วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กสิกร ชี้เกณฑ์คุมเข้มรูดปรื้ด-สินเชื่อบุคคล กระทบตรงแบงก์พาณิชย์

วิจัยกสิกร ชี้เกณฑ์ใหม่คุมเข้มบัตรเครดิต-สินเชื่อส่วนบุคคล กระทบโดยตรงแบงก์พาณิชย์ช่วงไตรมาสสุดท้าย แต่ยังได้แรงหนุนปล่อยกู้จากอานิสงส์ลงทุนภาครัฐ มองสินเชื่อยังโตจากภาคอสังหาฯ-เช่าซื้อรถที่พลิกกลับเป็นบวก...

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยบทวิเคราะห์ประเมินถึงภาวะสินเชื่อในช่วงครึ่งปีหลังว่า สินเชื่อสุทธิในช่วงครึ่งปีแรกแม้จะได้แรงชดเชยจากแรงส่งของสินเชื่อสุทธิในเดือน มิ.ย.60 ที่เพิ่มขึ้นเกินคาด แต่ยังมีประเด็นติดตามในช่วงครึ่งปีหลังจากความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย โดยเฉพาะจากฝั่งครัวเรือน ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่ธนาคารพาณิชย์น่าจะยังคงนโยบายเครดิตที่รัดกุม เพื่อดูแลการก่อหนี้ของลูกค้ารายย่อยให้เหมาะสมกับรายได้และความสามารถในการชำระคืนนี้ อาจทำให้แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยบางประเภท อาทิ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน

ขณะที่มาตรการใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแลการก่อหนี้ของลูกค้าสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลรายใหม่นั้น น่าจะมีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสสุดท้ายของปี 60 ที่จำกัด เนื่องจากสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันอยู่แล้ว ซึ่งการเติบโตของสินเชื่อในช่วงครึ่งปีหลัง ยังต้องฝากความหวังไว้ที่สินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศ ที่อิงกับการส่งออกที่น่าจะประคองการเติบโตไว้ได้แม้แรงหนุนจากฝั่งราคาจะลดลง ตลอดจนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนในประเทศ และสินเชื่อเพื่อการลงทุนที่คาดหวังว่าจะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนของภาครัฐ สุดท้ายแล้วก็น่าจะหนุนให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทยทยอยเคลื่อนเข้าหาระดับประมาณการที่ 4% ได้

ส่วนด้านเงินฝากนั้น คาดว่าจะเห็นภาพการระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เพื่อมุ่งชดเชยรุ่นที่ครบกำหนดเป็นหลัก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังมีโจทย์ที่จะต้องบริหารจัดการต้นทุน เพื่อประคองความสามารถในการทำกำไร ในระหว่างที่สินเชื่อยังเติบโตในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และยังมีประเด็นด้านคุณภาพสินทรัพย์เป็นหนึ่งในความเสี่ยงเฉพาะหน้าที่สำคัญ

ทั้งนี้ข้อมูลสินเชื่อเงินฝากและสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง ณ สิ้นเดือน มิ.ย.60 จากเอกสารรายการย่อแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน (ธ.พ.1.1) พบว่าสินเชื่อสุทธิขยายตัวดีขึ้น แต่ยังกระจุกตัวในสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและรายย่อย เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นจากต้นปีเล็กน้อย โดยภาพรวมสินเชื่อสุทธิเดือน มิ.ย.60 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 2.38% และเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 1.56% YTD ซึ่งเป็นระดับการขยายตัวที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ ตามการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อสุทธิเกือบ 1 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เป็น 10.77 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่และกลาง 7 แห่ง ที่มีพอร์ตสินเชื่อรวมกว่า 90% ของระบบ

สำหรับสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นส่วนมากมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง รวมถึงกิจการสาธารณูปโภคและบริการ สำหรับสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและรายย่อยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ขณะเดียวกัน ยังมีอานิสงส์ของสินเชื่อรายย่อยประเภทให้เช่าซื้อรถยนต์ที่พลิกกลับมาเป็นบวก จากยอดขายรถยนต์ใหม่ที่เร่งตัวขึ้นด้วยเลขสองหลักเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี และการทยอยครบกำหนดชำระของสินเชื่อเช่าซื้อในโครงการรถคันแรก

สำหรับหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิหลังหักค่าเผื่อหนี้สงสัยฯ (Net NPLs) ของระบบธนาคารพาณิชย์ในรอบครึ่งแรกปีนี้ เพิ่มขึ้น 8.4% และ 6.5% YTD เป็น 1.87 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากประเด็นของลูกค้าธุรกิจรายใหญ่เฉพาะราย ส่วนด้านเงินฝากเดือนเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในอัตราต่ำกว่าการขยายสินเชื่อ หลังภาพรวมสภาพคล่องยังอยู่ในระดับสูง และธนาคารต้องให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนยิ่งขึ้นเพื่อประคองรายได้สุทธิของธุรกิจหลัก โดยพบว่าภาพรวมเงินฝากเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเพียง 2.6 หมื่นล้านบาท หรือ 0.22% MoM แต่หากเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน และสิ้นปีก่อน เงินฝากขยายตัวค่อนข้างดีที่ 3.78% YoY และ 2.57% YTD

ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งชะลอการดึงเงินฝาก โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาสำหรับโครงการเงินฝากพิเศษที่ออกใหม่เพื่อทดแทนเงินฝากที่ครบกำหนดและลดการระดมเงินฝากพิเศษลง รวมทั้งขยับขึ้นสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวันอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนการเงินให้ต่ำลงและให้เกิดสมดุลกับปริมาณสินเชื่อ

ส่วนสถานการณ์สภาพคล่องเดือน มิ.ย.60 ตึงตัวขึ้นสูงสุดนับจากเดือน ม.ค. โดยภาพรวมสภาพคล่องของธนาคารตึงตัวขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราการขยายตัวของสินเชื่อที่สูงกว่าเงินฝาก ทำให้สัดส่วนเงินให้สินเชื่อรวมต่อเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม (LTD+Borrowing Ratio) ในเดือน มิ.ย.60 ขยับขึ้นมาที่ 91.14% (จากระดับ 90.40% ในเดือน พ.ค.) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค.60 สอดคล้องกับอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องต่อสินทรัพย์รวมที่ปรับลดลงมาที่ระดับ 21.21% จาก 21.70% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งหากเทียบกับสิ้นปี 59 สภาพคล่องยังมีทิศทางที่ผ่อนคลายกว่า โดย ณ สิ้นเดือน ธ.ค.59 สัดส่วนเงินให้สินเชื่อรวมต่อเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืมอยู่ที่ 91.31% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 20.61%.