วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เทียบ 'นางซูจี' พท.ชูหญิงปู สู้ 'คดีจำนำข้าว' สันติวิธี ถ้าติดคุกคะแนนพุ่งลิ่ว

พท.สวนอายัดทรัพย์แค่ฟรีซก็พอ ไม่ต้องถอนเงินออกจากบัญชี แฉ “วิษณุ” ต้องสั่งเบรก เพราะทำเกินเลยไป เย้ยไทยแลนด์โอนลี่ยึดทรัพย์ไม่ใช้คำสั่งศาล กระทบเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม เปรียบ “ยิ่งลักษณ์” เป็น “อองซาน ซูจี” อดทนสู้อย่างสันติ อ่อนโยน ทหารยังขาสั่นกลัวความนิยม ชี้ถ้าติดคุกคะแนนสงสารถล่มทลาย เลือกตั้งครั้งหน้าอาจชนะมากกว่าปี 49 ย้ำกองเชียร์มาด้วยใจห้ามยังไงก็ไร้ผล “วัฒนา” โต้ไม่ได้ทำอะไรผิด แอ่นอกพร้อมให้สอบสวน “นิพิฏฐ์” ติง “วิษณุ”ยึกยักสั่งเบรกเสี่ยงเจอย้อนศรเอาผิด สนช.ย้ำ “ปู” มีสิทธิอุทธรณ์คดีได้ตาม รธน. ด้าน คสช.ประเมิน 1 ส.ค. แถลงปิดคดีไม่มีรุนแรง

หลังเกิดกรณีตอบโต้กันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการอายัดทรัพย์โดยคำสั่งทางปกครอง สืบเนื่องจากดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่า การดำเนินคดีทางปกครองขณะนี้ต้องหยุดไว้ก่อน เพราะต้องรอคำสั่งศาลปกครองกลางที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยื่นร้องทุเลาการบังคับคดีนั้น

พท.ชี้อายัดแค่ระงับไม่ต้องถอนเงิน

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม อายัดเงินในบัญชีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งทางปกครองว่า กรณีไปอายัดหรือยึดอ้างทำตามวิธีปฏิบัติทางราชการ ทางปกครอง โดยใช้อำนาจฝ่ายบริหารเข้าไปทำ และอาจขายทอดตลาดได้ด้วย อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดละเมิด ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง แต่เรื่องนี้มีทั้งแพ่งและอาญาด้วย เป็นประเด็นเดียวกัน คือการละเลยนั้นเป็นการละเมิดหรือไม่ ซึ่งทางแพ่งได้ตั้งคณะกรรมการและตัดสินว่าละเมิด คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่พิสดารให้กรมบังคับคดีทำการยึด ทั้งที่เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังในฐานะผู้เสียหาย แต่จริงๆ อายัดโดยไม่ต้องยึดก็ได้ แค่แจ้งธนาคารไม่ให้บัญชีนี้ทำธุรกรรม แต่นี่ถอนออกไปเลย ในส่วนของอาญาถ้าศาลตัดสินว่าไม่ผิด ตรงแพ่งก็ต้องหลุดด้วย แล้วถามว่าใครจะรับผิดชอบความเสียหายในดอกเบี้ยที่เจ้าของบัญชีควรจะได้

แฉต้องสั่งเบรกเพราะทำเกินไป

นายชัยเกษมกล่าวว่า พูดง่ายๆ คืออำนาจมีจริง แต่ไม่ควรทำ ทำเกินไปหน่อย เพราะถ้าเกิดความเสียหายในอนาคตก็ต้องรับผิดชอบไป จริงๆแล้วหากศาลตัดสินเรียบร้อย แล้วไปยึดขายทอดตลาดก็ว่าไป แต่ไม่ทำอย่างนั้น จนในที่สุดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีต้องมาเบรก ความหมายคือที่ทำไปเกินความพอดี ตอนแรก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.อ้างว่ายังเป็นแค่ขั้นเตรียมการยังไม่ได้ยึดทรัพย์ ในที่สุดก็ยอมรับไม่ได้เตรียมการ เพราะได้ไปยึดทรัพย์มาแล้ว ส่วนที่นายกฯบอกให้ไปร้องศาลปกครอง ก็โอเค แต่เป็นการโยนภาระให้อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ที่ถือเป็นประชาชนคนหนึ่ง ถ้าไม่ใช่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ แต่เป็นข้าราชการตัวเล็กๆ ต้องไปยื่น เสียเงินไปสู้คดี ตนว่าเกินเลยไป

ที่เดียวในโลกยึดทรัพย์ไม่ใช้คำสั่งศาล

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไทยคงเป็นประเทศเดียวในโลกที่ให้หน่วยงานของรัฐยึดหรืออายัดทรัพย์เอกชนเพื่อชำระมูลหนี้หรือชดใช้ค่าเสียหายโดยไม่ต้องใช้คำสั่งศาล นับว่าสุ่มเสี่ยงกระทบความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างยิ่ง ปกติกรมบังคับคดีจะยึดหรืออายัดทรัพย์ต้องอาศัยคำสั่งศาล แต่กรณีเรียกค่าเสียหายคดีจำนำข้าว รัฐบาลนี้ได้ใช้คำสั่งทางปกครองตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และใช้อำนาจตามมาตรา 44 คุ้มครองเจ้าหน้าที่ กรณีนี้จึงถูกวิพากษ์ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยไม่ปกติ เพราะถ้ามีความสุจริตใจ เหตุใดใช้มาตรา 44 คุ้มครอง และนโยบายสาธารณะคิดกำไรขาดทุน หรือคิดค่าเสียหายได้หรือไม่ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก เป็นเรื่องผิดปกติ

“ยิ่งลักษณ์” เหมือน “ซูจี” สู้สงบ อดทน

นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เห็นภาพประชาชนมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ศาล ชวนให้นึกถึงนางออง ซาน ซูจี ผู้หญิงที่อ่อนโยนและอดทน เธอต่อสู้กับกติกาต่างๆที่รัฐบาลทหารพม่าในขณะนั้นเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อกีดกันเธอต่างๆนานา รวมถึงการกักขังจำกัดอิสรภาพทั้งที่เธอไม่ผิด พลังที่ยิ่งใหญ่คือพลังมวลชนเธอชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่โชคดีที่ทหารพม่ารักชาติมากกว่าพวกพ้อง ไม่สืบทอดอำนาจ ปล่อย นางออง ซาน บริหารประเทศ ให้ชาวโลกรู้ว่าพม่าเป็นประชาธิปไตย แต่สำหรับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์อะไรจะเกิดในวันตัดสินก็ไม่อาจรู้ได้ แต่เธอนิ่งอดทนไม่เคยตอบโต้อะไร สู้อย่างสงบ ตนขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจท่ามกลางมวลชน หากคำตัดสินจะต้องจำกัดเสรีภาพ ก็อยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนหยัดสู้ให้เหมือนออง ซาน ซูจี เชื่อมั่นว่าสุดท้ายแล้วไม่มีอำนาจอะไรจะยิ่งใหญ่กว่าอำนาจประชาชนและประชาธิปไตยอย่างแน่นอน

ถ้าติดคุกกระแสตีกลับถล่มทลาย

“ซูจีเป็นลูกนายพลออง ซาน คนเลือกซูจีเพราะนายพลออง ซาน ต่อสู้กับเผด็จการ เฉกเช่นเดียวกันคนเลือกอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์อย่างถล่มทลาย เพราะส่วนหนึ่งก็รักอดีตนายกฯทักษิณด้วย แม้ฝ่ายปฏิวัติเมื่อปี 2549 เขียนกติกาเลือกตั้ง อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เข้ามาหาเสียงเพียง 49 วัน ก็สามารถเป็นเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล เธอได้รับเลือกตั้งจนได้เป็นนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย โพลทุกสำนักแม้แต่ทหารเองยังขาสั่นว่าเลือกตั้งคราวนี้ยังแรงและแรงกว่าเดิม ยิ่งถ้าหากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เดินเข้าสู่ประตูกักขังแทนการหลบหนี กระแสความสงสารเห็นใจก็ฉุดไม่อยู่ แค่เธอหลั่งน้ำตาวันเกิดวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา พรรคตรงข้ามก็หนาวๆ ร้อนๆ อยากให้เธอหนีเหมือนอดีตนายกฯทักษิณ แต่ถ้าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่หนี กลายเป็นเหมือนนิทานหมาป่ากับลูกแกะแล้วไซ้ นึกไม่ออกว่าจะโกยคะแนนถล่มทลายกว่าปี 49 แค่ไหน” นางกุสุมาลวตีกล่าว

กองเชียร์มาด้วยใจห้ามยังไงก็ไม่อยู่

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 25 ส.ค. ที่จะมีการพิพากษาคดีจำนำข้าวว่า ได้เดินทางไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในการร่วมพิจารณาคดีหลายครั้ง มีประชาชนมาให้กำลังใจทุกครั้ง จากการพูดคุยประชาชนมีทั้งที่รวมกลุ่มกันมา และเดินทางมาเอง ทุกคนต่างมาด้วยใจเพื่อให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะคนเหล่านี้เลือก น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลจึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ที่รัฐบาลกังวลถึงความสงบเรียบร้อยนั้นถือเป็นหน้าที่ที่จะรักษาความปลอดภัย แต่อยากให้เข้าใจประชาชนเขามากันหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งก็สงบเรียบร้อยทำตามข้อปฏิบัติ ส่วนที่มีข่าวเรื่องส่งเจ้าหน้าที่เพื่อไปทำความเข้าใจไม่ให้เดินทางมา ส่วนตัวคิดว่าสุดท้ายถ้าเขาจะมาก็หาวิธีมาจนได้ ในเมื่อใจอยากจะมา

“วัฒนา” โต้ไม่ได้ทำอะไรผิด ก.ม.

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “...กว่านี้มีอีกไหม” กรณี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.มอบหมายตำรวจสันติบาลแจ้งความต่อกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับตนในข้อหาความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ กล่าวหาว่าโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กในลักษณะยุยงให้เกิดความปั่นป่วน อีกทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์ คสช. ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รวมถึงการติดต่อสื่อสารถึงกัน ข้อความที่ตนโพสต์คือการแสดงความเห็นว่าการไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถือเป็น เสรีภาพ ส่วนที่เชิญชวนประชาชนก็ไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้ชวนมาเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือล้มรัฐบาล หรือสร้างความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องหรือทำผิดกฎหมาย และที่อ้างว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ คสช. ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นต่อการทำงานของบุคคลสาธารณะ ที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนถือเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นกัน จึงไม่เป็นความผิดตามที่กล่าวหา

ท้าให้สอบ “มีปัญหามั้ย กลัวจัง”

นายวัฒนาระบุว่า นี่คือตัวอย่างของการที่รัฐละเมิดหลักนิติธรรม ซึ่งถือเป็นความเลวร้ายที่สุด เพราะกระทำโดยอาศัยอำนาจของกระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดเพื่อต้องการข่มขู่และปิดปากทุกคนที่ต่อสู้ ไม่ยอมรับอำนาจเผด็จการ จึงขอแจ้งไปยัง สตช. คสช. ว่าตนเป็นบุคคลสาธารณะ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่เคยคิดหลบหนี ทุกคนรู้ที่อยู่ของตนดีเพราะเคยส่งคนมาอุ้มไปควบคุมตัวในค่ายทหารหลายครั้ง ส่วนหมายเลขโทรศัพท์ได้ให้ไว้กับเจ้าหน้าที่แล้ว ดังนั้น หากประสงค์จะสอบสวนหรือแจ้งข้อหาให้ติดต่อมา จะไปหาถึงที่ สิ่งที่ทำไม่เป็นความผิดจึงขอ บอกประชาชนอีกครั้งว่า วันที่ 1 และ 25 ส.ค. ใคร ประสงค์จะไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ไปได้ไม่ผิดกฎหมาย เพื่อบอกเหล่าเผด็จการว่าประชาชนยืนข้างหลักนิติธรรม รังเกียจเผด็จการที่ทำลายหลักนิติธรรมและทำให้บ้านเมืองเสียหาย ตนจะไปทั้งสองวัน ยกเว้นถูกจับและไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ก็จะส่งกำลังใจให้จากห้องขัง “มีปัญหามั้ย กลัวจัง”

“นิพิฏฐ์” วอนทุกฝ่ายรอตุลาการชี้ขาด

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ วันนี้ทุกฝ่ายต้องหยุดรอ ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่ บางคนที่ออกมาแสดงความเห็นทางคดีค่อนไปในลักษณะรุนแรง อาจเกิดการกระทบกระทั่งได้ ฝ่ายรักษาความสงบเขาก็เตือน ไม่ควรปลุกระดม ประเทศเราวันนี้ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ได้ล้ม ละลายทางความน่าเชื่อถือไปแล้ว คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มาจากการเลือกตั้งล้มหายตายจากไป เหลืออยู่อย่างเดียวคือกระบวนการยุติธรรมทางตุลาการ มีคำกล่าวว่า มนุษย์ต้องเชื่ออะไรสักอย่าง ถ้าไม่เชื่ออะไรเลยคงอยู่กันลำบากแน่ ดังนั้น เหลือ ตุลาการอยู่อย่างเดียวแล้วจึงต้องเชื่อ เพราะขนาด น.ส.ยิ่งลักษณ์เองยังยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาตลอด เมื่อเข้ามาแล้วจึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ยอมรับ ขนาดตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังเชื่อเลย แล้วเราเป็นคนนอกจะไม่เชื่อได้อย่างไร

ติงยึกยักสั่งเบรกเสี่ยงเจอย้อนศร

“กรณีนี้ถ้าทำตรงไปตรงมา นายวิษณุไม่ควรระบุว่าให้ยุติการอายัดไว้ก่อน และขอให้ข้อสังเกตถึงการอายัดเงินจากบัญชีธนาคารของคุณยิ่งลักษณ์เพราะทราบว่ามี 16 บัญชีตามข่าว แต่มีการอายัดแค่ 5 บัญชีเป็นเงินแค่หลักแสนบาทเท่านั้น ถามว่าแล้วในบัญชีอื่นที่เหลือมีเงินมากกว่านี้หรือไม่ อาจเป็นหลักล้านหรือหลายล้าน ทำไมไม่มีการอายัด จึงต้องตั้งข้อสังเกตต่อว่า การยึดอายัดเงินในบัญชีเล็กๆ แทนที่จะอายัดในบัญชีที่มีเงินมาก เป็นแค่การทำพอเป็นพิธีหรือไม่ และหากเป็นเช่นนี้จริง ในอนาคตผมฟันธงได้ทันทีว่าเจ้าหน้าที่อาจจะถูกรัฐฟ้องร้องตามมาในภายหลังฐานประมาทที่อายัดแต่บัญชีเล็กๆ เหมือนแค่เป็นการเตือนให้เจ้าของบัญชีรู้ว่ามีการอายัดเงินแล้ว และหากพบภายหลังอีกว่ามีการถอนเงินจำนวนที่เหลือออกจากบัญชีใหญ่ที่ยังไม่ได้อายัด ทั้งเจ้าหน้าที่และนายวิษณุอาจถูกผมฟ้องร้องหากผมกลับมาเป็นรัฐบาล เพราะการที่นายวิษณุระบุให้ชะลอการอายัดทรัพย์ที่เหลือ ให้รอศาลฎีกาฯ ตัดสินในวันที่ 25 ส.ค.ก่อนนั้น ก็มองได้ว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นคนควบคุมคดีที่จะรู้ความเคลื่อนไหวของคดีมากกว่านายวิษณุ อีกทั้งคดีนี้เป็นคดีทางปกครองและรองนายกฯ ถือเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการประจำทุกกระทรวง” นายนิพิฏฐ์กล่าว

“องอาจ” จี้รัฐคิดถึงหลักรัฐศาสตร์ด้วย

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลมีหน้าที่รักษากฎหมาย โดยเฉพาะคดีรับจำนำข้าวที่อยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย นอกจากหลักความมั่นคง รัฐบาลต้องคำนึงถึงวิธีทางรัฐศาสตร์ด้วย ต้องยอมรับความจริงว่านักการเมืองมีผู้สนับสนุน ชอบไม่ชอบเป็นเรื่องปกติ การดำเนินการใดๆ ต้องเหมาะสม ต้องไม่เปิดช่องให้มีการสร้าง ความเข้าใจผิดได้ ถ้าเกิดขึ้นจริงจะทำให้ปัญหาเล็กกลายเป็นใหญ่บานปลายออกไป การดำเนินการที่เหมาะสมน่าจะเกิดประโยชน์ในสถานการณ์ปัจจุบัน

สนช.แจงคืบหน้า ก.ม.คดีอาญาฯ

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองว่า ตามขั้นตอนจะต้องรอไว้ 5 วันหลังจากผ่านที่ประชุมใหญ่ สนช.ว่าจะมีผู้ยื่นร้องคัดค้านหรือไม่ เท่าที่ติดตามดู คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็มีมติไม่คัดค้านเนื้อหาไปแล้ว ในกรณีนี้ถือว่าครบกำหนดแล้ว จึงเป็นอำนาจของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ที่จะใช้ดุลพินิจลงนามเพื่อส่งร่างกฎหมายไปยังนายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ตามขั้นตอนปกติต่อไป

ย้ำ “ปู” อุทธรณ์ได้ รธน.ให้สิทธิ

นพ.เจตน์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่ายจับตามองสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ในคดีโครงการรับจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตกเป็นจำเลยนั้น หากในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ที่ศาลนัดฟังคำพิพากษา ร่าง พ.ร.บ.คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว ตามกฎหมายคู่ความมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา โดยที่ประชุมใหญ่ฎีกาจะตั้งองค์คณะขึ้นมาอีกชุดหนึ่งจำนวน 9 คนขึ้นทำหน้าที่พิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป แต่หากในวันนั้นร่าง พ.ร.บ.คดีอาญานักการเมืองยังไม่มีผลบังคับใช้ คู่ความก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ เพราะถือว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

คสช.ประเมิน 1 ส.ค. ไม่มีรุนแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์วันที่ 1 ส.ค. ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมายังศาลปกครอง เพื่อแถลงปิดคดีจำนำข้าว ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า คสช.ได้ประเมินเบื้องต้นว่ายังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรที่นำไปสู่ความรุนแรง แม้จะมีมวลชนมาให้กำลังใจแต่เชื่อว่าจะอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยความเรียบร้อย โดยหัวหน้าคสช.เคยเตือนเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าการเคลื่อนย้ายมวลชน และผู้ที่ให้การสนับสนุนการใช้พาหนะ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก็เคยเตือนแล้วเช่นกันว่า ให้มวลชนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจ ติดตามข่าวที่บ้าน ถือเป็นการเตือนจากผู้ใหญ่ของบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้มีเหตุอุทกภัยทางภาคเหนือและอีสาน ประชาชนส่วนหนึ่งต้องดูแลบ้านของตนเอง ดังนั้น คนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจน่าจะเป็นมวลชนที่อยู่ปริมณฑลหรือในกรุงเทพฯ จึงมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดูแลได้อย่างดี อีกทั้งศาลก็มีระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีอะไรที่ไม่เรียบร้อยเกิดขึ้น

โพลชี้ปรองดองอืด จับต้องไม่ได้

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,019 คน ระหว่างวันที่ 24-28 ก.ค.2560 เรื่อง 10 ข้อการสร้างความปรองดองในทัศนะของประชาชน เมื่อถามว่า คิดอย่างไรกับการสร้างความปรองดองของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ 3 อันดับแรก พบว่า ร้อยละ 71.44 อยากเห็นบ้านเมืองสงบ ประชาชนรักใคร่สามัคคี ร้อยละ 60.16 เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่อยากให้ทำต่อไป และร้อยละ 58 ควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วม รับฟังความคิดเห็น เมื่อถามว่า คิดว่ากระบวนการขั้นตอนในการสร้างความปรองดองที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้เป็นอย่างไร ร้อยละ 73.78 ระบุยังดำเนินการช้าอยู่ ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม บ้านเมืองยังมีความขัดแย้ง ร้อยละ 26.22 ระบุดำเนินการได้รวดเร็วดีแล้ว เป็นไปตามโรดแม็ป มีความคืบหน้า มีการตั้งคณะกรรมการดำเนินงานและมีการประชุมเป็นระยะ

แนะเลิกทิฐิ หันหน้ารับฟังกัน

เมื่อถามว่า 10 อันดับ สัญญาประชาคม ที่ประชาชนคิดว่าควรเร่งดำเนินการมากที่สุด ร้อยละ 71.85 ยึดมั่นในหลักคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม ร้อยละ 69.97 เคารพเชื่อมั่นและปฏิบัติตามกฎหมาย ร้อยละ 68.69 ร่วมกันสร้างบรรยากาศของความสามัคคีปรองดอง ร้อยละ 67.42 น้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้กับการดำรงชีวิต ร้อยละ 63.20 สนับสนุนส่งเสริมคุณภาพชีวิต การสาธารณสุข การศึกษาอย่างทั่วถึงเท่าเทียม ร้อยละ 56.13 ร่วมมือกันสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 55.64 การรับรู้ข่าวสารอย่างรอบคอบ ร้อยละ 50.44 สนับสนุนและส่งเสริมการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ร้อยละ 49.66 ส่งเสริมให้สังคมมีมาตรฐานสากล และร้อยละ 47.69 ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อถามว่า ทำอย่างไรการสร้างความปรองดองจึงจะสำเร็จ 3 อันดับแรก พบว่าร้อยละ 78.70 ลดทิฐิ รับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน ร้อยละ 66.63 ใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม ไม่สองมาตรฐาน และร้อยละ 63.59 ร่วมมือร่วมใจ สามัคคี เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม