วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กตู่ ชี้ แก้สินค้าเกษตรตกต่ำต้องศึกษารอบด้าน อย่าหว่านงบเรียกคะแนน

นายกฯ ชี้ แก้ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำต้องศึกษารอบด้าน อย่าแก้แบบเอาตัวรอดไปวันๆ เลี้ยงไข้ หว่านงบเรียกคะแนนเสียง ต้องปรับสมดุลการผลิตกับความต้องการใช้ และเพิ่มปริมาณการใช้ภายในประเทศให้มากขึ้น

เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 28 ก.ค. 60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่า การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ต้องศึกษาปัจจัย ที่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างรอบด้าน ยกตัวอย่าง “ยางพารา” พบว่า ต้องลดปริมาณการผลิต เพิ่มการแปรรูปใช้งานให้มากยิ่งขึ้นภายในประเทศ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สร้างการรับรู้และให้ตระหนักว่า ถ้าวันหนึ่งโลกนี้ไม่ต้องการใช้ยางพารา หรือมีสิ่งอื่นทดแทนที่ถูกว่า ดีกว่า จะทำอย่างไร เกษตรกรชาวสวนยางจะปรับตัวทันหรือไม่ ถ้าวันนี้ ยังใช้การแก้ปัญหาแบบ “เอาตัวรอดไปวันๆ” หรือ “เลี้ยงไข้” เพื่อเรียกคะแนนเสียง เพราะยางพาราไม่ต่างจากสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่กลายเป็น “สินค้าการเมือง” ไปแล้ว และเกิดขึ้นในบ้านเราเท่านั้น ข้าวก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ปัจจุบันไทยผลิตข้าว 30 ล้านตัน บริโภคภายในประเทศเพียง 10 ล้านตัน ส่งออก 20 ล้านตัน ถ้าเรายังแก้ปัญหาโดยการหว่านงบประมาณลงไปอุดหนุน ก็ไม่ได้ช่วยให้เกษตรกรได้รู้ถึงการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ไม่ได้อยากเลิกปลูกยางพารา หรือปลูกให้น้อยลง

"ผมคิดว่ามันส่งผลในทางตรงกันข้าม เพราะยิ่งเราใส่เงินลงไปก็เหมือน “ใส่น้ำมันเข้าไปในกองไฟ” เหมือนสนับสนุน หรือชอบให้แห่กันปลูกยาง แล้วปัญหาก็ไม่จบ ขยายตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามที่ผมยกตัวอย่างไว้ หรือถ้าเราแก้ปัญหาด้วยการประกันราคา-พยุงราคา มันก็แค่ “ชะลอปัญหา” เท่านั้น ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนของรัฐบาล คือปรับสมดุลของการผลิตกับความต้องการใช้ และเพิ่มปริมาณการใช้ภายในประเทศให้มากขึ้น" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ “ในหลวง 2 พระองค์” รัฐบาลจึงได้ริเริ่มโครงการใหม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี” เลขสามตัวแรก “9” และ “10” คือ รัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่ 10 เลขตัวท้าย “1” คือ เริ่มคิดโครงการนี้มาตั้งแต่ปีที่ 1 ของรัชกาลปัจจุบัน โดยมีเป้าหมาย 9,101 ชุมชน ทัวประเทศ ใช้งบประมาณ 20,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วน เท่าๆ กัน คือ ค่าวัสดุอุปกรณ์ ซึ่งยังคงเก็บไว้ใช้อย่างต่อเนื่องในการทำกิจกรรมตามโครงการ และค่าจ้างแรงงาน ซึ่งใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ประกอบอาชีพ และหมุนเวียนในชุมชน.