วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภูมิใจเป็นหมอบ้านนอก พญ.สมพิศ จำปาเงิน ได้ดีเพราะความจน ไม่ลืมกำพืดลูกชาวนา

สนิทซี้ปึ้กกับความจนและมีชีวิตลำเค็ญมาตั้งแต่เด็ก แต่ “พญ.สมพิศ จำปาเงิน” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี กลับไม่เคยท้อถอยต่อโชคชะตา แม้เลือกเกิดไม่ได้ แต่หมอบ้านนอกคนนี้เลือกกำหนดชีวิตของตนเองได้ พิสูจน์ความสามารถและอึดถึกลุย จนได้รับการยอมรับในฐานะ “คุณหมอนักพัฒนา” ที่กลายเป็นต้นแบบของวงการแพทย์ไทย

“ตอนเด็กๆจนมาก เกิดเป็นลูกชาวนา แถวชายขอบอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี พ่อแม่เป็นชาวนาจบแค่ ป.4 แต่ด้วยความที่เป็นลูกผู้หญิง พ่อเลยไม่ให้เรียนหนังสือ เพราะอยากให้พี่ชายและน้องชายได้เรียน เราโตมากับความน้อยอกน้อยใจ คิดตลอดว่าพ่อไม่รักลูกสาว และตั้งแต่จำความได้ครอบครัวมีหนี้สินหลายแสนบาท ทำยังไงก็ใช้คืนไม่หมด เพราะนาแล้ง พ่อจะให้ออกจากโรงเรียนตั้งแต่ ป.4 แล้ว แต่เราไม่ยอมขอพ่อเรียน เพราะเป็นคนเรียนเก่งสอบได้ที่หนึ่งตลอด ไปขวนขวายจนสอบได้ที่ 8 ของจังหวัด พ่อเลยยอมให้เรียนต่อมัธยมต้น พอจบ มศ.3 พ่อก็บอกให้ออกจากโรงเรียนมาช่วยทำนา ตอนนั้นร้องไห้เลย เพราะอยากเรียนสายวิทย์มาก โชคดีสอบได้ทุนแพทย์เพื่อชาวชนบทของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พี่ชายไปคุยกับพ่อให้ถึงได้เรียนต่อจนมีวันนี้”...คุณหมอนักสู้เล่าให้ทีมข่าวหน้าสตรีฟังถึงชีวิตยากเข็ญในวัยเยาว์

คุณหมอโตมาแบบปากกัดตีนถีบขนาดไหน

ก็ด้วยความจนและเป็นลูกผู้หญิง เราต้องทำงานบ้านทุกอย่างตั้งแต่เล็กๆ เช้าตื่นตั้งแต่ตีสี่ ลุกขึ้นมาหุงข้าวกวาดบ้านถูบ้าน จากนั้นก็เอาควายออกจากคอกพาไปอาบน้ำ แล้วเราค่อยอาบน้ำกินข้าวไปโรงเรียน ทำแบบนี้ทุกวัน ตอนเย็นกลับมาจากโรงเรียนก็ต้องหาบน้ำใส่ตุ่ม 10 กว่าหาบ เพื่อให้ทุกคนในบ้านมีน้ำใช้ กว่าจะเสร็จได้เริ่มทำการบ้านตอน 2 ทุ่ม พอมีน้องชาย ซึ่งอายุห่างกัน 5 ปี เราต้องช่วยเลี้ยงน้อง นอกเหนือจากหน้าที่หลักต้องช่วยพ่อแม่ดำนา เกี่ยวข้าว หอบข้าวและหาบข้าว ทำจนตัวดำปี๋ ทุกเสาร์อาทิตย์ยังไปรับจ้างดำนาหาเงินพิเศษ

อะไรคือแรงผลักดันให้สู้ชีวิตตั้งแต่เด็ก

ได้ยินตลอดว่าพ่อไม่อยากได้ลูกสาว ทำให้เราฮึดสู้ว่าทำยังไงถึงจะเทียบเคียงผู้ชายได้ ต้องไม่ด้อยกว่าพี่ชายและน้องชาย ไม่ด้อยกว่าผู้ชายใดๆ นี่คือแรงผลักดัน เราเลยขยันเรียนจนได้ที่หนึ่งทุกปี ขณะเดียวกัน งานหนักแค่ไหนที่ผู้ชายทำได้เราก็ทำได้หมด จะให้หาบน้ำหาบข้าวหนักแค่ไหน เราทำหมด เพราะอยากให้พ่อรัก!! เคยท้อแท้กับชีวิตตัวเองไหม ทำไมต้องเกิดมาจน เราลำบากตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่เคยรู้สึกท้อแท้ เจออะไรก็แก้ปัญหาไป ทุกอย่างมีทางออกเสมอ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีด้วยซ้ำ ไม่ว่าทำอะไร ถ้าติดขัดก็มักมีคนยื่นมือช่วยเสมอ อาจเป็นเพราะเราช่วยคนมาเยอะด้วยความจริงใจ ทำงานไปไม่เคยหวังอะไร ชีวิตนี้ไม่เคยรู้สึกแร้นแค้น หรือจนกว่าใคร เพราะใช้ชีวิตพอเพียง

จากลูกชาวนา ชีวิตเริ่มลืมตาอ้าปากได้ตอนไหน

เลือกเรียนด้านแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน เชิงป้องกันโรคในชุมชน เพราะตั้งใจว่าจะกลับมาเป็นหมอช่วยเหลือชุมชนบ้านเกิดตัวเอง พอจบปุ๊บได้บรรจุที่ รพ.ชุมชนบางปลาม้า สุพรรณบุรี ตั้งแต่มีแค่ 10 เตียง จนขยายเป็น 60 เตียง และทำงานอยู่ที่นั่น 14 ปี ตอนนั้นได้เงินเดือน 4,700 บาท เบี้ยเลี้ยง 2,000 บาท ก็เอาไปใช้หนี้นอกระบบให้พ่อแม่จนหมด และส่งน้องเรียนจบปริญญาตรี พอได้แต่งงานชีวิตก็ดีขึ้นอีก เพราะสามีเป็นคนขยันสร้างธุรกิจด้วยลำแข้งตัวเอง เราคุยกันตั้งแต่ก่อนแต่งงานว่าถึงจะมีครอบครัวแล้ว ก็ขอดูแลรับผิดชอบครอบครัวของเราเหมือนเดิม โดยไม่รบกวนเขา หลังทำงานได้ 2 ปี ก็มีลูก แต่ยังส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวไม่ขาด

ได้ยินมาว่าเป็นคุณหมอนักสู้ที่อึดถึกลุยมาก?

จะนอนอยู่บ้านพักแพทย์ในโรงพยาบาลและบอกทุกคนว่าสามารถตามได้ตลอด 24 ชั่วโมง สมัยนั้นมีหมอประจำแค่ 2 คน มีอยู่วันหนึ่งเราอยู่เวรคนเดียว แล้วเกิดท้องเสีย ถ่าย 36 ครั้ง แต่ก็ต้องกัดฟันชักน้ำเกลือออก แล้วไปตรวจคนไข้ที่รออยู่ ทำอย่างนี้อยู่ 7 วัน ตอนตั้งท้องที่สามยังเคยแท้งลูก เพราะทำงานไม่ได้หยุด แท้งคืนวันจันทร์ พอวันอังคารก็ไปทำงานเลย เราเป็นหมอก็ต้องเสียสละทุกอย่างเพื่อคนไข้ ทุกข์ของคนไข้เหมือนทุกข์เราเอง ชาวบ้านมาหาหมอเพราะต้องการที่พึ่งพา เราต้องเป็นที่พึ่งของพวกเขา

ที่มาของฉายา “หมอมือปราบ” ได้มายังไง

(ยิ้ม) หลังทำงานที่บางปลาม้า 14 ปี ก็ถูกดึงตัวไปเป็น ผอ.รพ.ชุมชนหนองหญ้าไซ ขนาด 30 เตียง มีประชากร 4 หมื่นคน ห่างจากบางปลาม้า 60 กม. ตอนนั้นมีการเปลี่ยนผู้บริหาร เพราะเกิดวิกฤติการเงิน หนองหญ้าไซอยู่ในพื้นที่สีชมพู มีทั้งยาเสพติดและชาวบ้านยากจน เราเพิ่งจบปริญญาโทบริหารธุรกิจ เป็นคนชอบความท้าทายและชอบบู๊อยู่แล้ว จึงขออาสาไปกู้วิกฤติ ได้เป็น ผอ.โรงพยาบาลผู้หญิงคนแรกของสุพรรณบุรี พอจะไปก็ตั้งเครือข่ายเอาตำรวจไปลงพื้นที่ สร้างเครือข่ายส่วนราชการและชุมชน จนหนองหญ้าไซเป็นที่รู้จักในวงการแพทย์ เราไม่กลัวอยู่แล้วความยากจน โรงพยาบาลเป็นหนี้ 7 ล้านบาท แก้ได้!! ไปอยู่ได้ปีหนึ่ง หลวงพ่ออยากสร้างตึกและอุปกรณ์การแพทย์ใหม่ให้โรงพยาบาล เราเลยอาสาหาเงินบริจาคได้ 16 ล้านบาท ตรงนี้ทำให้เกิดความศรัทธาในหมู่ชาวบ้าน นอกจากนี้ ก็ไปเจรจาเคลียร์หนี้กับบริษัทยา และอุดรูรั่วลดรายจ่ายทุกอย่างของโรงพยาบาล จนความเชื่อถือจากคนไข้กลับมา พอทำตัวเลขชัดเจนส่งกระทรวงสาธารณสุข จึงได้รับเงิน 6 ล้านบาท มาจ่ายหนี้โรงพยาบาล เพราะเห็นผลงานว่าทำได้จริง ภายใน 2 ปี จากคนไข้นอกวันละ 30-50 คน มีคนไข้นอกเพิ่มเป็น 100-200 คน และต้องขยายเตียงเป็น 60 เตียง

ภารกิจไหนสร้างชื่อให้หมอมือปราบมากที่สุด

ทำงานอยู่ที่หนองหญ้าไซ 10 ปี ก็เกิดเหตุแบบเดียวกันที่ รพ.อู่ทอง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ 150 เตียง มีพนักงาน 500 คน อู่ทองเกิดปัญหาติดลบการเงิน 19 ล้านบาท สเกลใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า ตอนนั้นหนองหญ้าไซยังปล่อยมือไม่ได้ เราเลยต้องบริหารพร้อมกันทั้งสองโรงพยาบาล ห่างกัน 57 กม. กลางคืนก็นอนหนองหญ้าไซ พอเช้าออกตรวจคนไข้ตั้งแต่ 6 โมง แล้วเคลียร์งานเอกสารถึง 8 โมงเช้า ค่อยวิ่งไปอู่ทอง และบ่ายสามกลับมาหนองหญ้าไซอยู่เวรยาวเลย วิ่ง 2 โรงพยาบาลอยู่ 1 ปี 7 เดือน พอปลายปี 2557 จึงมาเป็น ผอ.อู่ทองเต็มตัว

ที่โรงพยาบาลอู่ทอง โดนลองของหนักไหม

ที่นี่คนแรงกว่าเยอะ เพราะ ผอ.คนก่อนอยู่มา 20 กว่าปี พอถูกย้าย ทุกคนจะรู้สึกว่า ผอ.เก่าโดนกลั่นแกล้ง เลยเกิดกระแสต่อต้านแรงมาก เราต้องใช้กลยุทธ์ขี่ม้าเลียบค่าย เริ่มจัดประชุมรอบนอกกับหัวหน้าส่วนราชการ งานชุมชน งานหน่วยจังหวัดเคลื่อนที่ ไปตีสนิทส่วนราชการ ท้องถิ่น และชุมชน คนที่โรงพยาบาลก็เริ่มเอ๊ะแล้ว เพราะปกติไม่มีหมอไปสร้างเครือข่ายข้างนอก ส่วนใหญ่จะอยู่แต่ในโรงพยาบาล ตอนหลังคนเริ่มสะท้อนภาพของเราในทางที่ดีออกมา จากนั้นเราเริ่มดึงอาจารย์ข้างนอกมาจัดค่ายให้พนักงานระดับหัวหน้าช่วยกันวางแผนยุทธศาสตร์พัฒนาโรงพยาบาล โดยเอางานเป็นตัวตั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้โรงพยาบาลได้รางวัลเยอะ อู่ทองจากวิกฤติระดับ 7 ลดเหลือระดับ 1-2 ภายใน 2 ปี พอทุกอย่างเข้าที่ เราก็เริ่มหารายได้เพิ่มโดยเน้นพัฒนาแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นจุดเด่นของอู่ทอง สร้างรายได้เพิ่มจากปีละ 8 ล้านบาท เป็น 24 ล้านบาท ภายใน 2 ปี อู่ทองสามารถรักษาโรคยากๆได้ เช่น สะเก็ดเงินและมะเร็ง เรายังผลิตยาสมุนไพรจำหน่ายโรงพยาบาลรัฐบาลหลายแห่ง ตอนนี้ทุกคนยอมรับเราเพราะเห็นความจริงใจ

อู่ทองได้รับการยกย่องเป็นต้นแบบนำธรรมะมาใช้ดูแลคนไข้ ตรงนี้เป็นไอเดียคุณหมอหรือเปล่า

เราเจอกับตัวเองตอนเกิดวิกฤติชีวิตว่าธรรมะสามารถเยียวยาโรคภัยได้ จึงนำหลักธรรมะมาใช้กับคนไข้ ถ้าคนไข้มีจิตผ่อนคลาย ได้รับความเมตตาจากหมอและพยาบาล คนไข้ก็จะดีขึ้น คนเป็นหมอต้องบำบัดทุกข์ทางใจด้วย ไม่ใช่รักษากายอย่างเดียว โรคภัยมันนิดเดียว เราต้องใส่ใจคนไข้นิดหนึ่ง พูดจาโอภาปราศรัยกับคนไข้ ผลจากความจริงใจในการให้บริการคนไข้ด้วยหลักธรรมะ ทำให้เมื่อปีที่แล้ว รพ.อู่ทองเป็นหน่วยงานภาครัฐ ที่ได้รางวัลคุณภาพแห่งชาติ และยังเป็นต้นแบบการดูแลคนไข้ต่อเนื่องที่บ้าน ช่วยลดภาระของโรงพยาบาลและลดค่าใช้จ่ายครอบครัวคนไข้.

ทีมข่าวหน้าสตรี