วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ราคาตร.ว.ละ 2.13 ล้าน “ชิดลม สยาม เพลินจิต สุขุมวิท” แพงสุด

เผยทิศทางที่ดินราคาขยับต่อเนื่องทุกปี “ชิดลม–สยาม–เพลินจิต-สุขุมวิท” ครองแชมป์ราคาสูงปรี๊ดแตะวาละ 2.13 ล้านบาท แถมที่ดินแนวโครงการรถไฟฟ้าก็เนื้อหอมราคาขยับ 9% ต่อปี พร้อมเผยทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยปี 2560 ผู้ประกอบการอัดเปิดโครงการต่อเนื่อง ย้ำยอดผลิตออกมาเยอะกว่ายอดขายถือเป็นสัญญาณน่าห่วง แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เปิดเผยถึงราคาที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลว่า มีอัตรา
ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2560 ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4-6% ซึ่งที่ดินที่มีราคาปรับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ ที่ดินบริเวณแนวโครงการรถไฟฟ้า อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ราคาที่ดินปรับเพิ่มขึ้น 7-9% ต่อปี โดยก่อนหน้านี้ราคาปรับขึ้นเพียง 2-3% ต่อปี รวมถึงที่ดินที่อยู่ในแนวโครงการรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆมีราคาปรับขึ้นทุกปี

“ที่ดินที่มีราคาสูงที่สุดจะอยู่บริเวณย่านชิดลม สยาม เพลินจิต และสุขุมวิทช่วงต้น โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2,130,000 บาทต่อตารางวา (ตร.ว.) ซึ่งปัจจุบันที่ดินก็เริ่มหายาก โดยผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถครอบครองที่บริเวณนี้ก็จะพัฒนาเป็นโครงการหรูซุปเปอร์ลักชัวรี่ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ผู้บริโภคที่ต้องการที่พักอาศัยในย่านนี้”

นายโสภณกล่าวว่า สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑลปี 2560 ตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) มีจำนวนอุปทาน (ยูนิต) ที่เปิดใหม่พร้อมจำหน่ายอยู่ 54,281 ยูนิต เพิ่มขึ้น 25% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจาก 193 โครงการ โดยมีมูลค่ารวม 182,647 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจำนวนยูนิตที่เปิดใหม่จะมากกว่าปีที่แล้ว 2% ในส่วนจำนวนยูนิตคงเหลือทั้งตลาดเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2559 ประมาณ 5% จาก 184,329 ยูนิต เป็น 193,820 ยูนิต

ทั้งนี้ ในจำนวนสินค้าที่อยู่อาศัยที่เปิดใหม่ 54,281 ยูนิตนั้น มีจำนวน 30,647 ยูนิต หรือ 57% เป็นคอนโดมิเนียม รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์ 17,556 ยูนิต หรือ 32%, บ้านเดี่ยว 3,499 ยูนิต หรือ 6% และบ้านแฝด 1,890 ยูนิต หรือ 4% ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดที่เปิดตัวโดยเน้นคอนโดมิเนียม และหากพิจารณาถึงภาวะการขายพบว่า สินค้าที่เปิดใหม่ที่สามารถขายได้ (มีคนจองซื้อ) เพียง 19,078 ยูนิต หรือ 35%
สำหรับสินค้าที่เปิดตัวสูงสุดก็คือคอนโดมิเนียมราคา 2-3 ล้านบาท โซนทำเลรัตนาธิเบศร์-เซ็นทรัล มีจำนวน 3,143 ยูนิต และสามารถขายได้ 1,024 ยูนิตหน่วย หรือ 33% เหลือขายเพียง 2,119 หน่วย อันดับ 2 คอนโดมิเนียมราคา 3-5 ล้านบาท แถวทำเลรัชโยธิน มีจำนวน 1,723 ยูนิต ซึ่งสามารถขายได้ 1,457 หน่วย หรือ 85% ถือว่าขายได้เร็วมาก เหลือเพียง 266 ยูนิต และอันดับ 3 คอนโดมิเนียมราคา 1-2 ล้านบาท บริเวณรังสิต คลอง 1-7 มีจำนวน 1,721 ยูนิต แต่ขายได้น้อยมากเพียง 179 หน่วย หรือ 10% เหลือขายถึง 1,542 หน่วย โดยคาดว่าเป็นผลจากทำเลนี้คงถึงจุดอิ่มตัวจนไม่สมควรที่จะเปิดโครงการใหม่ในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีนับจากกลางปี 2560 นี้ไป

“ตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงที่ผ่านมามียอดผลิตมากกว่าการขาย นับเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะเกิดวิกฤติ ควรมีการควบคุมอุปทานให้ดี”

อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดในปีนี้คาดว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดสินค้าใหม่เพิ่มมากขึ้น ส่วนปัจจัยบวกที่จะเป็นผลดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ยังคงมี ทั้งการเข้ามาลงทุนในภาคอสังหาฯของชาวต่างชาติมีมากขึ้น เช่น จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งก็มีผู้ประกอบการหลายรายนำสินค้าไปขายตลาด
ต่างประเทศมากขึ้นด้วย รวมถึงแผนการลงทุนเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐมีความชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ก็มีส่วนให้ภาคอสังหาฯขยายตัวตาม เป็นต้น ส่วนปัจจัยลบก็จะมีในเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่ยังคงน่าเป็นห่วง ซึ่งกว่า 80% เป็นหนี้ครัวเรือนระดับสูง.