วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ท้องแตกเมื่อไหร่งานเข้า! แมลงก้นกระดก ระบาดหน้าฝน เตือน อย่าบี้-ตบ เสี่ยงโดนพิษ

ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง เผย แมลงก้นกระดกพบได้ทุกพื้นที่ เจอบ่อยช่วงหลังฝนตก เตือน อย่าบี้หรือตบ เสี่ยงสารพิษในท้องโดนผิวหนัง แนะ เมื่อโดนพิษให้รีบล้างน้ำสะอาด ถูสบู่ หากมีตุ่มใสหรือโดนใกล้ตาให้รีบพบแพทย์...

หลังจากที่ หนุ่ม อนุวัต เฟื่องทองแดง ผู้ประกาศข่าวช่อง 7 สี เจอพิษแมลงก้นกระดกที่ต้นแขนด้านขวา เป็นแผลพุพอง หลังจากไปเข้าป่านั้น ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้ติดต่อไปยัง พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง เพื่อมาให้ความรู้กับประชาชนถึงพิษของแมลงชนิดนี้ รวมทั้ง การรักษาและวิธีป้องกันในช่วงฤดูฝนที่ต้องระมัดระวังอย่างมากด้วย

พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับแมลงก้นกระดก ว่า แมลงนี้มีชื่อเรียกทั่วไปว่า “ด้วงก้นกระดก” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paederus fuscipes Curtis ตัวเต็มวัยมีสีดําสลับส้ม ยาวประมาณ 5-7 มม. หัวสีดํา อกส่วนหน้าแบนยาว ส่วนท้องมี 6 ปล้อง 4 ปล้องแรกสีส้มอมน้ำตาล ส่วนที่เหลือสีดํา เป็นแมลงที่มีอายุอยู่ได้ยาวนาน มีความว่องไว ไต่ไปตามต้นข้าว บินได้เร็ว และว่องไว

ทั้งนี้ พื้นที่ที่มีแมลงก้นกระดกอาศัยอยู่มาก เมื่อก่อนจะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำภาคกลาง ป่าโปร่ง ป่ากระถิน แต่ปัจจุบัน พบว่า มีทั่วพื้นที่ในประเทศไทยแล้วรวมไปถึงพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในด้วย โดยเฉพาะเวลาหลังจากฝนตกใหม่ๆ จะมีแมลงชนิดนี้ออกหากินมาก

“เมื่อก่อนเด็กที่อยู่หอพักจะเจอบ่อยเวลาหลังจากฝนตก พวกเด็ก ม.ธรรมศาสตร์ ม.รังสิต จะเจอบ่อยมาก และมีระบาดที่หนักๆ ที่ จ.นครสวรรค์ โดนไป 70 กว่าคน แต่หลายปีมาแล้ว ขณะที่ช่วงหลังๆ มานี้ได้กระจายกันไปทั่วพื้นที่ทุกเขตเลย” ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง ให้ข้อมูล

สำหรับอาการจากพิษของแมลงก้นกระดกนั้น พญ.มิ่งขวัญ ระบุว่า แมลงชนิดนี้ไม่ได้กัด หรือถ้ากัดก็ไม่ได้เป็นอะไร เพราะพิษจะอยู่ในช่องท้องของแมลง เรียกว่า พีเดอริน (Paederin) โดยสารชนิดนี้มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ซึ่งถ้าไม่บี้ หรือตบ จนทำให้ท้องของแมลงแตกก็จะไม่เป็นอะไร แต่หากทำโดยที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจจนท้องแตก สารชนิดนี้หลุดออกมาก็จะทำให้เกิดอันตรายกับผิวหนังได้ และหากโดนร่างกายจะทำให้ผิวหนังไหม้ แดง โดยในระยะแรกที่โดนจะยังไม่มีอาการ แต่พอหลายชั่วโมงผ่านไปจึงจะเริ่มเห็นเป็นรอยแดงเกิดขึ้น หรือรอยแผลอักเสบ หลังจากนั้นอีก 1-2 วัน จึงจะมีตุ่มน้ำใส่ขึ้นมาเป็นหนองเล็กๆ

ส่วนลักษณะของแผลที่ถูกพิษของแมลงก้นกระดกนั้น แผลจะมีลักษณะเป็นทางยาวเหมือนโดนป้าย ซึ่งอาจทำให้สับสนว่า คล้ายกับงูสวัด ซึ่งจะมีลักษณะเป็นแนวเหมือนกันแต่เป็นแนวตามเส้นประสาทในร่างกาย ขณะที่ พิษของแมลงก้นกระดก แผลจะเป็นตามรอยมือที่ป้ายไป จะไม่ตรงตามแนวเส้นประสาท แต่ถ้าถามว่าปวดแสบปวดร้อนเหมือนกันหรือไม่ ตอบได้ว่าคล้ายกัน มีตุ่มหนองคล้ายกัน เพียงแต่จะแตกต่างตามประวัติการสัมผัส และแนวของผื่น

พญ.มิ่งขวัญ ยังกล่าวถึงการป้องกันและการรักษากรณีถูกพิษของแมลงก้นกระดกด้วยว่า ...

1.ถ้ามีแมลงมาเกาะ ห้ามบี้ หรือ ตบ จนอาจทำให้ท้องของแมลงแตก แต่ให้ใช้สก๊อตเทปแปะออกจากผิวหนัง เป่าออกไป หรือใช้กระดาษเขี่ยออก โดยไม่ให้ท้องของแมลงก้นกระดกแตก

2.กรณีที่โดนพิษให้รีบล้างน้ำในลักษณะเปิดน้ำให้ไหลผ่านแผล เพื่อชะล้างสารพิษออกให้ได้มากที่สุด

3.จากนั้นใช้สบู่ทั่วไปที่ใช้ มาถูบางๆ และล้างออก เนื่องจากสบู่มีฤทธิ์เป็นด่าง จะทำปฏิกิริยากับพิษที่เป็นกรด เพื่อกำจัดสารพิษให้ออกจากร่างกายให้ได้มากที่สุด

4.ช่วงแรกที่เกิดจะแสบๆ ร้อนๆ แต่เมื่อผ่านไป 4-6 ชม. เริ่มจะเห็นผื่นแดงขึ้น โดยใช้สเตียรอยด์อ่อนๆ สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปมาทาที่แผล เพื่อลดปฏิกิริยาการอักเสบ หลังจากนั้นให้คอยสังเกตแผลว่ามีอาการดีขึ้นหรือไม่

5.หากอาการยังไม่ดีขึ้น และอีก 2-3 วันมีตุ่มน้ำใสๆ หรือตุ่มหนองขึ้นที่แผล ให้ไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจจะรุนแรงมากเกินไปจากการติดเชื้อซ้ำเติม เพราะเกาแผลหรือมีแผลเปิดทำให้มีแบคทีเรียเข้าไปจนทำให้เกิดตุ่มหนอง ดังนั้น จึงต้องพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะ

6.การรักษาผลข้างเคียงจากแผลที่ถูกพิษของแมลงก้นกระดกนั้น จะมีลักษณะเป็นสีดำอยู่นานพอสมควร โดยทั่วไปประมาณ 2-6 เดือน แล้วแต่ว่าโดนพิษมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่อยู่ในตำแหน่งที่น่าเกลียดมากก็รอจนกว่าผิวหนังจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่หากอยู่บริเวณที่สังเกตเห็นได้ง่าย สามารถมาพบแพทย์เพื่อช่วยรักษาได้

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ บริเวณรอบดวงตา ให้คนไข้รับมาพบแพทย์เพื่อรักษาในทันที.