อยละ 0.80 ระบุว่า ควรพิจารณาเป็นรายคดีไป

ส่วนคำถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าควรมีอายุความหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 48.44 ระบุว่า ไม่ควรมีอายุความ เพราะเป็นการป้องกันจำเลยหลบหนีความผิดด้วยการออกนอกประเทศ และรอให้คดีหมดอายุความ ขณะที่ ร้อยละ 47.96 ระบุว่า ควรมีอายุความ เพราะควรใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับคดีอาญาทั่วไปเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการทำงานให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และร้อยละ 1.04 ควรพิจารณาเป็นรายคดีไป

ส่วนความคิดเห็นต่อกฎหมายคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าควรมีผลบังคับย้อนหลังหรือไม่นั้น พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 66.19 ระบุว่า ควรมีผลบังคับย้อนหลัง เพราะคดีเก่าๆ หลายคดียังไม่ได้รับการสะสางหรือยังค้างคา และเป็นคดีที่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศ กลุ่มนักการเมืองที่เคยทำผิดในอดีตจะได้ไม่ต้องลอยนวล และควรรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นควรมีการสร้างมาตรฐานใหม่ๆ เพื่อไม่ให้นักการเมืองกระทำผิดเป็นแบบอย่างได้ รองลงมา รองลงมาร้อยละ 26.78 ระบุว่า ไม่ควรมีผลบังคับย้อนหลัง เพราะไม่ถูกต้องตามหลักของกฎหมาย ทำให้เสียเวลาในการพิจารณาคดี และอาจเกิดความวุ่นวายตามมา ควรเข้มงวดกับคดีใหม่ๆ ให้มากขึ้น และร้อยละ 2.72 ระบุว่า ควรพิจารณาเป็นรายคดีไป ขึ้นอยู่กับความผิดและความร้ายแรงของคดี

ขณะที่คำถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าจะช่วยลดการทุจริตและลดการเอื้อประโยชน์แก่ส่วนตนหรือพวกพ้องได้มากน้อยเพียงใด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 54.20 ระบุว่า ช่วยได้ในระดับหนึ่ง เพราะเป็นมาตรการที่มีความชัดเจน นักการเมืองจะได้เกิดความเกรงกลัว โดยเฉพาะนักการเมืองที่มีทั้งเงินและอำนาจ ซึ่งจะเอื้อให้ตนเองพ้นความผิดได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สามารถลดการทุจริตคอร์รัปชันได้ เพราะกฎหมายมักมีช่องโหว่ และมีช่องทางในการทุจริตที่หลากหลาย รองลงมาร้อยละ 24.70 ระบุว่า ช่วยได้มาก เพราะเป็นการสร้างความเกรงกลัวให้กับนักการเมือง ทำให้นักการเมืองเกิดความยับยั้งชั่งใจที่จะกระทำความผิด และคิดว่ากฎหมายดังกล่าวน่าจะถูกนำมาใช้อย่างจริงจังและเข้มงวด ร้อยละ 13.59 ระบุว่า ช่วยไม่ได้เลย เพราะการทุจริตคอร์รัปชันกลายเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน นักการเมืองมักเห็นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ประกอบกับการบังคับใช้กฎหมายยังไม่มีความเข้มงวดพอที่จะลงโทษนักการเมืองให้เห็นเป็นตัวอย่างได้.