บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กรมชลฯ เร่งซ่อมสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น ที่สกลนคร ใน 20 วัน

กรมชลประทาน ส่งผู้เชี่ยวชาญลงสกลนคร ตรวจสอบสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น หลังน้ำกัดเซาะจากฝนตกหนัก พร้อมเข้าดำเนินการซ่อมแซม อย่างเร่งด่วน ภายใน 20 วัน ยันปริมาณน้ำที่ล้นออกมา ไม่เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่...

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำ ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด หากเกิดปัญหาให้รีบดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วนนั้น กรมชลประทานได้ดำเนินการสนองนโยบายสั่งการให้เจ้าหน้าที่ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสกลนครอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งได้ส่งเครื่องจักรเครื่องมือเร่งดำเนินการเข้าไปซ่อมแซมสันเขื่อนที่ถูกกัดเซาะแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. 60 และจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 20 วัน ส่วนสันเขื่อนและทำนบดินส่วนที่เหลือยังมีความมั่นคงแข็งแรงดี

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น จะไม่ไหลผ่านลงสู่ตัวเมืองสกลนคร แต่จะไหลลงสู่คลองน้ำอูนและหนองหาร ซึ่งปริมาณน้ำที่ไหลลงหนองหาร ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในตัวเมืองสกลนครโดยตรง แต่จะทำให้ระดับน้ำในหนองหารเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำจากในเขตเทศบาลเมืองสกลนครระบายได้ยากขึ้น ซึ่งกรมชลประทานติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำรวมจำนวน 26 เครื่อง หนองหารลงสู่ลำน้ำก่ำ โดยขณะนี้ติดตั้งแล้วจำนวน 4 เครื่องที่ประตูระบายน้ำธรณิศนฤมิต จังหวัดนครพนม และจะทยอยติดตั้งอีก 22 เครื่อง เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำจากลำน้ำก่ำระบายลงสู่แม่น้ำโขงตามลำดับต่อไป

พร้อมขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีน้ำกัดเซาะสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น จังหวัดสกลนคร ว่า ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนอ่างเก็บน้ำแห่งนี้มีน้ำเพียงร้อยละ 60 หรือประมาณ 1.40 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุอ่างเก็บน้ำ 2.40 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เนื่องจากมีฝนตกชุกมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นเป็นจำนวนมาก จนทำให้มีน้ำเต็มอ่างเก็บน้ำในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม แต่กรมชลประทานยังคงดำเนินการเร่งระบายน้ำออกจากอ่างฯ ผ่านทางคลองส่งน้ำฝั่งซ้ายและฝั่งขวาซึ่งมีศักยภาพสามารถระบายได้สูงสุดเพียงวันละ 80,000 ลูกบาศก์เมตร แต่เนื่องจากมีปริมาณฝนตกในพื้นที่ด้านท้ายอ่างเก็บน้ำเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีน้ำไหลลงสู่คลองส่งน้ำเป็นจำนวนมากเช่นกัน ทำให้เหลือศักยภาพในการระบายน้ำออกจากอ่างฯ ได้เพียงวันละประมาณ 24,000 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

นอกจากนี้พื้นที่ดังกล่าวยังมีฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “ตาลัส” จึงทำให้อ่างเก็บน้ำที่มีน้ำเต็มอ่างฯและต่อมายังได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “เซินกา” ทำให้เกิดฝนตกหนักลงมาซ้ำเติมอีก ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. 60 เป็นต้นมา วัดปริมาณฝนสะสมได้มากถึง 245 มิลลิเมตร ในช่วงระยะเวลาเพียง 20 ชั่วโมง จึงทำให้มีน้ำไหลหลากจากตอนบนลงสู่อ่างเก็บน้ำมากถึง 3.75 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงเกิดน้ำเอ่อล้นข้ามทำนบดิน และเกิดการกัดเซาะบริเวณสันเขื่อนขึ้น

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานได้ตรวจสอบในเบื้องต้นคาดการณ์ว่าเกิดการกัดเซาะบริเวณสันเขื่อนลึกประมาณ 4 เมตร กว้าง 20 เมตร จากความยาวสันเขื่อนทั้งหมด 1,300 เมตร ต่อมา เมื่อระดับน้ำท่วมได้ลดลง สามารถสัญจรได้แล้วเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเขื่อนได้เดินทางเข้าไปในพื้นที่และได้ดำเนินการตรวจสอบความเสียหายอย่างละเอียด พบว่าสันเขื่อนและทำนบดินที่เหลือยังมีความมั่นคงแข็งแรงดี สามารถรองรับน้ำได้ตามศักยภาพปัจจุบัน