วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ชิล ช็อป ชิม ชิค" เที่ยวเก๋ไก๋...ในกรุงโซล

แม่น้ำฮัน...ยามค่ำคืน.

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลีใต้ (Korea Tourism Organization) ร่วมกับ ไทยแอร์ เอเชีย เอ็กซ์ เชิญไปเยือนกรุงโซลในมุมใหม่ๆ แบบชิล ช็อป ชิม ชิค ในย่านวัยรุ่นๆของกรุงโซล ประมาณไม่เน้นแลนด์มาร์กสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ให้ไปดูว่า คนเกาหลีโดยเฉพาะกลุ่ม Gen X และ Gen Y นิยมเที่ยว ชิล ช็อป ชิม ชิค กันแบบไหน ก็สนุกไปอีกแบบ

ถ้าดูจากไฟลท์ก็อาจจะดึกไปนิดสำหรับเที่ยวบินที่ XJ 700 ที่ออกจากดอนเมืองตอน 02.50 น. หรือเกือบๆตีสาม แล้วไปถึงกรุงโซลประมาณ 10.05 น. เร็วกว่าเวลาในประเทศไทย 2 ชั่วโมง หากไม่หลับไปบนเครื่องมันก็จะเหนื่อยๆหน่อย...

ไปถึงก็รับประทานอาหารกลางวันกันเลย เป็นร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่นลูกผสมแบบเกาหลีกึ่งอิตาเลียน รสชาติอาหารใช้ได้ ปรับให้เข้ากันได้ดีกับคนเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย หรือ สปาเกตตีลูกผสมระหว่างครีมซอสแบบอิตาลีกับหอยเชลล์ผัดกระเทียมแบบเอเชีย

เสร็จจากอาหารกลางวัน ทีมงาน KTO หรือองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลีใต้ พาเราไปเดินย่อยอาหารในย่าน Garosu-gil ซึ่งเป็นย่านร้านช็อปปิ้งหรูหรา ว่ากันว่าบรรดาดาราในซีรีส์เกาหลีหลายคนนิยมมาเดินช็อปปิ้งแถวนี้ นอกจากร้านเสื้อผ้า ของกระจุ๊กกระจิ๊กแล้ว เสน่ห์และสีสันของย่านนี้คือร้านกาแฟเก๋ๆ

เราแวะจิบกาแฟเบาๆกันที่ร้าน Dore Dore อ่านว่า โดเร โดเร ซึ่งมีเมนูซิกเนเจอร์ คือ เค้กสีรุ้งเป็นชั้นๆ และยังมีเค้กช็อกโกเลตแบบช็อกโกแลตแท้ๆเข้มข้น ส่วนกาแฟรสชาติธรรมดาๆตามสไตล์กาแฟเกาหลี

จากร้านกาแฟและขนมหวานสีสวย เราไปต่อกันที่อาคารล็อตเต้ เวิลด์ ทาวเวอร์ ซึ่งเป็นอาคารที่สูงที่สุดในเกาหลีใต้ ติดอันดับอาคารสูง อันดับ 5 ของโลก ความสูงของอาคารอยู่ที่ 555 เมตร มี 123 ชั้น ไฮไลต์อยู่ที่ชั้น 123 ที่จุด Seoul Sky ซึ่งสามารถมองเห็นวิวกรุงโซลได้แบบ 360 องศา หรือเกือบจะทั้งกรุงโซลเลยก็ว่าได้

ลงจากตึกสูงที่สุดในกรุงโซล ก็ได้เวลาเดินไปรับประทานอาหารค่ำ มื้อนี้เป็นเมนูอาหารสุขภาพแบบเกาหลี ร้านชื่อ Duran แปลเป็นไทยว่า ร้านเต้าหู้ เมนูเด็ดของร้านเป็นเต้าหู้และหมูอบ กินกับข้าวและเครื่องเคียงเกาหลีหลากชนิดที่เรียกว่าพันจัน แบบเบาๆท้องไม่หนักเกินไป ก่อนจะเข้าพักที่โรงแรม Loisir ซึ่งอ่านเป็นภาษาเกาหลีว่า ลูวาจิรึ โฮเทล อยู่ในย่านเมียงดง หรือ สยามสแควร์เกาหลี ที่หลายคนแม้จะเหนื่อยขนาดไหนก็ยังอดใจไม่ไหวกับการช็อปปิ้งในย่านนี้

เช้าวันที่สองในกรุงโซล ไกด์สาวจาก KTO พาเราไปเที่ยวสะพานลอย โซอุลโล 7017 (Seoullo 7017) ในย่านโซลสเตชั่น หรือสถานีรถไฟกรุงโซล เหตุผลที่เรียกว่า โซอุลโล 7017 เพราะสะพานลอยนี้พาดผ่านแยกต่างๆถึง 17 แยก มีความสูง 17 เมตร และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปี 1970

เรียกว่าแค่สะพาน ลอยอันเดียว เกาหลีเขายังมี story ได้ขนาดนี้ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของที่นี่จึงเติบโตมาก โดยเฉพาะหนังซีรีส์ทั้งแบบสมัยใหม่และละครพีเรียด

อีกย่านที่เกาหลีนำเสนอคราวนี้ คือตรอก Seochon Village เป็นหมู่บ้านโบราณ ตามชื่อ โซชอน ซึ่งเป็นชื่อราชวงศ์เก่าของเกาหลี ที่นี่มีตลาดพื้นบ้าน ชื่อว่า ตลาดฮงอิน จุดเด่นของตลาดนี้คือการซื้อของในตลาดต้องใช้เงินรู หรือเงินเจาะรูแบบโบราณ ให้มีสีสันการเดินเที่ยว คล้ายๆกับเวลาที่เราไปเที่ยวเมืองมัลลิการ์ ที่กาญจนบุรี ต่างกันแค่ของเราเป็นเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ แต่ของเกาหลีเป็นตลาดเก่า หมู่บ้านเก่า แค่ใส่กิมมิกด้านการท่องเที่ยวลงไปก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งสำหรับคนเกาหลีและคนต่างชาติได้ไม่ยาก

เรากินอาหารกลางวันกันที่ตลาดฮงอินเลย งานนี้ น้องพิน ไกด์สาวเกาหลีที่พูดไทยได้คล่องมาก แลกเงินเป็นเหรียญเจาะรูให้พวกเราไปซื้ออาหารกลางวันแบบที่อยากทานมาทานกันเอง ก็สนุกสนานดี เป็นการกินเรียกน้ำย่อย ก่อนจะไปเข้าคลาสทำอาหารกันที่ K-Food cooking Class ของบริษัทผลิตและจำหน่ายซอสปรุงรสชื่อดังของเกาหลี ที่นำเสนอการทำเมนู จิมดัก หรือไก่ต้มซีอิ๊ว กับ พาจอน หรือพิซซ่าเกาหลี ที่นอกจากจะปรุงเองแล้ว ยังต้องรับประทานเป็น อาหารกลางวันวันนี้ด้วย

ตกเย็นไปต่อกันที่ตลาดกลางคืนริมแม่น้ำฮัน ซึ่งเป็นตลาดเล็กๆมีทั้งร้านขายอาหารทั่วๆไปกับร้านแบบ Food Truck หรือรถขายอาหาร ที่วัยรุ่นเกาหลีนิยมทำธุรกิจเปิดร้านเล็กๆแบบนี้กันมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจแบบแฟรนไชส์กำลังอยู่ในช่วงขาลงแบบสุดๆ

เรามีกิจกรรมพร้อม ชมโชว์การทำขนมปังที่เรียกว่า Pang Show เรียกแบบตรงๆตัวนี่ล่ะ ตอนแรกที่เขาแจกกำหนดการมา นึกว่าเป็นชื่อโชว์ แต่จริงๆแล้วเป็นโชว์ที่ให้เราดูพร้อมกับทำขนมปังของตัวเองไปด้วย จากนั้นก็ไปล่องเรือและดูโชว์พอกลับขึ้นฝั่งมาก็ได้กินขนมปังที่ทำและอบไว้พอดี

อีกย่านที่วัยรุ่นไม่ควรพลาด คือ ย่านมหาวิทยาลัยเอหว่า (Ewha) ซึ่งเป็นมหา’ลัยผู้หญิงที่ดังที่สุดในเกาหลี รอบๆมหา’ลัยเป็นแหล่งช็อปปิ้งแห่งใหม่คล้ายกับย่านชิคอาร์ตแถวฮงแด เดินแล้วก็เพลินๆดี แต่ขอบอกอีกทีว่า มหา’ลัยเอหว่านั้นใหญ่โตมาก สมกับค่าเล่าเรียนปีละหลายแสนถ้าคิดเป็นเงินบาท

ปิดท้ายกันที่ร้าน Innisfree ร้านเครื่องสำอางแนวสุขภาพจากเกาะเซจู ที่ผลิตเครื่องสำอางจากชาเขียวและไข่มุก มีทั้งโลชั่น มอยส์เจอร์ ไปจนถึงครีมและโคลนสำหรับพอกหน้า ราคาอาจจะสูงกว่าพวก Skinfood หรือ Etude แต่เขาเน้นความเป็นธรรมชาติเป็นออแกนิก แถมชั้นบนยังมีร้านกาแฟที่มีเมนูทั้งเค้กแบบบิงซู และน้ำผลไม้รสเลิศไว้บริการด้วย

ปิดทริปกันที่ร้าน Line Friends store ย่านอิเตวอน งานนี้สาวกไลน์ไม่มีใครพลาด ถือโอกาสช็อปของที่ระลึกติดไม้ติดมือกันมาเพียบ จนต้องมาขอคืนภาษีที่สนามบิน ซึ่งสำหรับเกาหลีบอกเลยว่าง่ายนิดเดียว สามารถขอคืนเงินสดจากตู้คืนเงินภาษีเองได้เลย เพราะมีเมนูภาษาไทยให้กดด้วย เรียกว่าสะดวกสบายมาก

ไปเกาหลีคราวนี้ บอกเลยว่าทึ่งในความเป็นคนช่างคิดของเกาหลีที่สามารถหยิบจับอะไรก็ขายได้ไปหมด จากที่ไม่มีก็ทำให้มีได้ เห็นแล้วคิดถึงเมืองไทย เพราะตรงกันข้ามชัดเจน จากที่มีเราทำให้เป็นความไม่มีได้

นี่ล่ะไทยกับเกาหลีต่างกันตรงนี้แค่นั้น.....!!!!!!!