วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

28 กรกฎาคม 2560 มหามงคล "เฉลิมพระชนมพรรษา"

“ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความ ปรารถนาดี เพื่ออำนวยพรแก่ท่านทั้งหลายทั่วกัน และขอขอบใจท่านเป็นอย่างมากที่มีไมตรีจิตสนับสนุนข้าพเจ้าในภารกิจทุกอย่างเสมอมา

ในปีที่แล้ว บ้านเมืองของเรามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น คือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรได้เสด็จสวรรคตเมื่อเดือนตุลาคม กล่าวได้ว่า นำความโศกเศร้าอาดูร และนับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวไทยทั้งประเทศ

ข้าพเจ้ารู้สึกตื้นตันและประทับใจที่ได้เห็นประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ถ้วนหน้า มีจิตจงรักภักดี และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณพรั่งพร้อมกันมาถวายสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง

ขอขอบใจทุกท่านที่ร่วมมือร่วมใจช่วยงานพระบรมศพอย่างพร้อมเพรียง ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ข้อนี้น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า คนไทยนั้นมีจิตใจดี มีความกตัญญูกตเวที มีความเอื้ออารีต่อกัน มีความรักชาติแผ่นดิน เป็นคุณสมบัติประจำชาติ และมีความรู้ความสามารถไม่แพ้ชนชาติอื่นใด

ดังนั้น ไม่ว่าจะมีอุปสรรค ปัญหา หรือเหตุไม่ปกติใดๆเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ก็เชื่อได้ว่า ถ้าเราจะร่วมกันคิดอ่านและช่วยกันปฏิบัติแก้ไข ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถคลี่คลายลุล่วงไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน

ปีใหม่นี้ ขอให้ชาวไทยทุกคนตั้งใจให้แน่วแน่ที่จะรักษาคุณสมบัตินี้ให้เหนียว แน่น และทำความคิด จิตใจ ให้แจ่มใส ด้วยปัญญาที่กระจ่าง พิจารณาทุกสิ่งที่เกิดมีขึ้นตามความเป็นจริง โดยปราศจากอคติ ให้มีความมุ่งมั่น มีกำลังใจ ในอันที่จะร่วมกันปฏิบัติสรรพกิจน้อยใหญ่ในภาระหน้าที่

ตามแนวพระบรมราโชบายที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ ให้งานทุกอย่างสำเร็จผล เป็นความดี ความเจริญ ทั้งแก่ตนเอง แก่ส่วนรวม และประเทศชาติ เป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

ในการนี้ ข้าพเจ้าขอปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับประชาชนชาวไทยโดยเต็มกำลังความสามารถ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานเช่นกัน”

นสพ.ไทยรัฐอัญเชิญพระราชดำรัสที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ.2560 แก่ประชาชนชาวไทย เมื่อค่ำวันที่ 31 ธันวาคม 2559

ถือเป็นนิมิตหมายในการเริ่มต้นศักราชใหม่ ภายใต้รัชกาลปัจจุบัน

จับใจความสำคัญที่สะท้อนถึงความตั้งมั่นในพระราชหฤทัย ในการร่วมกับประชาชนชาวไทยฝ่าฟันวิกฤติปัญหาด้วย “พลังแผ่นดิน” อันเป็นคุณสมบัติพิเศษประจำชาติ เพื่อทำให้บ้านเมืองอยู่อย่างปกติสุข

สืบสานพระราชปณิธานพระราชบิดา

และพอดีกับห้วงสถานการณ์ปลายปี 2559 ถึงต้นปี 2560 ได้เกิดภาวะอุทกภัย น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ 11 จังหวัด นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา กระบี่ พัทลุง นราธิวาส ยะลา ปัตตานี ตรัง ชุมพร ระนอง รวมถึงประจวบคีรีขันธ์ สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนจำนวนมาก

ชาวบ้านผู้ประสบอุทกภัยต้องเผชิญทุกข์แสนสาหัส ซึ่งนั่นก็ได้เห็นถึงน้ำพระทัย “ในหลวงรัชกาลที่ 10” ที่ทรงห่วงใยประชาชนของพระองค์ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรี ผู้แทนพระองค์อัญเชิญถุงยังชีพพระราชทาน สิ่งของพระราชทาน และชุดธารน้ำใจสภา กาชาดไทย ไปมอบให้ประชาชนผู้เดือดร้อน พร้อมพระราชทานลายพระหัตถ์ ห่วงใยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560

“ด้วยความรักและห่วงใย ขอเป็นกำลังใจในการร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนา เพื่อขวัญที่ดี จิตใจและร่างกายที่เข้มแข็ง นำมาซึ่งความสุขและความมั่นคงของชาติ”

พระราชทานทั้งกำลังทรัพย์ กำลังกาย และกำลังใจ

ในสถานการณ์ต่อเนื่องกัน สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณฯ ยังทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยเฉพาะกิจ 904 กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ กองร้อยรักษาความสงบ กองพันทหารม้าที่ 20 กรมทหารม้าที่ 5 รักษาพระองค์ ข้าราชบริพาร หน่วยราชการในพระองค์ พร้อมหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ร่วมกันกำจัดผักตบชวา วัชพืชที่กีดขวางทางระบายน้ำ ขุดลอกคลองในพื้นที่กรุงเทพฯ

ด้วยทรงห่วงใยในปัญหาขยะและผักตบชวากีดขวางทางระบายน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในเขต กทม. สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วม รวมถึงการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก ก่อผลกระทบทั้งด้านสุขภาพจิตและความเสียหายทางเศรษฐกิจ

แสดงให้เห็นเลยว่า ทุกข์ของพสกนิกรอยู่ในพระเนตรพระกรรณ

ที่สำคัญทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องไม่ใช่แค่ยามภัยพิบัติเท่านั้น ดังเห็นได้จากการพระราชทานทุนการศึกษาและอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียนยากจน ผ่าน “โครงการทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” ที่ต่อเนื่องมาจาก “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ตั้งแต่ พ.ศ.2553

โดยมีพระราชดำริให้นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และทรัพย์จากผู้บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งการสร้างโรงเรียน การให้ทุนการศึกษา เสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนที่ยากจน ได้มีโอกาสศึกษาอย่างต่อเนื่อง

นั่นก็เพราะทรงตระหนักในคุณค่าความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้มีคุณภาพด้วยการให้การศึกษา เพราะการศึกษาจะสร้างโอกาสให้ได้เรียนรู้วิชาการความรู้ต่างๆที่จะสามารถนำมาใช้ประกอบอาชีพ พัฒนาตนเองให้มีความรู้ ความสามารถ อันเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ตลอดจนประเทศชาติ

ด้วยสายพระเนตรที่มองการณ์ไกลถึงอนาคตของประเทศไทย

ไม่ใช่แค่การศึกษาด้านเดียว ยังมีเรื่องของการดูแลเสริมสร้างสุขภาพอนามัยของประชาชน การรักษาพยาบาล โดยเฉพาะคนยากจนด้อยโอกาสในชนบทห่างไกล ที่พระราชทานความช่วยเหลือคนเจ็บป่วย ผู้พิการทุพพลภาพ รับเป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ รวมถึงพระราชทานทรัพย์สนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์ผ่านโรงพยาบาล “สมเด็จพระยุพราช” ทั้ง 21 แห่ง ทั่วทุกภาคของประเทศ ตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ช่วยฟื้นคุณภาพชีวิตของพสกนิกร

ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากพื้นฐานที่พระราชบิดาได้ทรงวางแนวทางไว้ โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงใส่พระทัยกับการสานต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระราชบิดาที่ทรงริเริ่มและมีโครงการไว้แล้วกว่า 4,447 โครงการ

ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาด้านแหล่งน้ำ โครงการพัฒนาด้านการเกษตร โครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาด้านส่งเสริมอาชีพ โครงการพัฒนาด้านสาธารณสุข โครงการพัฒนาด้านคมนาคม โครงการสวัสดิการสังคมและการศึกษา และโครงการอื่นๆที่พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยแน่วแน่ จะสานต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต่อไป

นอกจากการใส่พระทัยด้านการศึกษา การสาธารณสุข ฟื้นคุณภาพชีวิตของพสกนิกร และการบรรเทาทุกข์ให้ผู้ประสบภัยพิบัติ “ในหลวงรัชกาลที่ 10” ยังทรงใฝ่ในพระพุทธศาสนา

ดังจะเห็นว่า ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านการพระศาสนามาโดยตลอด อาทิ ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามฤดูกาลทุกปี และในเทศกาลวันสำคัญทางศาสนา มาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา จะเสด็จ พระราชดำเนินแทนพระองค์ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ในการบำเพ็ญพระราชกุศลไม่เคยขาด

โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2560 นี้ ซึ่งถือเป็นปีแรกในรัชกาล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันวิสาขบูชา โดยทรงนำสวดมนต์เนื่องในวันวิสาขบูชา ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรม มหาราชวัง เมื่อวันพุธที่ 10 พฤษภาคม

ทรงดำเนินพระองค์เป็นแบบอย่างของพุทธมามกะที่เคร่งครัด ศรัทธาในพระพุทธศาสนา อันเป็นพื้นฐานของความดีงาม นำไปสู่สังคมที่สงบสุข

และด้วยหลักธรรม ทำให้ทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา

พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร ทรงใส่พระทัยไม่มองข้ามแม้จะเป็นจุดเล็ก จุดน้อย ซึ่งสะท้อนถึงความรักอันยิ่งใหญ่ต่อเหล่าประชาชนของพระองค์ ดังจะเห็นได้จากการที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทาน แจกจ่ายให้ประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระบรม มหาราชวัง

โดยเป็นอาหารที่ดีมีคุณภาพ ปรุงสุกใหม่ และมีประโยชน์ทางโภชนาการ เนื่อง ด้วยพระองค์ต้องการให้คนไทยมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง เป็นกำลังเสริมในการพัฒนาชาติบ้านเมือง อย่างที่ทรงปฏิบัติเป็นตัวอย่างในการออกกำลังพระวรกายเพื่อพลานามัยที่แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากเรื่องสุขภาพพลานามัยแล้ว ยังมีเรื่องของกิจกรรมสันทนาการ อย่างที่มีพระราชดำริให้จัดการแสดงดนตรีเฉลิมพระเกียรติที่จัดขึ้นบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ทุกวันเสาร์ เวลา 19.00-21.30 น. โดยการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนวงดุริยางค์ของกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาบรรเลงให้ประชาชนทั่วไปได้รับชมรับฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อนำความทรงจำเก่าของปวงชนชาวไทยที่เคยได้รับฟังเพลงพระราชนิพนธ์กลับคืนสู่ผืนแผ่นดินไทย และเพื่อความสุขความรักสามัคคีของคนในชาติ

เป็นการฟื้นบรรยากาศดีงามของเมืองไทยในอดีตที่ผ่านมา

ทั้งหมดทั้งปวงก็ด้วยพระราชหฤทัยที่มุ่งมั่น พระราชปณิธานที่แน่วแน่ ในการรวมพลังคนในชาติ นำพาประเทศไทยก้าวข้ามการเปลี่ยนผ่านไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ทำให้พสกนิกรของพระองค์อยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข

ดังที่มีพระราชดำรัสตอบในการรับขึ้น “ทรงราชย์”

“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทยเชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ว่า เป็นไปตาม พระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ บพิตร ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎ มณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

ซึ่งนั่นก็แสดงให้เห็นจากพระราชกรณียกิจตั้งแต่ขึ้นทรงราชย์ “ในหลวงรัชกาลที่ 10” ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดำรงอยู่บนพื้นฐานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทย ดำเนินตามรอยพระบาท สนองพระราชปณิธานของพระราชบิดา

สมดั่งที่ประชาชนคนไทยเทิดทูนสถาบันอยู่เหนือเกล้าฯ

ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2560 ปีแรกของรัชกาล

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

ทีมข่าวการเมือง