บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เพราะรักทำชีวิตพัง! จียอน เผยเคยเสียใจจนดื่มแต่เหล้าไม่กินข้าวนับเดือน

ซอจียอนเผยผ่านรายการ "คลับฟรายเดย์โชว์" ช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ถึงเรื่องราวหัวใจในอดีตตั้งแต่รักแบบปั๊บปี้เลิฟ ไปจนถึงความรักครั้งล่าสุดที่ตกเป็นข่าวดังว่าเลิกเพราะมือที่ 3 ทำให้ตนเสียใจมากจนกินแต่เหล้าไม่กินข้าวอยู่นานนับเดือน

รายการ “คลับฟรายเดย์โชว์” ทางช่อง GMM 25 สัปดาห์นี้ 3 พิธีกร ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา, อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล, อั๋น ภูวนาท คุนผลิน พาไปพูดคุยกับ ซอจียอน นักแสดงสาวชาวเกาหลีที่มีข่าวคราวทั้งเรื่องผลงานและเรื่องความรักออกมาให้ได้ยินเรื่อยๆ งานนี้จียอนขอเปิดเผยชีวิตตั้งแต่ในวัยเด็ก การเข้าสู่วงการบันเทิง ตลอดจนเรื่องราวความรักของเธอตั้งแต่รักแบบปั๊บปี้เลิฟจนถึงความรักครั้งล่าสุดที่สร้างความเสียใจที่สุดจนดื่มแต่เหล้าไม่กินข้าวนานนับเดือน

โดย จียอน เผยถึงการมาเมืองไทยว่า ตอนแรกที่มาเมืองไทยก็ไม่ได้ตั้งใจ ตอนนั้นยังเด็กอยู่ อายุประมาณ 9 ขวบ (ส่วนอายุเกาหลีตอนนี้อายุ 32 ปี (คนเกาหลีจะนับจากตั้งแต่อยู่ในท้อง) แต่อายุจริงตอนนี้คือ 30 ปี) และประเทศไทยคือประเทศแรกที่ตนขึ้นเครื่องบิน ซึ่งจริงๆ ตอนแรกก็แค่ไปเที่ยว แต่ไปๆ มาๆ ตนถูกหลอกให้ย้ายมาอยู่เมืองไทยถาวร เพราะว่าฐานะทางบ้านแย่ลงเรื่อยๆ ซึ่งตนย้ายมาอยู่เมืองไทยตอนปี 1998 (พ.ศ.2541) เป็นช่วงเศรษฐกิจย่ำแย่ทั่วโลก ตอนแรกตนก็คิดว่ามาเที่ยวเหมือนเคย แต่พอมาอยู่สักพักพ่อแม่ก็ไปหาโรงเรียนให้ ก็เลยคิดว่าคงไม่ได้กลับเกาหลีแล้ว ส่วนตนเองก็ทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี งานแรกที่ทำคือเป็นล่ามภาษาอังกฤษ ได้ ชม.ละ 100-150 เหรียญ 1 เดือนก็ได้ 500-600 เหรียญ หรือประมาณ 2 หมื่นบาท

ส่วนความรักตอนเด็กๆ จริงๆ ตนขี้เหร่ที่สุดในบ้าน พอมีความรักแบบ Puppy Love ไม่ซีเรียสมาก ความรักครั้งแรกเกิดขึ้นตอนมัธยม เป็นเพื่อนของพี่ชาย แต่สุดท้ายเลิกกันเพราะแม่กับพี่ชายไม่ปลื้มเท่าไหร่ เพราะว่าอยากให้ตนเรียนมากกว่า ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่มีแฟน ถ้ามีแฟนตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่สาย พอตนไปบอกเลิก เขาก็งงว่าทำไม ตนเลยบอกว่าแม่บอกให้เลิก ซึ่งเขาก็เสียใจแต่ตนก็เสียใจเหมือนกัน ก็ยอมรับว่าเป็นคนชอบบอกเลิกก่อนเพราะเป็นคนขี้เบื่อ แต่ตอนอินเลิฟก็หวานมาก มีครั้งนึงตนเคยใส่ชุดราตรีไปงานพรอม แล้วมีผู้ชายเอาดอกกุหลาบมาให้แล้วขอเป็น Prom Date ซึ่งตนก็ตอบตกลงและเป็นแฟนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องเลิกไปเพราะแม่กับพี่ชายไม่ปลื้มอีก

พอเรียนมหาวิทยาลัยก็บอกเลิกแฟนเพราะอีกฝ่ายเป็นคนชอบอวดรวย ซึ่งผู้ชายคนนี้เวลามารับตนก็จะขับรถสปอร์ตมารับและเปลี่ยนรถทุกอาทิตย์ ซึ่งตนก็สงสัย แต่มารู้ตอนหลังว่าบ้านเขารวยแต่เขาไม่ทำงาน ใช้เงินพ่อแม่ ชอบใช้ของแบรนด์เนม และพวกเครื่องประดับต้อง Limited Edition เท่านั้น รถก็ต้องเป็นรถที่มีไม่กี่คันในโลก ซึ่งตนก็เบื่อและเป็นคนบอกเลิก เพราะรู้สึกว่าเข้ากันไม่ได้ และเป็นคนแรกที่บอกเลิกทางโทรศัพท์เพราะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องให้เกียรติมากขนาดนั้น ซึ่งตอนแรกฝ่ายชายก็โทรมาเรื่อยๆ แต่ตนก็ไม่รับโทรศัพท์

พอมาคบกับหนุ่มอีกคนก็เป็นคนที่ชอบบังคับมากเกินไป ซึ่งตอนแรกที่คบกันตนแฮปปี้ แม่ก็ปลื้ม เขาเป็นคนใส่ใจ แต่เขาเป็นคนชอบให้ตนอยู่บ้านอย่างเดียว เหมือนหวงมากเกินไป ขนาดไปเจอเพื่อนสาวๆ แต่เขาจะโทรตามทุก ชม.ว่าอยู่ที่ไหน และตามติดจนอึดอัด และเป็นคนวางกรอบชีวิตแพลนเรื่องอนาคตเยอะเกินไป ทั้งที่ตอนนั้นเพิ่งคบกันไม่นาน ซึ่งตอนนั้นเขาอายุ 28 ปี ส่วนตนยังเรียนอยู่ สุดท้ายตนก็บอกเลิกเพราะตนอึดอัดและยังไม่พร้อมอะไรเลย เขาก็มาดักรอหน้าบ้านเรื่อยๆ จนเขาท้อและไม่มาอีก

เวลาตนมีความรักจะบอกครอบครัวตลอดว่าคบใครอยู่ ปรึกษาแม่ทุกเรื่องไม่ปิดบัง ส่วนคนที่ที่บ้านไม่อยากให้คบ ส่วนใหญ่ก็จะทำตามที่บ้านบอก และเวลาที่รู้สึกไม่ชอบแล้วก็คือไม่ชอบแล้ว ก็จะไม่ฝืนใจตัวเอง ส่วนสเปกจริงๆ ถ้าหาตามแบบสเปกคงยาก จะเป็นความรู้สึกเองมากกว่า ไม่ชอบคนอายุเยอะมาก ชอบคนมีความคิดเป็นผู้ใหญ่

กับเรื่องการเข้าวงการบันเทิง เป็นการฝืนใจพ่อแม่เพราะตนอยากเข้ามานานแล้ว แต่พ่อแม่ไม่อยากให้เข้าวงการ อยากให้เป็นทูตมากกว่า ซึ่งจริงๆ ตนไม่ได้ตั้งใจจะเป็นศิลปินดาราเมืองไทย ตนก็ไปแคสที่เกาหลีแต่ตกรอบสุดท้ายตลอด แล้วในเกาหลีถ้าอายุ 20 ปีขึ้นไปคือแก่แล้ว การจะเข้าวงการจะต้องเข้าตั้งแต่อายุ 9-10 ขวบ แต่ต้องอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งพ่อแม่จะสนับสนุนพี่ชายมากกว่า และมองว่าตนไม่น่าจะเป็นดาราได้

แต่สุดท้ายก็เข้ามาวงการเพราะมีคนเห็นแล้วมาขอถ่ายรูปและทาบทามให้ไปถ่ายงานได้เงิน 1,000 บาท จนกระทั่งวง SHINee มาเมืองไทย ตอนนั้นเพื่อนอยากไปดูแต่ตนไม่อยากไป แต่ก็ตามใจเพื่อน ซึ่งตอนที่ไปดูก็มีโปรดิวเซอร์รายการหนึ่งขอให้ตนไปลองแคสติ้งงาน แต่ตอนนั้นตนพูดภาษาไทยไม่ได้เลย เขาก็ให้ทำงานที่ไม่ต้องพูด และช่วงที่ฝึกเรียนภาษาไทย ทางเอ็กแซ็กท์ก็ส่งไปเรียนภาษาไทย 7 เดือน ซึ่งตอนที่ไปเรียนก็ยอมรับว่าการพูดภาษาไทยสำหรับตนค่อนข้างยากจริงๆ

ส่วนเรื่องราวความรักกับ อาร์ เดอะสตาร์ ซึ่งเป็นความรักครั้งล่าสุดที่ตกเป็นข่าวดัง ตนกับเขาเจอกันครั้งแรกที่บริษัทแต่ตอนนั้นไม่ได้รู้จักอะไร แต่พอมีโอกาสไปแสดงซิทคอมนัดกับนัดก็เลยสนิทกันมากขึ้น เขาก็ตามจีบ เวลาอยู่บ้านเขาก็จะส่งข้อความมาแล้วชวนไปกินข้าว ซึ่งตอนนั้นตนไม่มีเพื่อนในวงการ แล้วตนยังพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ซึ่งฝ่ายชายก็พยายามฟังตนพูดภาษาไทย ตนก็รู้สึกดี ยอมรับว่าตอนนั้นติดแฟน ก็ไปรอฝ่ายชายเวลาทำงาน ก็ขับรถและไปส่งเขาและรอเขาอยู่บนรถตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงตี 1-2 ซึ่งตอนนั้นตนไม่สามารถทำอะไรคนเดียวได้ เวลาหิวหรืออะไรก็จะออกไปแป๊บเดียวแล้วขึ้นรถอีก แต่ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าเวลาสำคัญแค่ไหน ถ้ามีแฟนอีกก็คงไม่ทำแบบนี้แล้ว แต่ถ้าอีกฝ่ายทำอะไรก็ควรบอกว่าอยู่ที่ไหนทำอะไรอยู่ก็พอ ไม่ตามจิกอะไร

ความรักครั้งนี้คุณแม่ค่อนข้างกลัวเพราะเป็นคนในวงการด้วย ถือว่าความรักครั้งนี้ตนค่อนข้างรักมาก คบกัน 2 ปี ตลอดเวลาที่คบกันก็ดูแลเต็มที่ พี่เขาเป็นคนน่ารัก ใส่ใจ เวลาเราไปทำงานก็ไปเฝ้ารอด้วย อยากกินอะไรก็พาไปทานอาหารที่ชอบ พยายามหาเวลาไปเที่ยวด้วยกัน ช่วงแรกที่แอบคบกันอึดอัดมาก ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในรถ แต่ไม่รู้ว่าข่าวหลุดจากไหนไม่รู้ เหมือนเป็นรูปตอนไปกินข้าว พอมีข่าวก็เลยเปิดแล้วรู้สึกสบายใจกว่าเยอะ

ซึ่งตอนที่คบกันมีทะเลาะกันก็เป็นปกติ ก็มีข้อตกลงกันว่าถ้าอึดอัดอะไรก็ให้บอกกัน แต่ตอนแรกตนไม่ค่อยพูด บางทีเก็บไว้เรื่อยๆ จนทำให้เคยเข้า รพ. แต่ช่วงหลังทะเลาะกันบ่อยขึ้น ทะเลาะกันข้ามคืน ตนก็ไม่ค่อยสบายใจว่าเกิดอะไรขึ้น และอีกฝ่ายก็ทำงานเยอะ ตนก็เลยไม่จี้ไม่ถามอะไร พยายามทำให้เขาสบายใจ แต่ก็มีเรื่องต้องคุยและก็ทะเลาะกันบ่อยมากขึ้น ซึ่งตนกับเขาเป็นคนไม่เช็กโทรศัพท์เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวและอยากให้เกียรติเขา แต่อยู่ดีๆ ก็อยากจะเช็กขึ้นมา ตอนแรกก็ไม่ได้เช็ก แล้วช่วงนั้นตนก็กลับเกาหลี และเป็นครั้งแรกที่เขาไม่ไปส่งที่สนามบินเพราะบอกว่าติดงาน และพอเสร็จงานแล้วจะไปกับเพื่อนต่อ ตนก็เข้าใจ

พอไปเกาหลีการติดต่อก็ไม่ราบรื่นเท่าไหร่ เขาบอกว่าเขารีบนอนเพราะเขาต้องรีบตื่นแต่เช้า ช่วง 1 เดือนที่อยู่เกาหลีคุยกันทุกวัน แต่ตนรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม ปกติจะเป็นเขาโทรตามเรื่อยๆ แต่ครั้งนี้เขาไม่ตามเรา เราก็ชิลตาม เขาก็รายงานตัวตามปกติ ตอนกลับมาไทยเขาก็ไม่มารับ แต่เขาก็มาเจอที่ล็อบบี้ แต่ตอนที่เจอกันตนรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม มันเย็นไปหมด ไม่มีความอบอุ่น ตอนนั้นแค่เอะใจว่าเกิดอะไรขึ้น และอยากเช็กโทรศัพท์ พอเช็กก็เจอไลน์เด้งขึ้นมา เป็นข้อความที่ผู้หญิงคนหนึ่งส่งมา ซึ่งเป็นข้อความที่แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ซื่อสัตย์กับเรา ทำให้ตนต้องเป็นคนบอกเลิกเขา ทั้งที่ไม่อยากทำแบบนั้นเลย เพราะตอนที่คบกับเขา ตนรู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนต้นไม้ เขาปกป้องเราได้ ในเมืองไทยเราไม่มีใครนอกจากเขา

พอบอกเลิก เขาก็งงและถามว่าทำไม ตนก็ถามเขาว่ามีอะไรจะบอกไหม เขาก็บอกว่าไม่มี ตนเลยบอกว่าเห็นอะไรในมือถือของเขา เขาก็ขอโทษ แต่ตอนนั้นตนก็ไม่ได้ร้องไห้ต่อหน้าเขา พอหลังจากนั้นก็ไม่กินข้าว กินแต่เหล้า ไปข้างนอกเพื่อซื้อเหล้ากลับมากินที่บ้าน เมาจนไม่มีสติ เป็นแบบนั้นอยู่เกือบเดือน น้ำหนักลดลงไปมากกว่า 10 กก. ครอบครัวตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าตนกำลังแย่ เพราะคุณแม่เป็นคนมีเซ้นส์แรงมากเวลาที่ตนมีปัญหาอะไร ตนเลยเลือกไม่คุยโทรศัพท์ หรือถ้าคุยก็คุยแค่สั้นๆ เพราะไม่อยากให้รู้ แต่ก็ไม่คิดจะฆ่าตัวตายเพราะความรัก

แต่พอหลังจากเลิกกันไป 1 เดือน เขาก็กลับมาและมาขอร้องว่าให้กินข้าวเถอะ เราก็ขอให้ไปซื้อโจ๊กมาให้ เขาก็ทำให้ และกลับมาคบกันอีก ที่ไม่กินข้าวเลยตลอด 1 เดือนเพราะความรู้สึกตอนนั้นมันมืดไปหมด และอยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าไม่มีใครที่ยื่นมือมาช่วยได้เลย และเคยไม่มีสติถึงขั้นขับรถคนเดียวไปจนถึงปราณบุรี แต่พอกลับมาคบกันอีกไม่นานเท่าไหร่ก็จับได้อีกว่าฝ่ายชายยังติดต่อคนนั้นอยู่ ชีวิตตนก็กลับมาพังอีกรอบ คราวนี้อุ้ม ลักขณา เพื่อนสนิทตนก็ต้องมาช่วยฉุดตนให้ออกจากความรู้สึกตรงนั้น และพี่แหม่ม สุริวิภา แนะนำให้ไปบวชชีพราหมณ์ที่เสถียรธรรมสถาน ทำให้สภาพจิตใจดีขึ้น

บทเรียนครั้งนี้ทำให้ตนได้บทเรียนว่าต้องรักตัวเอง แต่ถ้าคบกับใครแล้วเจอแบบนี้อีกก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง จะเข้มแข็งรึเปล่า แต่ก็อยากบอกว่าคนที่อยู่สถานการณ์ตรงนั้นอาจจะมองไม่เห็นว่าจะผ่านมันไปยังไง แต่จริงๆ มันง่ายมากเพราะอยู่ที่ใจเรา เวลาอยู่นิ่งๆ จะคิดโน่นนี่นั่น ความคิดจะปรุงแต่งไปเรื่อยๆ เราสร้างความคิดที่มันไม่จริงแล้วมันจมไปเรื่อยๆ แต่การใช้ธรรมะรักษาก็ช่วยได้แต่ไม่ทั้งหมด สุดท้ายอยู่ที่จิตใจเราเองว่าเราคิดยังไง นอกจากนี้ตนขอแก้ที่เคยให้สัมภาษณ์ไปว่าสาเหตุที่เลิกกันมีมือที่ 3 เยอะแยะไปหมด จนตนไม่รู้ว่าข่าวจะออกมาแรงขนาดนั้น แต่ตอนนั้นตนพูดไปด้วยความโมโห แล้วตอนนี้ตนกับเขาเป็นพี่น้องที่ดีมากๆ เขาก็อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้น ทำให้ตนรู้ว่าตนเข้าใจผิด

นอกจากนี้จียอนบอกว่ายังโสดอยู่ ไม่มีคนพิเศษ แต่มีคนคุยบ้าง แต่อยู่ดีๆ มีข่าวว่าตนเปิดตัวแฟนใหม่ ทำให้ตนงง ตอนนี้ก็ไม่ถึงกับหลอนว่าจะเจอแบบที่ผ่านมารึเปล่า แต่พยายามไม่คาดหวังมาก ก็ไม่รู้ว่าถ้ามีแฟนแล้วเจอแบบนี้อีกจะรับมือได้รึเปล่า แต่ตนเป็นคนที่ถ้าเปิดใจรักใครก็จะรักมาก กับเรื่องการเข้าวงการตอนนี้พ่อแม่ภูมิใจในตัวตนมากขึ้น เพราะตนเป็นคนที่เสียใจง่าย ท่านก็เป็นห่วง ตอนนี้ก็เห็นว่าทำได้ประมาณนึงแล้วก็ภูมิใจและสบายใจแล้ว.