วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ศิลปกรรม มศว" เพิ่มทุนทางวัฒนธรรม ชู "นาฏศิลป์สนองไทยแลนด์ 4.0"

โดย นิสิตา

“...เลิกเสียที การเรียนวิชาใดแล้วเรียนกันเพียงแค่ในชั้นเรียน ฝึกลงมือปฏิบัติในห้องเรียน เก็บคะแนนแล้วจบลง เพียงแค่นั้น หรือเขียนงานวิจัยแล้ววางไว้บนหิ้ง อยู่ในห้องสมุด ไม่มีใครกล้าไปหยิบมาอ่าน เพราะสูงส่งเกินไป ประชาชน สังคมนำมาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ สถาบันการศึกษาทุกแห่งต้องตระหนักถึงความรู้ของตัวเองให้มาก ทำอย่างไรจะช่วยประเทศชาติได้ เพื่อผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่นโยบายไทยแลนด์ 4.0”

ถ้อยคำที่ “ลุงตู่”...พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดบ่อยครั้ง เป็นเหตุให้รั้วอุดมศึกษาเริ่มตระหนัก และนำไปสู่การปรับการเรียนการสอน เช่นเดียวกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว ที่ปรับการเรียนการสอนโดยไม่เน้นเพียงแค่ในห้องเรียน หรือยึดตำราเพียงอย่างเดียว แต่เน้นให้นิสิตคิดสร้างสรรค์ และเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาประเทศ

เห็นได้ชัดจากการเรียนวิชา หลักการสร้างงานนาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น ที่นิสิตสาขานาฏศิลป์ ชั้นปีที่ 2 ทุกคนต้องเรียน ซึ่งมีผศ.ดร.ระวิวรรณ วรรณวิไชย คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว เป็นผู้สอนด้วยตัวเอง ได้กำหนดให้นิสิตทุกคนต้องสร้างสรรค์ผลงาน โดยนำแรงบันดาลใจที่พบเห็นจากภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ นำไปสู่การสืบค้น ลงพื้นที่ และรังสรรค์เป็นงานการแสดงขึ้นมา

และยังไม่จบลงเพียงแค่นั้นแต่ต้องนำออกสู่สายตาสาธารณชน เพื่อให้ผู้คนและสังคมได้สัมผัส ซึมซับเรื่องราวดีๆ จนทำให้ผู้ที่ได้ชมการแสดงอยากจะไปท่องเที่ยวหรือติดตาม และเมื่อไม่นานมานี้น้องๆนิสิตได้นำผลงานการแสดงที่ได้แรงบันดาลใจจากทั่วประเทศมาจัดโชว์ ภายใต้หัวข้อ “ลัดเลาะเมืองไทยสัมผัสกลิ่นอายวัฒนธรรม” ณ ลานกิจกรรมห้างพาราไดซ์พาร์ค

หลังเต็มอิ่มกับการแสดงของน้องๆแล้ว “นิสิตา” ต้อง ขอเปิดพื้นที่ให้นำผลงานมาอวด เริ่มจากหนุ่มมาดเข้ม “พอร์ช”...วรพล ศรีทะ ในฐานะ ประธานโครงการฝ่ายนิสิต ประเดิมเล่าเรื่องว่า “ก่อนทำงานต้องวางแผน วางระบบงาน แบ่งหน้าที่เป็นฝ่ายให้ชัดเจน มีการศึกษาค้นหาข้อมูล ทั้งประเพณี วิถีชีวิต โบราณสถาน แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และนำเสนอรูปแบบการแสดงที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้สนใจอยากไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ หลังได้ชมการแสดงของเรา จากนั้นจึงเริ่มศึกษาองค์ ประกอบต่างๆ ตั้งแต่ท่ารำ ที่ต้องศึกษาให้เห็นที่มาที่ไป เพื่อสื่อให้คนดูได้เรียนรู้ จากนั้นมาถึงเรื่องเครื่องแต่งกาย ซึ่งต้องศึกษาทั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยไม่ลอกเลียนแบบแต่นำมาพัฒนาให้เกิดงานใหม่โดยผ่านกระบวนการคิดสร้างสรรค์”

“แอ้น”...ธนพร โชคชัยปัถมาพร เพื่อนร่วมรุ่นรับช่วงสานต่อว่า “ผลงานการแสดงชุดแรกเป็นชุด บุญกระธูป ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของชาวบ้านใน อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ที่มีการทำธูปเป็นอาชีพ เลยคิดชุดการแสดงบุญกระธูปเพื่อต่อยอดให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ใช้เวลาทำงานเป็นกลุ่ม 2-3 เดือน โดยใช้นิสิตจากปี 1-3 มาเป็นนักแสดง ส่วนปี 2 เป็นผู้วางแผนการทำงาน ออกแบบ และกำกับการแสดง สิ่งที่เราคาดหวังคือ การแสดง ที่พวกเราสร้างสรรค์ขึ้นมาจะสามารถส่งเสริมการท่องเที่ยว ในงานประ– เพณีบุญกระธูปในวันออกพรรษา เพื่อช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.ชัยภูมิ”

ตามมาด้วย “โต๋”...นัฐกานต์ ลีลาสกุลนันท์ หนุ่มหน้าหยกบอกว่า “การแสดงชุด ย่านดาโอ๊ะ ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้เถาเลื้อยของ จ.นราธิวาส ที่มีลักษณะเด่นคือการผลัดใบ การเปลี่ยนสีใบ โดยมีลักษณะสีของใบที่แตกต่างกัน คือ สีเขียว สีนาก สีทอง สีเงิน แต่ละสีของย่านดาโอ๊ะ เราเอามาตีความว่า สีเขียว คือการเจริญเติบโต สีนาก คือความเหนียวแน่นของแผ่นดิน สีทอง คือความสง่างามของพระอาทิตย์ สีเงิน คือความสงบของพระจันทร์ และนำเสนอในรูปแบบของนาฏศิลป์ไทยประยุกต์ ที่มีความงดงามอลังการชุดหนึ่ง”

“ชมพู่”...อรพิน ทดลา เล่าว่า “ผลงานต่อมาเป็นชุด “บุญข้าวพันก้อน” ซึ่งเป็นประเพณีหนึ่งในงานบุญผะเหวะ (พระเวส) ของภาคอีสานที่ชาวบ้านร่วมกันนำข้าวมาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ จำนวนพันก้อน ตามจำนวนคาถา 13 กัณฑ์ของการเทศน์มหาชาติ ปั้นและเสียบกับก้านไม้ แล้วจะนำมาปักรวมกันเป็นต้นข้าวพุ่มใหญ่ เพื่อนำไปถวายวัดถือเป็นสิ่งบูชาพระคาถาในการเทศน์มหาชาติ ซึ่งพวกเราทุ่มเทสุดฝีมือก่อนนำมาจัดการแสดงที่ลานกิจกรรมห้างพาราไดซ์พาร์ค และหวังว่าจะทำให้คนไทยรู้จักงานบุญที่มากด้วยศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา”

ปิดท้ายด้วย “ไอซ์” ...ณัฐภรณ์ อาจองค์ กับผลงานสร้างสรรค์ชุด “กระซิบรักเมืองน่าน” ไอซ์บอกว่า “ได้แรงบันดาลใจจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง กระซิบรักบันลือโลก ที่วัดภูมินทร์ จ.น่าน ที่นำเสนอการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวชาวน่าน ที่หยอกล้อกับคนรักอย่างสุภาพ มีจุดเด่นคือ การกระซิบรัก จนมีบันทึกเป็นภาพความทรงจำให้บุคคลได้เห็น พวกเราตั้งใจทำผลงานชุดนี้ออกมาให้สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อเพิ่มต้นทุนทางวัฒนธรรมที่จะส่งผลต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ที่ดีของชาติ ชักชวนให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสนใจอยากมาท่องเที่ยวในเมืองไทย ภูมิใจที่ได้ช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้นาฏศิลป์ไทยเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0”

เห็นฝีไม้ลายมือและความสามารถของน้องๆแล้ว “นิสิตา” ว่าเป็นการใช้ความรู้ ความสามารถมารังสรรค์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม นับเป็นการ เพิ่มทุนทางวัฒนธรรม ที่จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี

นี่ถ้า “ลุงตู่” ได้มีโอกาสชมผลงาน เชื่อว่าต้องยกนิ้วให้แน่นอน !!!

นิสิตา